หลังจากนับเงินเสร็จ ตรงหน้าทั้งสองคนก็มีเงินอีแปะอยู่สองกอง ทันใดนั้นจ้าวหยางจื่อก็เปิดปากพูดขึ้น
“ซวนเอ๋อร์ 850อีแปะ รวมกับ 3,100 อีแปะ จะเป็เท่าไหร่..” จ้าวหยางจื่อถามผู้เป็น้อง เพื่อดูว่าน้องสาวของเขาคำนวณได้หรือไม่
ซีซวนครุ่นคิดในใจอยู่นาน ขณะเดียวกันจ้าวหยางจื่อก็รอคอยอย่างอดทน ก่อนที่ซีซวนจะตอบเสียงสั่นเนื่องจากไม่ค่อยมั่นใจนัก
“3,950อีแปะ หรือสามก้วนกับอีก950อีแปะใช่หรือไม่เ้าคะ?”
ได้ยินคำตอบของน้องสาว จ้าวหยางจื่อก็ปรบมืออย่างยินดี กล่าวขึ้นว่า
“ถูกต้องแล้ว! น้องพี่เก่งที่สุดเลย!”
“จริงหรือเ้าคะ เย้!!!” เมื่อเป็คำตอบที่ถูกต้อง ซีซวนก็ชูแขนขึ้นฟ้าอย่างดีใจ ดูมีความมั่นใจอย่างมากที่สามารถบวกเลขยากๆ เช่นนี้ได้ นับว่าครั้งนี้นางก้าวหน้าขึ้นอีกขั้นแล้ว
“เอาล่ะ นี่คือที่ขายปลาได้ทั้งหมด คราวนี้ก็มีเงินแล้ว ควรซื้อของเสื้อผ้าชุดใหม่บ้าง..”
จ้าวหยางจื่อพูดไม่ทันจบ เสียงใสของซีซวนก็กล่าวขัดขึ้นก่อน
“อย่าเลยเ้าค่ะท่านพี่ ชุดของพวกเรายังใส่ได้อีกหลายปี เราควรเก็บเงินให้ได้เยอะๆ ก่อนค่อยซื้อของฟุ่มเฟือยเช่นนั้น...” ซีซวนกล่าวเสียงเบาอย่างเป็กังวล นี่เป็หน้าร้อนจะซื้อผ้าชุดใหม่นางเห็นว่าสิ้นเปลืองจนเกินไป ไม่สู้เก็บออมไว้ใจในฤดูหนาวสุดแสนหฤโหดดีกว่า นางผ่านพ้นฤดูหนาวอันแสนยากลำบากมาแล้วถึงสองครั้ง นับว่านางเข้าใจจุดนี้ดีที่สุด
อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ซีซวนไม่ยินยอมจ่ายเงินออกไปโดยง่ายเช่นนี้เพราะหลายปีที่ผ่านมาเนื่องจากเ้าของร่างคนเก่าใช้จ่ายเงินไปไม่คิด ส่งผลให้พวกเขาไม่มีเงินเหลือหลังจากนั้นไม่นาน ทำให้อดอยากอย่างมากเนื่องจากไม่มีเงิน
ด้วยเหตุผลนี้เองซีซวนจึงจดจำได้ไม่ลืม ทำให้เธอไม่ค่อยอยากจะใช้เงินซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็เท่าไหร่นัก จะใช้จ่ายก็ต่อเมื่อจำเป็เท่านั้น
จ้าวหยางจื่อก็รับรู้ความ้าของน้องดี เขายื่นมือไปลูบหัวน้องสาวอย่างอ่อนโยน ก่อนที่จะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พี่ขอโทษ พี่สัญญาจะไม่ทำให้พวกเรากลับไปเป็เหมือนเดิมอีก เอาแบบนี้แล้วกัน เราหาเงินให้ได้เยอะๆ ค่อยเข้าเมืองไปซื้อของ ตกลงหรือไม่”
“เ้าค่ะ” ซีซวนพยักหน้าอย่างเข้าใจ ถ้ามีเงินเยอะจริงก็ไม่เป็กังวลเท่าไรนัก อย่าน้อยใน่ฤดูหนาวไม่ต้องยากลำบากอีก
เห็นน้องยอมตกลง จ้าวหยางจื่อก็ถอดถอนใจยาว ชีวิตยุคโบราณช่างยากลำบากเสียยิ่งกระไร ที่ทั้งสามคนรอดมาได้ถึงบัดนี้ นับว่าโชคดีเหลือแสนแล้ว
ขณะเดียวกันในห้องครัว ซีห่าวแอบฟังทั้งสองคนพูดคุยกัน เขาถึงกำหมัดแน่นด้วยความแค้นใจ
เป็เพราะเขาเองในปีนั้นที่เพ้อฝันจะเป็ขุนนาง ทำให้พี่ใหญ่ต้องขายสมบัติติดตัวเพียงชิ้นเดียวไปเพื่อซื้อหนังสือ สุดท้ายแทบจะเอาชีวิตรอดภายในฤดูหนาวไม่ได้ โชคดีที่ท่านยายหานช่วยเอาไว้ถึงได้รอดมาถึงปัจจุบัน ความผิดข้อนี้เขาจดจำได้ไม่ลืม และหวังเป็อย่างยิ่งว่าจะสอบเข้าราชสำนักให้ได้ตามที่้า
..
ธูปเผาไหมเพียงครึ่งก้าน หลังจากที่จ้าวหยางจื่อนำเงินทั้งหมดเข้าไปเก็บไว้ในมิติย่อย เขาได้ชวนน้องทั้งสองคนเข้าป่าไปล่าสัตว์หรือหาของป่าเหมือนดังเช่นทุกวัน
แน่นอนว่าน้องทั้งสองคนย่อมตามเขามา เพราะทั้งคู่นั้นอยากจะทำประโยชน์บ้าง ไม่ใช่แต่หวังพึ่งพี่ใหญ่อย่างเดียว ด้วยประสบการณ์การใช้ชีวิตอย่างโชกโชน หลอมหลวมให้เด็กวัยสิบขวบเติบโตขึ้นมาก เวลานี้ซีซวนกับซีห่าวมีความคิดไม่ต่างจากผู้ใหญ่คนหนึ่ง(ในยุคต้าถัง)
สามพี่น้องเดินข้ามสะพานลงใต้ไม่นานนักก็เดินมาถึงป่าตีนเขาติดกับหมู่บ้าน ป่าแห่งนี้เป็ป่าอันเขียวชอุ่มและอุดมสมบูรณ์ แมกไม้นานาพันธุ์เจริญเติบโตจนมองเข้าไปในป่าได้ไม่ไกล ถ้าเดินไม่ระวังเท่าไหร่อาจหลงป่าได้ง่ายๆ เลยทีเดียว
ก่อนจะเข้าป่าจ้าวหยางจื่อก็พูดขึ้นกับน้องๆ ของเขาด้วยน้ำเสียงที่จริงจังว่า“ซวนเอ๋อร์ ห่าวเอ๋อร์ จำเอาไว้อย่าได้เดินห่างจากพี่เป็อันขาด! เข้าใจหรือไม่!”
“เข้าใจเ้าค่ะ/ขอรับ!” เด็กน้อยทั้งสองคนพยักอย่างจริงจัง เพราะทั้งคู่รู้ดีว่าภายในป่านั้นมีภัยอันตรายมากมาย ไม่ว่าจะจากสัตว์ป่า หรือจากผู้คนด้วยกันเอง(คนป่า)
“ดีมาก!” เ้าหยางจื่อพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วชักมีดเหล็กปลายแหลมออกจากฝัก กล่าวขึ้นอีกครั้ง“เอาล่ะตามพี่มา!”
พูดจบจ้าวหยางจื่อก็เดินนำน้องๆ เข้าป่า เหลียวซ้ายแลขวาเพื่อระมัดระวัง
ซึ่งการเดินหาของป่าของทั้งสามคนนั้นต่างคนก็ต่างมีความรับผิดชอบของตนเอง จ้าวหยางจื่อรับหน้าที่เป็คนระวังภัยและคนเดินหน้า ส่วนซีซวนจะเป็คนหาของป่า และซีห่าวจะเป็คนถือตะกร้าไม้ไผ่
เดินเข้าป่าได้เพียง50 จั้ง(150 เมตร) สามพี่น้องก็เจอของป่าที่สามารถทานได้ นั่นก็คือผักหวานป่า สมกับเป็ป่าสมัยโบราณช่างอุดมสมบูรณ์ พืชผักป่าหากินได้ง่ายนัก
แน่นอนว่าจ้าวหยางจื่อให้สองพี่น้องคอยเก็บผักป่า ส่วนเขาเป็คนเฝ้าระวังภัยรอบนอกอย่างระมัดระวัง การอยู่ในป่าการลดการระวังตัวลงไม่ต่างจากการหาที่ตาย เหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ
ซ่อกแซ๊ก!
ทันใดนั้นก็เกิดเสียงบางสิ่งบางอย่างขึ้นไม่ไกลจากทั้งสามนัก ได้ยินเช่นนั้นจ้าวหยางจื่อกำมีดแน่นและเตรียมพร้อม ก่อนจะหันไปพูดกับน้องทั้งสองคน
“ห่าวเอ๋อร์ ซวนเอ๋อร์หยุดมือก่อน! และเงียบเอาไว้!!” จ้าวหยางจื่อพูดเสียงเบา เขากลัวว่าจะตกเป็จุดสนใจ
ทันใดนั้นเสียงดังกล่าวก็เข้ามาใกล้! เวลาผ่านไปก็ยิ่งเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เวลานี้จ้าวหยางจื่อกัดฟันพลางกำมีดแน่น และมีสมาธิอยู่ตลอดเวลา!
บรรยากาศรอบตัวทั้งสามคนค่อนข้างที่จะกดดัน ทุกคนต่างมีสีหน้าไม่สู้ดีนักสำหรับเหตุการณ์เช่นนี้
ทันใดนั้นเอง ก็มีบางสิ่งโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ตรงหน้าของทั้งสามคน
ลำตัวอวบอูย หูคู่ตั้งชี้ฟ้าสองข้าง ขนดกดำปุกปุย มันคือกระต่ายป่า!
พอเห็นเช่นนั้นจ้าวหยางจื่อก็คลายความกดดันลง ผ่อนลมหายใจยาวอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนที่จะกระซิบกับน้องทั้งสองคน
“อย่าพึ่งขยับเขยื้อนหรือส่งเสียง”
คู่แฝดทำตามที่พี่ใหญ่บอกทุกอย่าง เพราะโอกาสเช่นนี้ไม่ได้มีมาง่ายๆ
เนื่องจากทั้งสามคนนิ่งเงียบไม่ขยับเขยื้อน กระต่ายป่าตัวนั้นก็เข้ามาใกล้เรื่อยๆ เนื่องจากได้กลิ่นผักหวานป่าของโปรดของมันภายในตะกร้าของซีห่าว
เมื่อมันเข้ามาได้ระยะ จ้าวหยางจื่อก็ปามีดในมืออย่างรวดเร็ว..
ฟืด!!!
ด้วยระยะเพียงครึ่งจั้ง (1.6เมตร) จ้าวหยางจื่อย่อมไม่มีทางพลาด มีดเหล็กปลายแหลมของเขาโดนกระต่ายป่าด้วยความรุนแรง
ปั๊ก!
ทว่าน่าเสียดายนักที่จ้าวหยางจื่อไม่มีความชำนาญในการปามีดเท่าไหร่ ส่งผลให้แค่ด้ามมีดที่โดนกระต่ายป่า แทนที่จะเป็ด้านปลายแหลม
อย่างไรก็ตาม ซีห่าวอยู่ใกล้ที่สุดก็รู้ความ ทันทีที่มีดโดนกระต่ายเ้าตัวก็รีบพุ่งเขาไปตะครุบมันทันที
เห็นเช่นนั้นจ้าวหยางจื่อก็รีบพูดขึ้น
“ห่าวเอ๋อร์ ระวังมันกัดด้วย!”
เ้าตัวไม่ตอบกลับ ตั้งสมาธิและพยายามจับกระต่ายด้วยมือข้างหนึ่ง ก่อนที่จะยื่นมืออีกข้างหนึ่งไปคว้ามีดที่หล่นอยู่ไม่ไกล
แล้วก็ใช้สันมีดฟาดกระต่ายเข้าไปอีกที..
สามารถกดหัวใจส่งของขวัญเป็กำลังใจให้นักเขียน หรือคอมเมนท์พูดคุยกันได้นะครับ
หรือติดตามได้ที่ Tiktok: @denwriternovel