ตอนที่ 3: ราตรีแรกในป่าต้องห้าม
สัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงกำหนดวันงานล่าสัตว์ประตูลักษณ์ผ่านพ้นไปรวดเร็วกว่าที่หลินชางคาดคิด ทุกค่ำคืนใต้แสงตะเกียงน้ำมันอันริบหรี่ เขาใช้เวลาทบทวนเนื้อหาในบันทึกโบราณจากหอสมุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า นิ้วมือเรียวยาวลองฝึกฝนการกะเทาะหินเหล็กไฟสร้างประกายสปาร์กจนคล่องแคล่วชำนาญ มือข้างซ้ายทดลองปรับสายสะพายเป้สัมภาระที่ตัดเย็บขึ้นเองจากเศษผ้าหนาซ้ำไปซ้ำมาเพื่อให้กระชับเข้ากับแผ่นหลังมากที่สุด ขณะเดียวกัน ไออุ่นสายเล็กๆ บริเวณจุดตันเถียนใต้สะดือก็ควบแน่นเข้มข้นขึ้นทุกวัน แม้ในเวลานี้เขาจะยังไม่อาจชักนำมันออกมาใช้เป็พลังต่อสู้ภายนอกได้ตามใจนึกก็ตาม
ยามรุ่งอรุณของวันที่ทั้งตระกูลมู่ต้องออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ชายป่าเขาเฮยเยียน ท้องฟ้าเบื้องบนกลับมืดครึ้มบดบังด้วยหมู่เมฆสีเทาทึบเทา ราวกับแผ่นฟ้ากำลังหยั่งรู้ถึงชะตากรรมอันนองเืที่รอคอยทุกคนอยู่เบื้องหน้า
ก่อนที่ขบวนหลักของตระกูลมู่จะเคลื่อนตัวออกเดินทาง มู่ปิงอวิ๋นในชุดยุทธ์สีขาวบริสุทธิ์ก้าวเดินเข้ามาหาหลินชางที่บริเวณหน้าประตูใหญ่แต่เพียงผู้เดียว ในฝ่ามือเรียวบางข้างหนึ่งของนางกำผ้าห่อสัมภาระขนาดเล็กไว้แน่น
"เ้าจะต้องเข้าสู่ป่าจากประตูฝั่งตะวันออก ส่วนข้าในฐานะทายาทสายหลักจำเป็ต้องเข้าทางประตูฝั่งเหนือซึ่งลึกล้ำและเต็มไปด้วยอันตรายมากกว่า" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบเ็า ทว่าสายตากลับจับจ้องใบหน้าของเขานานเป็พิเศษ "พวกเราจะไม่ได้พบกันตลอด่เวลาเจ็ดวันเจ็ดคืนนี้"
หลินชางพยักหน้ารับคำอย่างสงบนิ่ง "ข้าเข้าใจดี"
มู่ปิงอวิ๋นยื่นผ้าห่อเล็กๆ ส่งมอบให้แก่เขา "ในนี้มียาแก้พิษฉุกเฉินสามขนาน เหมาะสำหรับใช้ยามถูกงูพิษกัดหรือต้องพิษร้ายของอสูร จงจำไว้ว่าอย่าใช้มันอย่างพร่ำเพรื่อ" นางหยุดชะงักไปชั่วครู่ ราวกับกำลังลังเลใจกับถ้อยคำถัดไปที่กำลังจะเอื้อนเอ่ย "...และอย่าได้ไปตายเสียเปล่าหลินชาง เ้ายังคงเป็สามีตามนิตินัยของข้า หากเ้าต้องมาจบชีวิตลง ข้าจำเป็ต้องไว้ทุกข์ให้อย่างน้อยสามปีตามโบราณราชประเพณี ซึ่งนั่นจะทำให้ข้าต้องเสียเวลาในการฝึกฝนวิชาไปโดยใช่เหตุ"
ถ้อยคำที่ฟังดูแสนเ็าและไร้ซึ่งน้ำใจกลับทำให้มุมปากของหลินชางยกขึ้นเป็รอยยิ้มจางๆ เขารู้ดีว่านี่คือรูปแบบการแสดงความห่วงใยเพียงหนึ่งเดียวที่สตรีผู้แข็งแกร่งเช่นนางจะสามารถทำได้ "ข้าไม่อาจตายลงได้ง่ายดายถึงเพียงนั้นหรอก ภรรยาของข้า... จงรอคอยดูข้าเดินทางกลับมาเถิด"
มู่ปิงอวิ๋นจ้องมองเขาอีกเพียงชั่วครู่ ก่อนจะผงกศีรษะรับเบาๆ แล้วหมุนตัวเดินกลับเข้าสู่ขบวนทายาทสายหลัก ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมบางเบาของดอกเหมยที่ลอยอบอวลอยู่ในมวลอากาศ
ชายป่าเขาเฮยเยียนตั้งอยู่ห่างไกลจากเมืองหลิวกวางเป็ระยะทางเดินทางราวสามวัน เมื่อขบวนของตระกูลมู่เดินทางมาถึง บรรยากาศรอบบริเวณลานกว้างหน้าประตูป่ากลับเต็มไปด้วยความคึกคักของเหล่าทายาทจากหลากหลายตระกูลทั่วทั้งแคว้น แต่ละคนล้วนสวมใส่ชุดเกราะหนังสัตว์อสูรเนื้อดี พกพาอาวุธวิเศษประจำตระกูลประกายวาววับ โดยมีเหล่าผู้คุ้มกันระดับสูงยืนอารักขาอย่างแ่า
ท่ามกลางฝูงชนนับร้อย หลินชางสังเกตเห็นธงประจำตระกูลหลากหลายสีสันปักเด่นหราอยู่รอบลาน ทั้งธงหงส์ทองของตระกูลใหญ่ ธงเขี้ยวเสืออันเกรียงไกร และตระกูลอื่นๆ อีกนับสิบที่เดินทางมาจากทั่วสารทิศ ทุกตระกูลต่างส่งทายาทรุ่นเยาว์ที่ดีที่สุดมาร่วมประชันฝีมือเพื่อแย่งชิงความเกรียงไกรและสิทธิพิเศษกลับไปสืบทอดวงศ์ตระกูล
มู่เฉียนเดินวางท่าก้าวผ่านเข้ามาพร้อมเสื้อคลุมขนสัตว์หนานุ่มและดาบยาวประดับอัญมณีลค่าสูง เขาเหลือบมองถุงเป้ผ้าเก่าซอมซ่อบนบ่าของหลินชางก่อนจะส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ยในลำคอ "ยังกล้าเสนอหน้ามาอีกรึ! นึกว่าจะแอบหนีหัวซุกหัวซุนไปเสียแล้ว หวังว่าเ้าจะมีชีวิตรอดอยู่ได้เกินสามวันนะ เขยขยะ!"
หลินชางไม่ได้เอ่ยตอบโต้สิ่งใด เพียงแต่ขยับขยี้ปรับสายสะพายเป้บนบ่าให้กระชับยิ่งขึ้น แล้วเบนสายตามองตรงไปยังปากทางเข้าป่าที่ถูกปกคลุมด้วยสายหมอกสีดำทึบ เสียงหอนของสัตว์อสูรโหยหวนแว่วมาจากส่วนลึกเป็ระยะ ราวกับกำลังขับขานบทเพลงต้อนรับเหยื่อรายใหม่อย่างหิวโหย
ผู้าุโผู้จัดพิธี步ขึ้นสู่อัฒจันทร์หินโบราณกลางลาน เสียงของเขากระหึ่มกังวานไปทั่วบริเวณด้วยการผสานพลังปราณ "เหล่าทายาททั้งหลาย! จงจดจำไว้ให้ดีว่าป่าต้องห้ามแห่งนี้ไม่เคยปรานีผู้ใด ไม่ว่าพวกเ้าจะมาจากตระกูลใหญ่โตหรือตระกูลเล็กกระจิริด ทุกชีวิตล้วนเท่าเทียมกันภายใต้เขี้ยวเล็บของสัตว์อสูร! จงสังหารและเก็บรวบรวมแก่นในมาให้ได้มากที่สุด และจงกลับออกมาให้ทันก่อนรุ่งอรุณของวันที่แปด ผู้ใดที่ไม่สามารถกลับมาได้ตามกำหนด จะถือว่าจบชีวิตลง ณ ป่าแห่งนี้ตลอดกาล!"
ครืน! ตึง! ตึง!
เสียงกลองรัวดังสนั่นขึ้นเป็สัญญาณเริ่มพิธีอย่างเป็ทางการ ทายาทหนุ่มสาวต่างสูดหายใจเข้าลึก บางคนสวดภาวนาขอพรจากบรรพบุรุษ บางคนยืนนิ่งด้วยความมั่นใจ ขณะที่บางคนกำด้ามอาวุธแน่นด้วยความประหม่า
เมื่อเสียงกลองเบาลง ผู้าุโโบกธงสัญญาณให้ทายาททุกคนแยกย้ายเข้าสู่ประตูตามจุดที่กำหนด หลินชางก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าสู่ประตูฝั่งตะวันออกเพียงลำพัง ไร้ซึ่งผู้คุ้มกัน ไร้ซึ่งอาวุธวิเศษ มีเพียงมีดทำครัวเหล็กเก่าๆ เล่มหนึ่ง และความมุ่งมั่นอันเด็ดเดี่ยวภายในจิตใจ
ในอีกฟากหนึ่งของป่าต้องห้าม มู่ปิงอวิ๋นก้าวผ่านประตูฝั่งเหนือเข้ามาเพียงลำพัง ดาบวิเศษประจำตระกูลคาดแน่นอยู่ข้างเอว ใบหน้าของนางสงบนิ่งราวกับกำลังเดินชมสวนดอกไม้มากกว่าการเหยียบย่ำเข้าสู่แดนอสูร
หมอกดำทางฝั่งเหนือทึบหนากว่าฝั่งตะวันออกหลายเท่าตัว เสียงคำรามของสัตว์อสูรชั้นสูงดังกึกก้องมาจากความมืดมิด ทว่านางกลับไร้ซึ่งความหวาดหวั่น ในใจกลับแวบนึกถึงภาพของชายหนุ่มผู้เป็สามีตามนิตินัยที่กำลังก้าวเดินอยู่ในป่าอีกฝั่งอย่างไม่ทันตั้งตัว
"หลินชาง... เ้าต้องรอดชีวิตกลับมาให้ได้" นางพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะกระชับด้ามดาบแล้วก้าวเท้าลึกเข้าไปในความมืดมิดเบื้องหน้า
ทันทีที่ก้าวพ้นผ่านประตูป่าเข้ามา สภาพอากาศรอบกายของหลินชางก็แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง หมอกสีดำเข้มข้นลอยลอยคลออยู่เหนือพื้นดินสูงถึงระดับเข่า บดบังมองเห็นและกลบเสียงฝีเท้าจนหมดสิ้น ต้นไม้โบราณสูงใหญ่บดบังแสงอาทิตย์จนบริเวณโดยรอบมืดสลัวราวกับเวลาพลบค่ำ กลิ่นไอชื้นของดินและกลิ่นหมักหมมเน่าเปื่อยของใบไม้โชยเข้าเตะจมูก
เสียงนกและแมลงป่าที่เคยได้ยินเงียบหายไปอย่างสิ้นเชิง เหลือเพียงความเงียบสงัดอันหนักอึ้ง แทรกด้วยเสียงหยดน้ำที่ตกกระทบใบไม้ดัง แผละ... แผละ... ในความมืด
หลินชางระมัดระวังตัวทุกวิถีก้าว สายตาสอดส่องไปทั่วบริเวณตามที่ลุงเหลียงเคยสั่งสอน มือขวากำด้ามมีดทำครัวแน่น มือซ้ายถือคบเพลิงที่จุดเตรียมไว้เพื่อไล่สายหมอก
หลังจากเดินลึกล้ำเข้ามาได้ราวหนึ่งชั่วยาม หลินชางก็สังเกตเห็นรอยเท้าประหลาดบนพื้นโคลนชื้น รอยเท้าของสัตว์สี่ขาขนาดใหญ่กว่าสุนัขทั่วไปหลายเท่า เรียงตัวเป็ทางยาวลึกลงไปในความมืด นับดูคร่าวๆ มีไม่ต่ำกว่าหกตัว!
ฟิ้ว...
สายลมหนาวพัดผ่านพร้อมกลิ่นคาวเืเจือจาง หลินชางหยุดชะงักฝีเท้าลงทันที หัวใจเต้นระทึก สัญชาตญาณร้องเตือนว่าเขากำลังตกเป็เป้าสายตาของบางสิ่ง
ก่อนที่เสียงหอนแรกจะแผดดัง หลินชางรู้สึกได้ถึงกระแสความสั่นะเืเบาๆ ที่ปลายนิ้ว ราวกับใบไม้รอบกายกำลังส่งสัญญาณเตือนภัยให้แก่เขา มันเป็ความรู้สึกเดียวกับคืนที่กิ่งไม้ใหญ่เกือบหล่นทับเขาในจวนตระกูลมู่ เขาสะกิดเท้าชะลอความเร็วลง มือกำด้ามมีดแน่นเข้า
โฮ่ง!
เสียงคำรามแรกแผดดังขึ้นจากทางซ้าย!
โฮก!
เสียงหอนที่สองรับประสานมาจากทางขวา!
หลินชางหมุนตัวกวาดคบเพลิงไปรอบทิศ แสงไฟสาดกระทบเข้ากับดวงตาสีเงินวาววับคู่หนึ่งในความมืด ตามมาด้วยคู่ที่สอง และคู่ที่สาม!
พวกมันคือฝูงหมาป่าเงาราตรี!
ห้า... หก... เขานับดวงตาสีเงินได้ทั้งหมดหกคู่ที่ล้อมรอบตัวเขาไว้ทุกทิศทาง แม้หัวใจจะเต้นระทึก ทว่ามือที่ถือมีดยังคงมั่นคง เขาระลึกถึงบันทึกโบราณได้ว่า หมาป่าเงาราตรีจะไม่พุ่งเข้าโจมตีพร้อมกัน แต่จะส่งตัวทดสอบเข้ามาลุยก่อนเสมอ
ฟับ!
หมาป่าตัวแรกพุ่งทะยานออกจากพุ่มไม้ทางซ้าย เขี้ยวแหลมคมสะท้อนแสงไฟประกายวาว หลินชางกระโจนหลบไปทางขวาอย่างสุดกำลัง รองเท้าหนังไถลไปกับพื้นโคลนแต่ยังคงทรงตัวอยู่ได้
ฉัวะ!
เขี้ยวแหลมฉีดผ่าอากาศเฉียดไหล่ซ้ายไปเพียงเส้นผม เสื้อผ้าขาดสะบั้นเป็ริ้ว
หลินชางไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ เขาม้วนตัวเหวี่ยงคบเพลิงในมือซ้ายฟาดเข้าใส่ใบหน้าของหมาป่าตัวนั้นสุดแรง!
ฉ่า! "เกรี้ยว!"
หมาป่าส่งเสียงร้องลั่นด้วยความเ็ปเมื่อถูกไฟเผาจนต้องถอยร่น ทว่าหมาป่าตัวที่สองกลับฉวยจังหวะกระโจนเข้าใส่จากทางด้านหลัง!
หลินชางหมุนตัวกลับหลังหัน พร้อมกระชากมีดทำครัวฟันสวนเข้าใส่แนวขากรรไกรของมันเต็มรัก!
ฉึก! กว่าง!
เืสีดำคล้ำพุ่งกระฉูดรดพื้นโคลน กลิ่นคาวฉุนกึกโชยคลุ้ง
ทว่าหมาป่าตัวที่สามกลับพุ่งเข้าตะครุบขาขวาของเขาไว้ได้!
"อั่ก!" หลินชางงอเข่าขวาแล้วแทงเข่าสวนเข้าใส่หน้าผากของหมาป่าตัวนั้นเต็มแรง!
ตึง!
เสียงกระดูกกระทบกันดังสนั่น หมาป่าตัวนั้นปล่อยขากระเด็นถอยหลังไปพร้อมเสียงร้องครวญคราง
ท่ามกลางความวุ่นวาย หมาป่าตัวใหญ่ที่สุดในฝูงก้าวเท้าออกมาจากเงามืด ขนสีเงินรอบคอพองฟูราวกับสร้อยคอ ดวงตาฉายแววเฉลียวฉลาดปนเ้าเล่ห์ นี่คือจ่าฝูงที่กำลังประเมินจุดอ่อนของเขาอยู่เงียบๆ
โฮ่ง!
จ่าฝูงส่งเสียงเห่าสั่งการสั้นๆ เพียงครั้งเดียว ทันใดนั้น หมาป่าที่เหลือทั้งหมดก็ปรับเปลี่ยนแผนการทันที พวกมันกระจายกำลังล้อมวงกว้างขึ้นอย่างมีระเบียบ แทนที่จะกรูเข้าใส่พร้อมกันอย่างไร้ทิศทาง
หลินชางกัดฟันแน่น เหงื่อไหลซึมเต็มแผ่นหลัง รู้ดีว่ากำลังรับมือกับสัตว์อสูรที่มีสติปัญญาเกินคาด
ลมหายใจของหลินชางเริ่มติดขัด ร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนและเื รอยข่วนตามร่างกายแสบร้อน ทว่าฝูงหมาป่าที่เหลือยังคงคุมเชิงไว้เพื่อรอคำสั่งกระโจนเข้าใส่พร้อมกันเป็ครั้งสุดท้าย
ในเสี้ยววินาทีที่หมาป่าทั้งฝูงเตรียมตัวกระโจนเข้าใส่ หลินชางตัดสินใจเหวี่ยงคบเพลิงในมือทิ้งลงบนกองใบไม้แห้งสุมที่เขาแอบใช้เท้ากวาดมารวมกันไว้รอบตัว!
พรึบ!
เปลวไฟลุกโชนพรึบขึ้นเป็วงล้อมปกป้องตัวเขาไว้ในพริบตา!
หมาป่าทั้งฝูงหยุดชะงักกะทันหัน พวกมันถอยห่างจากวงล้อมไฟด้วยความกลัวตามสัญชาตญาณ แม้จะส่งเสียงคำรามข่มขู่ แต่ก็ไม่มีตัวใดกล้าฝ่าเปลวเพลิงเข้ามา
หลินชางยืนอยู่ใจกลางวงเพลิง หอบหายใจรวยระริน ทันใดนั้น ความรู้สึกวูบวาบก็บังเกิดขึ้น ณ จุดตันเถียน เมล็ดพันธุ์เจี้ยนมู่ภายในร่างตอบสนองต่อสถานการณ์อันตรายโดยไม่ต้องรอคำสั่ง กระแสไออุ่นแผ่ซ่านไปตามเส้นชีพจรทั่วร่าง ส่งผลให้าแที่แสบร้อนเริ่มชาลง และร่างกายที่อ่อนล้ากลับฟื้นคืนเรี่ยวแรงขึ้นมาอีกครั้งอย่างน่าอัศจรรย์ แม้จะเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ก่อนจะจางหายไปก็ตาม
หลินชางรอจนกระทั่งกองไฟเริ่มมอดเบาลง จึงค่อยๆ ก้าวเท้าออกจากวงไฟ หมาป่าที่เหลือถอยร่นหายเข้าป่าลึก ทิ้งไว้เพียงร่างไร้ิญญาของหมาป่าตัวที่ถูกฟันนอนจมกองเือยู่บนพื้น
เขาระลึกถึงขั้นตอนในบันทึกโบราณ อสูรทุกตัวจะมีแก่นในสถิตอยู่บริเวณอก หลินชางใช้มีดทำครัวผ่าอกหมาป่าอย่างชำนาญ เฟ้นหาจนพบก้อนผลึกแก่นในสีเงินวาวขนาดเท่าเมล็ดถั่ว เขารีบเช็ดทำความสะอาดและจัดเก็บลงถุงผ้าอย่างระมัดระวัง นี่คือผลงานชิ้นแรกที่จะพิสูจน์คุณค่าของเขา
หลินชางแกะรอยเดิน ต่อไปจนกระทั่งพบสายน้ำลำธารเล็กๆ เขานั่งลงพักริมน้ำ ล้างคราบเืและคราบโคลนออกจากร่างกาย น้ำในลำธารนี้มีพลังปราณธรรมชาติเจือปนอยู่เบาบาง ช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าได้เป็อย่างดี
เขามองภาพสะท้อนของตนเองในผิวน้ำ แววตาคู่เดิมบัดนี้เปล่งประกายมั่นคงกว่าเดิม หลินชางหยิบแก่นในสีเงินออกมาพินิจด้วยความภาคภูมิใจ นี่คือสิ่งที่เขาได้มาด้วยหยาดเหงื่อและแรงกายของตนเอง
เขานั่งสมาธิรวบรวมปราณริมลำธาร สำรวจไออุ่นในจุดตันเถียนที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ทุกครั้งที่เผชิญอันตราย เมล็ดพันธุ์เจี้ยนมู่จะยิ่งตื่นตัวและเรียนรู้ที่จะปกป้องเขา
หลินชางรู้ดีว่า การรอดชีวิตเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไร้ซึ่งแก่นในไปส่งมอบ เหล่าผู้าุโตระกูลมู่ก็จะหาทางกลั่นแกล้งเขาไม่จบสิ้น เจ็ดวันเจ็ดคืนนี้จึงเป็โอกาสเดียวในการพิสูจน์ตนเอง
เขาออกเดินทางต่ออีกหลายชั่วยาม จนกระทั่งร่างกายเริ่มส่งสัญญาณประท้วงความอ่อนล้า หลินชางควักผ้ายาที่มู่ปิงอวิ๋นมอบให้ ออกมานำยาตัวหนึ่งมาทาาแ ความเย็นของยาช่วยบรรเทาอาการเ็ปลงได้มาก เขานึกถึงใบหน้าเ็าทว่าแฝงความห่วงใยของนางจนอดยิ้มออกมาไม่ได้
ระหว่างทาง หลินชางสะดุดเข้ากับซากชุดเกราะขาดวิ่นเปื้อนเืแห้งกรัง ข้างกันมีป้ายตราตระกูลสลักรูปจิ้งจอกเก้าหางที่เขาไม่คุ้นตา ร่างของเ้าของเกราะสูญหายไป เหลือเพียงรอยเื drag ยาวเข้าไปในพุ่มไม้
หลินชางก้มลงกราบคารวะดวงิญญาผู้วายชนม์เบาๆ เป็สัญญาณเตือนใจว่า งานล่าสัตว์ครั้งนี้มีความตายรอคอยอยู่จริง
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปของชายหนุ่มก็ดังแว่วมาจากทิศเหนือ ตามด้วยเสียงคำรามอันดุร้ายน่ากลัว!
ทิศเหนือ... ประตูที่มู่ปิงอวิ๋นเข้าไป!
หลินชางหยุดชะงัก หัวใจเต้นระทึก แม้จะรู้ว่าเสียงร้องไม่ใช่ของนาง แต่ความกังวลก็ส่งผลให้เท้าทั้งสองข้างออกวิ่งมุ่งหน้าไปทางต้นเสียงโดยไม่ทันคิดทบทวน!
ฟับ! สวบ! สวบ!
เขาวิ่งฝ่าพงหญ้าและรากไม้ใหญ่ไปตามเสียง เพียงสองร้อยก้าวก็มาถึงที่เกิดเหตุ
ภาพตรงหน้าทำให้เขาต้องชะงัก!
ชายหนุ่มในชุดคลุมสีน้ำเงินนอนคว่ำหน้าจมกองเื แขนขวาถูกงับจนเห็นกระดูก ดาบประจำกายหักสะบั้น ข้างกายของเขาคืออสูรร่างั์สูงกว่าสองเท่าของมนุษย์ ขนสีดำสนิทเป็มันปลาบ เขี้ยวยาวโง้งสีดำสนิท ดวงตาสีแดงก่ำด้วยความบ้าคลั่ง!
"หมีเหล็กเขี้ยวดำ!" หลินชางกลืนน้ำลายเอื้อมมือลงต่ำ มันคือนามของอสูรร้ายที่อันตรายกว่าฝูงหมาป่าหลายเท่า!
หมีเหล็กเขี้ยวดำเงื้ออุ้งตีนที่มีกรงเล็บคมกริบขึ้นสูง เตรียมจะทุบลงใส่ร่างของชายหนุ่มที่นอนหมดสติ!
"ทางนี้ไอ้ตัวใหญ่!" หลินชางขว้างก้อนหินเข้าใส่หัวของมันเต็มแรง!
ปัก!
อสูรร้ายหันขวับมามองเป้าหมายใหม่ มันส่งเสียงคำรามสนั่นลานป่า แล้วกระโจนเข้าใส่หลินชางด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ!
ตูม!
กรงเล็บั์ตะปบลงบนพื้นดินตรงจุดที่หลินชางเคยยืนอยู่จนแตกเป็ร่องลึก หลินชางกลิ้งตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียด เขาคว้าก้านคบเพลิงที่ยังติดไฟอยู่ปัดเข้าใส่ดวงตาของมัน!
ฟึ่บ! พรึบ!
หมีเหล็กเขี้ยวดำส่งเสียงร้องลั่น มันเหวี่ยงอุ้งตีนปัดสวนกลับอย่างบ้าคลั่ง!
ตูม! "อั่ก!"
แรงปะทะซัดร่างของหลินชางกระเด็นไปกระแทกเข้ากับโคนต้นไม้ใหญ่ เืคาวพุ่งออกมาจากมุมปาก ปอดแทบหยุดทำงาน
อสูรร้ายอ้าปากกว้าง พุ่งเข้าหมายจะงับลำคอของหลินชางให้สะบั้น!
ในเสี้ยววินาทีแห่งชีวิตและความตาย ผนึกเก้าดาราภายในร่างของหลินชางเกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง!
กระแสพลังงานมหาศาละเิออกเดี๋ยวนี้!
ร่างกายที่เคยช้ำบอบกลับพลิกตัวหลบได้อย่างรวดเร็วเหนือนุษย์!
ฉึก!
เขี้ยวยาวโง้งเฉียดผ่านใบหูแทงลงบนเนื้อไม้ หลินชางไม่รอช้า เขาแทรกตัวเข้าใต้คางของมัน แล้วปลดปล่อยพลังทั้งหมดแทงมีดทำครัวขึ้นทะลุคอหอยของอสูรร้ายสุดแรงเกิด!
ฉึก! จ้วบ!
เืสีดำข้นพุ่งกระฉูดรดใบหน้าและลำตัวของหลินชางจนเปียกโชก!
โฮก!
หมีเหล็กเขี้ยวดำร้องคำรามด้วยความเ็ปแสนสาหัส มันถอยหลังไปหลายก้าว มองหลินชางด้วยความหวาดเกรง ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีเตลิดเข้าป่าลึกไป
พลังงานที่ะเิออกมาจางหายไปทันที ส่งผลให้หลินชางทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้นด้วยความเหนื่อยล้า
"เ้า... เ้าขับไล่มันไปได้อย่างไร..." เสียงแหบพร่าดังมาจากชายหนุ่มชุดน้ำเงิน เขากดาแที่แขนไว้แน่น มองหลินชางด้วยสายตาตื่นตะลึง
หลินชางสังเกตเห็นตราสัญลักษณ์รูปหงส์ทองบนเสื้อของเขา "เ้าคือทายาทตระกูลหงส์ทองสินะ"
"ข้ามีนามว่า เฟิงเสี่ยว จากตระกูลหงส์ทอง..." ชายหนุ่มตอบ "ขอบพระคุณที่ช่วยชีวิตข้าไว้... ข้าไม่คิดเลยว่าจะมียอดฝีมือยอมเสี่ยงชีวิตช่วยคนแปลกหน้าเช่นนี้"
หลินชางควักผ้ายาของมู่ปิงอวิ๋นออกมา ยื่นส่งยาห้ามเืขนานสุดท้ายให้ "รีบทายานี้เสีย แผลของเ้าหนักหนานัก"
เฟิงเสี่ยวรับยามาด้วยความซาบซึ้ง "เ้าไม่กลัวว่าข้าจะแว้งกัดแย่งแก่นในของเ้าหรือ"
"หากเ้าเป็คนประเภทนั้น ก็ถือว่าข้าตาบอดเอง" หลินชางตอบเรียบๆ "แต่ข้าช่วยเ้าด้วยความตั้งใจ มิได้หวังสิ่งตอบแทน"
เฟิงเสี่ยวมองหน้าเขานิ่ง ก่อนจะยิ้มออกมา "ในป่าแห่งนี้ยังมีคนเช่นเ้าอยู่อีกรึ... หากไม่รังเกียจ ข้าขอเดินทางร่วมไปกับเ้าได้หรือไม่"
หลินชางพยักหน้ารับ การมีเพื่อนร่วมทางย่อมดีกว่าการเดินเพียงลำพัง
ขณะเดียวกัน ในป่าฝั่งเหนือ มู่ปิงอวิ๋นยืนอยู่บนซากของอสูรแรดเกราะหินขนาดมหึมาที่ถูกนางตัดหัวขาดด้วยการฟันดาบเพียงครั้งเดียว เืสีเขียวเข้มเปรอะเปื้อน ชายเสื้อคลุม ทว่าใบหน้าของนางยังคงเรียบนิ่ง
นางเก็บดาบเข้าฝัก สายตาทอดมองไปทางทิศตะวันออกเมื่อรับรู้ถึงกลิ่นควันไฟและกระแสพลังบางอย่าง
"หวังว่าเ้าจะยังมีชีวิตอยู่..." นางพึมพำเบาๆ ก่อนจะก้าวเดินต่อ
เฟิงเสี่ยวเล่าเื่ราวของตนให้หลินชางฟังระหว่างที่ทั้งคู่หาที่กำบัง "ข้าเป็ทายาทลำดับที่ห้าของตระกูลหงส์ทอง ท่านพ่อไม่เคยเห็นคุณค่าในตัวข้า ข้าจึงอยากมาพิสูจน์ตนเองในงานล่าสัตว์ครั้งนี้"
"พวกเราคงไม่ต่างกันเท่าใดนัก" หลินชางตอบพลางก่อกองไฟ
"เ้ารู้อะไรเกี่ยวกับป่านี้อีกหรือไม่" หลินชางถามต่อ
"ใจกลางป่าแห่งนี้มีบึงหมอกพิษ เป็ที่สิงสถิตของงูพันปล้อง ตลอดสิบปีที่ผ่านมา ไม่มีผู้ใดเข้าไปแล้วได้กลับออกมาอีกเลย" เฟิงเสี่ยวเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
หลินชางจดจำข้อมูลสำคัญนี้ไว้ "แผนการของเราคือ เก็บสะสมแก่นในให้ได้มากที่สุดในสี่วันแรก หลีกเลี่ยงบึงหมอกพิษ แล้วรีบกลับออกไปก่อนกำหนด"
เฟิงเสี่ยวพยักหน้าเห็นด้วย "เป็แผนการที่ชาญฉลาดยิ่งนัก"
ทั้งคู่ช่วยกันสร้างที่กำบังใต้รากไม้ใหญ่ หลินชางวางกิ่งไผ่แห้งไว้รอบๆ เพื่อใช้เป็กับดักสัญญาณเตือนภัย
"เ้าไปเรียนรู้วิชาพวกนี้มาจากที่ใด" เฟิงเสี่ยวถามด้วยความสงสัย
"ผู้ที่ไม่มีใครคอยสั่งสอน ย่อมต้องเรียนรู้ที่จะดิ้นรนด้วยตนเอง" หลินชางตอบสั้นๆ
เฟิงเสี่ยวมองหลินชางด้วยความเลื่อมใส "ข้าเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับเขยขยะไร้ค่าของตระกูลมู่... แต่สิ่งที่ข้าเห็นในวันนี้ เ้าหาใช่ขยะไร้ค่าไม่"
"คำว่าไร้ค่า กับคำว่าแตกต่าง บางครั้งผู้คนก็มักจะสับสน" หลินชางเอ่ยขึ้นเรียบๆ
ยามราตรีด่างปกคลุมป่าต้องห้ามจนมืดสนิท เฟิงเสี่ยวผล็อยหลับไปด้วยความอ่อนล้า ทิ้งให้หลินชางนั่งเฝ้ายามอยู่เพียงลำพัง
เขานั่งพิงโคนต้นไม้ กอดมีดทำครัวไว้แนบอก นึกถึงคำสั่งเสียของบรรพบุรุษเกี่ยวกับภารกิจอันยิ่งใหญ่ และเมล็ดพันธุ์ทั้งสามสิบหกเมล็ดที่ซ่อนอยู่ในร่างกาย ทุกาแและบททดสอบในวันนี้ จะเป็รากฐานให้แก่พลังของเขาในอนาคต
กริ๊ก! กรอบ! แกรบ!
เสียงกิ่งไผ่แห้งที่วางดักไว้ทางทิศตะวันตกดังขึ้น!
หลินชางเบิ่งตาโพลงในความมืด กล้ามเนื้อทุกส่วนเกร็งแน่น!
กลิ่นเหม็นคาวสากอย่างประหลาดโชยมาตามสายลม... มันไม่ใช่กลิ่นของหมาป่าเงาราตรี และไม่ใช่กลิ่นของหมีเหล็กเขี้ยวดำ!
หลินชางรีบเอื้อมมือไปสะกิดปลุกเฟิงเสี่ยวเบาๆ ทั้งสองประสานสายตามองตรงไปในความมืดมิดเบื้องหน้า หัวใจเต้นระทึกเมื่อรับรู้ได้ว่า... มีบางสิ่งขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ที่พักของพวกเขาทีละน้อยๆ ในความมืดมิดแห่งราตรีกาล!