จินหวังเฟย

    ตอนที่ 16 กลับบ้านกันเถอะ

    ระยะทางจากเมืองหลวงถึงวัดไท่เฉิน ถ้าเดินทางด้วยรถม้าก็ห้าวัน ใช้อาชาอย่างเดียวสองวันก็ถึง จางหานเฟิ่งหลบมาอยู่ที่วัดไท่เฉินเป็นเดือนแล้ว ยามนี้เริ่มคิดถึงน้องๆ ขึ้นมา จึงมีความคิดที่จะกลับบ้าน นางเอ่ยขึ้นขณะสายลมเย็นจากป่ารกชัฏที่ห้อมล้อมวัดไท่เฉินโชยมาลูบไล้ผิวกาย พิณเฟิ่งถงตั้งอยู่ตรงหน้า ดวงตาหงส์หลุบมองสายพิณทั้งเจ็ดสาย“ตันตัน...พรุ่งนี้เรากลับบ้านกันเถอะ”“ดีเจ้าค่ะ” ตันตันดีอกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่จะได้กลับเมืองหลวง เพราะที่ใหม่ยังไงก็ไม่สุขสบายเท่าที่เก่า นางกำลังคิดถึงที่นอน หมอน และผ้าห่มของตัวเอง“อืม...ตกลงกลับบ้านกัน” คุณหนูใหญ่สกุลจางตัดสินใจแล้วว่าจะกลับบ้านในวันพรุ่งนี้“ดีเจ้าค่ะ ดี”“ข้าคิดถึงซานเอ๋อร์...ไม่ได้หยิกแก้มยุ้ยๆ นานแล้ว”“คุณหนูใหญ่ละก็...” บ่าวรับใช้คนสนิทหัวเราะคิกคักขณะนึกภาพพี่สาวแกล้งน้องชายตามอย่างสนุกสนาน จางหานเฟิ่งสุขุม เยือกเย็น และฉลาดก็จริง แต่ก็ยังมีมุมของเด็กเล็กๆ อยู่มาก“และไม่รู้อิงเอ๋อร์จะเป็นยังไงบ้าง งานเลี้ยงวันเกิดวันนั้นสนุกหรือไม่”“กลับไปถึง...ก็ถามสิเจ้าคะ”“อืม...”นิ้วเรียวทั้งซ้ายและขวาของสตรีตัวน้อยเริ่มเกี่ยวสายพิณ ก่อให้เกิดเป็นเสียงดนตรีกึกก้องกังวานขึ้นมา นางเริ่มบรรเลงเพลงเขาสูงน้ำไหล ที่ให้ความรู้สึกชื่นชมในความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติรอบกาย พาจิตใจให้ล่องลอยไปกับบทเพลง เคยมีนักกวีและปรัชญาผู้หนึ่งกล่าวเอาไว้ว่า...ดนตรีไม่มีเศร้า ดนตรีไม่มีสุขขณะจางหานเฟิ่งกำลังเล่นพิณอยู่นั้น ตันตันยืนฟังโดยไร้เสียงอยู่ข้างๆ สองนายบ่าวไม่รู้ตัวเลยว่ามีคนมาร่วมฟังด้วย นอกจากบรรดาสัตว์ป่าที่อยู่รอบๆ กายพวกนางบุรุษหนึ่ง สตรีหนึ่ง ต่างยืนอยู่ไม่ไกล แววตาของสตรีที่อยู่หลังหมวกผ้าปิดบังใบหน้าวาววับด้วยความแปลกใจ สงสัย และตื่นตะลึง ในแคว้นจ้าวมียอดพิณขึ้นมาอีกคนแล้วหรือ เสียงพิณอันไพเราะที่เปี่ยมพลังและอารมณ์นั้นทำให้นางเกิดอารมณ์อยากที่จะประลองฝีมือขึ้นมา ทันใดนั้นนางก็เรียกบุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้าเสียงเบา“นายท่าน...”นายท่านที่นางเรียกไม่แม้แต่จะหันกลับมามองทางด้านหลัง ดวงตาคมคู่นั้นสาดประกายความชื่นชมระคนแปลกใจ และกำลังมองสตรีตัวเล็กๆ ที่กำลังดีดพิณตรงหน้าตาไม่กะพริบ“นายท่าน...”อารมณ์สุนทรีย์ของผู้รู้สำเนียงดนตรีที่นานๆ จะได้ฟังเสียงพิณอันไพเราะสักครั้งถูกรบกวน หัวคิ้วเข้มของบุรุษขมวดเข้าหากัน จากนั้นก็เอ่ยคำกระแทกใจผู้เรียกขึ้นมา“นางเหนือกว่าเจ้า”“นายท่าน...” ผู้ฟังรู้สึกไม่พอใจ นางชักสีหน้าอยู่ใต้ผ้าที่ปิดบังโฉมของนาง“เจ้าอยากประลองกับนางใช่หรือไม่”“ใช่แล้ว ข้าอยากประลองกับนาง ข้าเหนือกว่านาง!”“เจ้าไม่ได้เหนือไปกว่านาง”“นายท่าน!”“เจ้าอาจจะเหนือกว่าหรงเสวี่ย แต่เจ้าไม่ได้เหนือไปกว่านาง ดูพิณที่นางใช้สิ เจ้าดูให้ดีๆ” ดวงตาของผู้พูดยังไม่ได้ละจากจางหานเฟิ่งแม้แต่น้อย“พิณ?” สตรีนางนั้นทวนคำขึ้นมาด้วยความแปลกใจ“ใช่แล้ว จงมองดู!”นางขยับเท้าขึ้นไปข้างหน้าเพื่อมองให้ชัด ครั้นเห็นว่าเป็นพิณอะไรเท่านั้น ผู้ที่หลงใหลในพิณมาตลอดก็เอ่ยขึ้นมาในทันที“เฟิ่งถง!”และแล้วนิ้วเรียวของจางหานเฟิ่งก็ปล่อยจากสายพิณ เสียงดนตรีหยุดลงแล้ว ผู้ที่กำลังสนทนากันอย่างเคร่งเครียดเผยสีหน้าแตกต่างกัน แล้วบุรุษก็เป็นฝ่ายปรบมือพลางเดินเข้าไปหาและกล่าวชมออกมาด้วยความจริงใจ“ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมจริงๆ”เจ้าของพิณเฟิ่งถงหันไปมองทางต้นเสียง ท่วงท่าไม่ช้าและไม่เร็ว นางเห็นบุรุษหนึ่งสตรีนางหนึ่งเดินเข้ามา โฉมหน้าของบุรุษคมคายแลดูดุดันเป็นชายชาตินักรบ ส่วนสตรีนั้นสวมหมวกที่มีผ้าคลุมปิดบังใบหน้า จึงไม่เห็นว่าจะมีหน้าตางดงามหรือไม่นางลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างอืดอาด ใต้ความสงบนิ่งของนาง นางกำลังวิเคราะห์ผู้ที่เข้ามาหาอยู่ในใจ บุรุษแม้จะสวมเสื้อผ้าธรรมดาแต่ก็ปิดความสูงศักดิ์เอาไว้ไม่มิด ส่วนสตรีนั้น แม้จะยืนนิ่งๆ กลิ่นอายความถือดียังพุ่งกระจายออกมา สายตาหลังผ้าคลุมกำลังมองมาที่พิณเฟิ่งถงจางหานเฟิ่งรวบรวมข้อมูลอยู่ในหัวแล้วคิดวิเคราะห์ ทั้งสองเป็นผู้รู้สำเนียงดนตรี น่าจะรู้ด้วยว่าพิณของนางเป็นพิณเฟิ่งถง เพราะสตรีผู้นั้นจ้องมาตาไม่กะพริบ“บทเพลงของเจ้าให้ความรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของขุนเขาลำเนาไพร เสียงพิ��ของเจ้าไพเราะยิ่ง รื่นเริ��� ลื่นไหล และก้องกังวานไพศาล”“คุณชายชมเกินไปแล้ว” นางยิ้มรับน้อยๆ เพื่อซ่อนกิริยาไตร่ตรองครุ่นคิดเอาไว้“ไม่เกินไปเลย เพราะคือเรื่องจริง” บุรุษทอดสายตามองดวงหน้าจิ้มลิ้ม แก้มเต็ม ริมฝีปากสีชาดโดยธรรมชาติ คิ้วโก่งเรียวดุจใบหลิว จมูกโด่งน้อยๆ และดวงตาทอประกายเจิดจรัสราวกับดวงดารา นางไม่ได้สวยสะดุดตาโดดเด่นออกมาแต่แรก แต่นางน่ามองยิ่งนัก“ดูเหมือนว่าฮูหยินของท่านจะเล่นพิณได้” จางหานเฟิ่งแสร้งถาม นางมั่นใจว่าทั้งคู่ไม่ใช่สามีภรรยากันอย่างแน่นอน เพราะมองไม่เห็นความรักใคร่สนิทสนมกลมเกลียวระหว่างสามีภรรยากันสักกระผีกริ้น“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว นางไม่ใช่ฮูหยินของข้า” บุรุษพูดพลางไพล่มือไปทางด้านหลัง ท่วงท่าภูมิฐาน สง่างาม แลดูสูงศักดิ์อาจหาญ มีแต่เชื้อพระวงศ์หรือไม่ก็ขุนศึกเท่านั้นที่จะมีรัศมีเช่นนี้ได้“ข้าเข้าใจอะไรผิดไปอย่างนั้นหรือ ข้าขอโทษด้วย” นางแสร้งตีสีหน้าตกใจที่กล่าวคำพูดผิดๆ ประหนึ่งลบหลู่อีกฝ่ายออกไป“นางเป็นสาวใช้ของข้า” ผู้พูดไม่แม้แต่จะหันไปมองทางด้านหลังสักนิด“สาวใช้ของท่าน? ในสายตาของข้าดูนางไม่เหมือนสาวใช้ นางมีลักษณะท่าทางเหมือนจะเล่นพิณได้” จางหานเฟิ่งชวนคุย คำถามของนางฟังลื่นไหล ฟังดูไม่สะดุดหูว่าเป็นการหยั่งเชิงสตรีผู้นั้น“เจ้าคิดถูก แต่ฝีมือพิณของนางเทียบเจ้าไม่ได้”“คุณชายยังพูดชมข้าอยู่อีก” สตรีตัวน้อยยิ้มเขินได้อย่างแนบเนียนนัก ทว่ายิ้มของนางไปไม่ถึงดวงตาแม้แต่น้อย เพราะบุรุษรูปงามองอาจที่ยืนตรงหน้าก็ยังไม่เข้าตานางอีกเช่นกัน“ข้าพูดเรื่องจริง ฮา...ฮา...”จางหานเฟิ่งหันไปมองสตรีนางนั้น เพราะสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่ไม่พอใจยิ่ง เนื่องจากดวงตาคู่นั้นไม่ได้เลื่อนไปจากนางเลย แล้วนางก็เอ่ยกับตันตันเสียงอ่อน เนื่องจากไม่มีเรื่องใดจะสนทนาด้วยแล้ว จะรั้งอยู่ที่นี่ต่อไปทำไมกัน“ตันตัน...”“เจ้าคะ”“เก็บพิณของข้า!”“เจ้าค่ะ”“เรายังต้องไปสวดมนต์นั่งสมาธิ...ทำจิตใจให้สงบกันต่อ”“เจ้าค่ะ”“เดี๋ยวสิ!”บุรุษส่งเสียงเรียกรั้ง เพราะจางหานเฟิ่งไม่คิดบอกชื่อแซ่ ขนาดจินอ๋องและองค์ชายสามนางยังไม่บอก แล้วนางจะบอกอีกฝ่ายหรือไรสตรีตัวน้อยหยุดเดิน นางหันกลับไปมองผู้เอ่ยรั้ง สีหน้าและท่วงท่าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความองอาจ ถือดี แต่ก็ลดเกียรติถามชื่อแซ่ของนาง“เจ้าชื่อแซ่อะไร”“ข้าชื่อฉินเจียวเจียว”“ฉินเจียวเจียว...”“ใช่แล้ว แล้วท่านเล่า ท่านชื่อแซ่อะไร” นางถามกลับ ใจนึกประเมินอีกฝ่ายจะบอกชื่อแซ่จริงออกมาหรือไม่ แต่อีกฝ่ายก็ตอบออกมาให้ได้รู้“ข้าแซ่ยวิ๋น นามว่าเหวินหรง”“แล้ว...” ดวงตาหงส์เบนไปทางสตรีผู้นั้น ความเป็นปรปักษ์มีมากกว่าความเป็นมิตร จางหานเฟิ่งอยากรู้ชื่อแซ่เอาไว้“ข้าชื่อจูเก่อเซียง” ยอดพิณหนึ่งในสองของแคว้นจ้าวบอกชื่อแซ่ของตัวเองออกมา จุดประสงค์เพื่อข่มขวัญยอดพิณผู้อื่น ชื่อเสียงของนางยามนี้ยังเป็นหนึ่งในสองของแคว้นจ้าว นี่นางยังไม่ได้กำราบหรงเสวี่ยเลยด้วยซ้ำ นางจะให้ผู้อื่นขึ้นมาอยู่เหนือกว่าได้อย่างไรจางหานเฟิ่งฟังแล้วพยักหน้าทักทายหนึ่งที นางทำเป็นไม่รู้จักจูเก่อเซียง จากนั้นก็เดินนำตันตันที่โอบพิณเฟิ่งถงอยู่ออกไปอย่างเอื่อยเฉื่อย