ตอนที่ 17
จับตัว
หลังจากความคิดจะใช้วิชามารช่วยเหลือไป๋ซิงซินชุนหยางก็กอดร่างของไป๋ซิงซินเอาไว้แน่นพร้อมนึกถึงเคล็ดวิชาที่ตนได้อ่านก่อนที่ไป๋ซิงซินจะใช้กระบี่ทำลายเล่มตำราไปในเนื้อหาที่ชุนหยางได้อ่านนั้นเป็ส่วนของเคล็ดวิชาเกือบทั้งหมด ถึงจะขาด่หลังไปบ้างแต่ชุนหยางก็สามารถใช้เคล็ดวิชาได้ไม่มีปัญหาใดๆขอเพียงนึกเนื้อหาทั้งหมดให้ออกและถ่ายทอดมันให้กับไป๋ซิงซินก็น่าจะช่วยเหลือนางได้แล้ว
“พี่ซิงซินท่านยังไหวหรือไม่ขอรับ” หลังจากเฝ้ารออยู่นานในที่สุดไป๋ซิงซินก็เริ่มคลายอาการเหนื่อยล้าลงบ้างและเริ่มกลับมามีสติอีกครั้งท่าทางครั้งนี้นางจะยังไม่ได้โดนดูดซับพลังิญญาจนร่างกายรับไม่ไหวและยังประคองชีวิตของตัวเองเอาไว้ได้สินะ
“ชุนหยาง...” น้ำเสียงของไป๋ซิงซินดูอ่อนเพลียอย่างเห็นได้ชัดทำให้ชุนหยางยิ่ง้าจะช่วยเหลือนางให้ได้ตอนนี้ในหัวของชุนหยางทบทวนเนื้อหาตำราที่เคยอ่านออกมาจนหมดแล้วแถมชุนหยางยังทดลองเดินพลังตามเคล็ดวิชาแล้วด้วยรับรองว่าชุนหยางจดจำมาได้ไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่น้อยอย่างแน่นอน
“พี่ซิงซิน ท่านฟังข้านะขอรับหลังจากนี้ข้าจะถ่ายทอดวิชามารราคะให้ท่านเพื่อให้ท่านดูดซับพลังิญญาคืนจากข้านะขอรับก่อนอื่นท่านต้อง...” ระหว่างชุนหยางกำลังจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้กับไป๋ซิงซิน อยู่ๆไป๋ซิงซินก็ใช้ฝ่ามือปิดปากของชุนหยางเอาไว้ไม่ยอมให้เขาพูดออกมา
“ไม่...ต่อให้ข้าต้องตายข้าก็จะไม่ฝึกวิชามารเด็ดขาด”ไป๋ซิงซินส่ายหน้าก่อนจะปล่อยมือออกจากปากของชุนหยางด้วยท่าทีไร้เรี่ยวแรง ต่อให้วิธีของชุนหยางได้ผลจริงนางก็ไม่มีทางทำเด็ดขาด
“แค่ฝึกฝนชั่วคราวเท่านั้นขอรับพี่ซิงซินหลังจากนี้พวกเราค่อยไปพบท่านหมอหวังที่เมืองกวางจิ้งด้วยกันก็ได้ขอรับ” ชุนหยางเข้าใจว่าการฝึกฝนวิชามารนั้นเป็เื่ที่ไป๋ซิงซินไม่อยากทำเป็แน่แต่หากปล่อยไปแบบนี้ไป๋ซิงซินอาจจะขาดใจตายก่อนถึงเมืองกวางจิ้งก็ได้ ถึงวิธีรักษาของท่านหมอหวังจะยังไม่แน่นอนและมีโอกาสเปลี่ยนชุนหยางและไป๋ซิงซินกลับเป็คนปกติได้ยากแต่มันก็ยังดีกว่าปล่อยให้ไป๋ซิงซินตายระหว่างเดินทางมิใช่หรือ
“ชุนหยาง...อย่าให้ข้าฝึกฝนวิชามารเลยข้าขอร้อง” ถึงชุนหยางจะยกเหตุผลมากล่อมไป๋ซิงซิน แต่ความรู้สึกต่อต้านต่อวิชามารของไป๋ซิงซินกลับรุนแรงกว่าที่ชุนหยางคิดมากยามเห็นนางถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาเพราะไม่อยากฝึกวิชามารท่าทีของชุนหยางก็นิ่งชะงักไปทันทีวิธีนี้เป็วิธีเดียวที่ชุนหยางคิดออก แต่ท่าทางจะเป็เพียงความคิดเห็นแก่ตัวของชุนหยางเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้นหากชุนหยางไม่อาศัยการดูดซับพลังิญญาจากไป๋ซิงซินก็คงเดินทางไปไม่ถึงเมืองกวางจิ้งแต่หากยังดูดซับพลังิญญาจากไป๋ซิงซินต่อไปแบบนี้ฝ่ายที่จะตายก่อนถึงเมืองกวางจิ้งก็คือไป๋ซิงซินเองไม่ว่าจะทางไหนก็เลวร้ายทั้งสิ้น หากชุนหยางและไป๋ซิงซินอดทนกับความกระหายในราคะไม่ได้แถมไป๋ซิงซินก็ไม่ยอมฝึกวิชามารด้วยแล้วทางเลือกก็เหลือเพียงจะให้ใครรอดเท่านั้น
“ก็ได้ขอรับพี่ซิงซิน เช่นนั้นพวกเรารีบออกเดินทางไปเมืองกวางจิ้งกันเถอะขอรับ”ชุนหยางมองใบหน้าของไป๋ซิงซินครู่หนึ่งก่อนจะหลับตาลงช้าๆ หากชุนหยางอยากจะมีชีวิตรอดก็ต้องเดินทางไปเมืองกวางจิ้งกับไป๋ซิงซินต่อและใช้นางเพื่อดูดซับพลังิญญาระหว่างเดินทางแต่หากเลือกเส้นทางนั้นชุนหยางก็ไม่ต่างอะไรกับซูเยว่เซียงที่จับผู้คนมาเพื่อดูดซับพลังเลยมิใช่หรือ
“พวกเรารีบไปกันเถอะขอรับ” ชุนหยางสวมใส่หน้ากากที่ไป๋ซิงซินเป็ผู้ทำก่อนจะอุ้มร่างของไป๋ซิงซินขึ้นมาบนสะพานชมน้ำนั้นเป็เส้นทางที่คนธรรมดาเองก็ร่วมสัญจรไปมาด้วยเช่นกันทำให้ชุนหยางต้องสวมใส่หน้ากากปกปิดมนตร์เสน่ห์เอาไว้แม้แต่เดิมไป๋ซิงซินจะตั้งใจหาโอกาสผ่านเส้นทางสะพานแขวนโดยเลี่ยงการพบเจอกับผู้คนให้ได้มากที่สุดแต่ยามนี้ชุนหยางกลับไม่อาจรอให้ผู้คนบางตาลงได้เพราะเป้าหมายในตอนนี้ของชุนหยางไม่ใช่การเดินทางไปเมืองกวางจิ้งอีกต่อไป
“พี่ซิงซิน ท่านพักผ่อนไปก่อนนะขอรับข้าจะพาท่านเดินทางต่อเอง” ชุนหยางกุมหน้าลงไปจูบบนหน้าผากของไป๋ซิงซินอย่างแ่เบาก่อนจะเดินออกจากป่ามุ่งหน้าไปยังเส้นทางข้ามน้ำตกตอนนี้ไป๋ซิงซินไม่อาจต้านความรู้สึกกระหายในราคะได้เลยหากอยู่ร่วมกับชุนหยางต่อไปนางคงโดนวิชามารราคะดูดซับพลังจนตายเข้าสักวันทางเดียวที่จะให้ไป๋ซิงซินรอดชีวิตโดยไม่ต้องฝึกฝนวิชามารก็คือการแยกจากนางเสียตอนนี้เพียงแต่ชุนหยางกังวลว่าหากปล่อยให้ไป๋ซิงซินที่อ่อนแรงเช่นนั้นอยู่ตามลำพังในป่าจะเกิดเื่ขึ้นก็เลยออกมาบนเส้นทางหลักเพื่อจะฝากไป๋ซิงซินกับใครสักคนที่น่าเชื่อถือพอนั่นเอง
“...” ราวกับโชคชะตาเป็ใจ ก่อนที่ชุนหยางจะโผล่ออกมาบนถนนสายหลักเพื่อมุ่งหน้าไปยังสะพานข้ามน้ำตกสายตาของชุนหยางภายใต้หน้ากากก็บังเอิญเหลือบไปเห็นชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังเดินทางขึ้นเขามายังสะพานข้ามน้ำตกแห่งนี้พอดีชายหญิงคู่นั้นแต่งกายต่างออกไปจากผู้คนที่กำลังจะเดินทางผ่านเส้นทางข้ามน้ำตกอย่างเห็นได้ชัดและต่อให้พวกเขาอยู่ห่างจากชุนหยางจนััพลังิญญาไม่ได้แต่ชุนหยางก็มั่นใจว่าพวกเขาต้องเป็ผู้ฝึกฝนพลังิญญาเป็แน่เพราะพวกเขาแต่งกายเหมือนกับไป๋ซิงซินไม่มีผิดแถมบนใบหน้าของพวกเขาก็ยังสวมใส่หน้ากากปักษาและพยัคฆ์ปกปิดใบหน้าเอาไว้อีกต่างหากพวกเขาจะต้องเป็ศิษย์ของสำนักปราบมารไม่ผิดแน่
วูบ...
ชุนหยางยามนี้รู้สึกโล่งอกเป็อย่างมากเพราะถ้าทั้งสองคนเป็คนของสำนักปราบมารจริงก็ไม่มีคนแปลกหน้าคนไหนสามารถวางใจฝากไป๋ซิงซินเอาไว้ได้มากกว่านี้อีกแล้วแถมชุนหยางก็ยังมีวิธีทำให้มั่นใจได้เสียด้วยว่าพวกเขาคือศิษย์ของสำนักปราบมารจริงหรือไม่ขอเพียงชุนหยางปลดปล่อยไอมารออกไปจนพวกเขาััได้ก็พอแล้ว...
“ศิษย์น้อง...” ทันทีที่ศิษย์สำนักปราบมารทั้งสองเข้ามาในระยะที่สามารถััไอมารของชุนหยางได้ชายหนุ่มผู้สวมใส่หน้ากากพยัคฆ์ก็ยกมือขึ้นขวางทางหญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากปักษาเอาไว้ราวกับััถึงอะไรบางอย่างได้เท่านี้ชุนหยางก็มั่นใจแล้วว่าพวกเขาคือคนของสำนักปราบมารจริงๆ ที่เหลือก็...
“ข้ารู้แล้ว”เพราะชุนหยางจงใจปล่อยไอมารออกไปให้พวกเขาััได้อย่างง่ายดายทำให้ศิษย์สำนักปราบมารทั้งสองต่างก็ััตัวตนของชุนหยางได้อย่างชัดเจนทันทียามนี้ศิษย์น้องผู้สวมใส่หน้ากากปักษาพยักหน้าอย่างรู้งานก่อนจะใช้มือของตัวเองจับไปที่กระบี่พลางจ้องมองผ่านผู้คนไปยังร่างของชุนหยางที่กำลังอุ้มไป๋ซิงซินอยู่บนเส้นทางอย่างผิดสังเกต
“เ้าหมอนั่นน่าจะเป็มารราคะศิษย์น้องระวังอย่าให้หญิงสาวที่โดนจับเป็อะไรไปเด็ดขาด” ชายหนุ่มผู้สวมใส่หน้ากากพยัคฆ์เองก็จับกระบี่เตรียมพร้อมก่อนจะค่อยๆเดินเข้าไปหาชุนหยางด้วยท่าทีระมัดระวังแต่ระหว่างที่พวกเขากำลังเข้าไปใกล้ชุนหยางอยู่นั้นอยู่ๆชุนหยางก็หันหน้ามาทางพวกเขาพร้อมทั้งเผยใบหน้าของหญิงสาวที่ชุนหยางกำลังอุ้มอยู่ให้คนทั้งสองได้เห็น
“ที่แท้ที่นี่ก็มีศิษย์ของสำนักปราบมารอยู่อีกตั้งสองคนพวกเ้าเองก็จะมาขัดขวางข้างั้นหรือ” ชุนหยางสวมใส่หน้ากากให้ไป๋ซิงซินั้แ่เมื่อไหร่ไม่ทราบแต่ยามหันมาใบหน้าของไป๋ซิงซินก็ถูกปิดซ่อนเอาไว้ด้วยหน้ากากกระต่ายขาวของนางเอาไว้อยู่แล้วถึงชุนหยางจะไม่มีเวลาพอรวบเส้นผมสีขาวของนางแต่ยิ่งเหล่าศิษย์สำนักปราบมารได้เห็นเส้นผมสีขาวที่โผล่พ้นหน้ากากกระต่ายออกมาก็ยิ่งทำให้พวกเขามั่นใจได้ทันทีว่าผู้อยู่ภายใต้หน้ากากนั้นคือใคร
“ศิษย์พี่ไป๋...เ้ามารสารเลวเ้าทำอะไรกับศิษย์พี่” ทันทีที่เห็นว่าหญิงสาวที่มารตรงหน้ากำลังอุ้มอยู่คือไป๋ซิงซินศิษย์พี่ร่วมสำนักของพวกตนเหล่าศิษย์สำนักปราบมารก็มีท่าทีโกรธเกรี้ยวออกมาทันทีเพียงแต่ทั้งหมดนี้กลับเป็สิ่งที่ชุนหยางตั้งใจเอาไว้แต่แรกการที่ไป๋ซิงซินยอมเสียสละตัวเองเพื่อประคองอาการของชุนหยางเอาไว้นั้นไม่ใช่เื่ที่ศิษย์สำนักปราบมารทุกคนจะเข้าใจได้การที่ศิษย์คนอื่นๆเห็นไป๋ซิงซินเดินทางร่วมกับผู้ฝึกฝนวิชามารนั้นย่อมไม่ใช่เื่ดีและไป๋ซิงซินเองก็มีท่าทีไม่อยากให้เื่เช่นนี้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนเพราะแบบนั้นชุนหยางก็เลยคิดหาวิธีที่จะทำให้ชื่อของไป๋ซิงซินไม่ด่างพร้อยไปมากกว่านี้อย่างน้อยก็ถือเป็ของขวัญอำลาก่อนที่ชุนหยางจะออกไปจากชีวิตของนางก็แล้วกัน
“นังนี่มันเข้ามายุ่งระหว่างข้ากำลังจะจัดการเหยื่อพอดี...ข้าก็เลยจะเล่นสนุกกับนังนี่แทนไม่คิดเลยว่าพวกเ้าจะเข้ามาเจอเสียก่อน” ชุนหยางหัวเราะในลำคอออกมาอย่างชั่วร้ายพร้อมแต่งแต้มเื่ราวให้เหมือนว่าชุนหยางเพียงได้พบไป๋ซิงซินได้ไม่นานเท่านั้นหากพวกเขาได้ยินที่ชุนหยางพูดทุกคำก็น่าจะเดาเื่ราวเอาว่าไป๋ซิงซินเพียงถูกชุนหยางจับกุมเอาไว้ชั่วคราวเท่านั้น
“ไอ้สารเลว...” อาจจะเพราะคำขู่ของชุนหยางได้ผลแถมยังจงใจดูถูกไป๋ซิงซินต่อหน้าศิษย์น้องเสียด้วยทำให้หญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากปักษามีน้ำโหขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดแม้แต่ชายหนุ่มผู้สวมใส่หน้ากากพยัคฆ์ก็ยังกำหมัดแน่นอย่างเจ็บใจทั้งยังจ้องมองชุนหยางผ่านหน้ากากราวกับจะฉีกกระชากชุนหยางให้เป็ชิ้นๆเสียด้วย
“เอาศิษย์พี่คืนมา” ไม่ทราบว่าหญิงสาวผู้สวมใส่หน้ากากปักษามีความอดทนน้อยอยู่ก่อนแล้วหรือเพราะทนกับคำพูดของชุนหยางไม่ได้ทั้งๆที่ศิษย์พี่ที่อยู่ข้างๆออกปากห้ามเอาไว้ก่อนแล้วแต่นางก็ยังพุ่งเข้ามาหาชุนหยางหมายจะชิงตัวไป๋ซิงซินไปให้ได้อยู่ดีซึ่งนั่นก็เป็สิ่งที่ชุนหยางหวังเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว
“เ้าพวกโง่”ชุนหยางหัวเราะออกมาก่อนจะผลักร่างของไป๋ซิงซินเข้าใส่ศิษย์หญิงที่พุ่งเข้ามา โชคดีที่นางไม่ได้เืร้อนเสียจนไม่แยกแยะอะไรยามเห็นร่างของศิษย์พี่ถูกผลักเข้าใส่ก็รีบปล่อยกระบี่ลงก่อนจะรับร่างของไป๋ซิงซินเอาไว้จังหวะนั้นชุนหยางไม่ได้ลงมือโจมตีนางซ้ำแต่อย่างไรเพียงแต่ชุนหยางกลับเลือกที่จะหันหลังวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุดแทนขอเพียงไม่ได้อยู่ใกล้ชุนหยางไป๋ซิงซินก็ไม่น่าจะโดนแรงกระตุ้นของราคะเข้าเล่นงานและคงจะฟื้นฟูพลังได้ในเวลาต่อมาส่วนชุนหยางนั้นก็ได้ไปตายเอาดาบหน้า หากหนีรอดไปได้ชุนหยางก็จะเดินทางต่อไปยังเมืองกวางจิ้งด้วยตนเองอย่างน้อยอาการธาตุไฟเข้าแทรกก็น่าจะยังไม่แสดงอาการเร็วๆนี้หากเร่งฝีเท้าเข้าหน่อยก็อาจจะมีความหวัง...
ฉึก!!
น่าเสียดายที่คราวนี้โชคชะตาไม่ปล่อยให้ชุนหยางได้ลุ้นมากมายอะไรเช่นนั้นถึงชุนหยางจะเรียนรู้การใช้พลังิญญาเพื่อเพิ่มความเร็วในการเดินทางมาแล้วแต่ชุนหยางก็ไม่ได้เรียนวิชาตัวเบาอย่างจริงจังเลยความเร็วของชุนหยางยามออกตัววิ่งหนีไม่อาจหนีความเร็วของศิษย์สำนักปราบมารผู้สวมใส่หน้ากากพยัคฆ์ได้เผลอเพียงครู่เดียวเขาก็ตามชุนหยางทันก่อนจะใช้กระบี่ในมือแทงใส่ร่างชุนหยางเสียจนทะลุ
“อึก...” ชุนหยางถูกกระบี่แทงไม่อาจประคองฝีเท้าเอาไว้ได้ระหว่างกำลังจะหนีผ่านสะพานข้ามน้ำตกร่างของชุนหยางพลันล้มไปทางเชือกขึงสะพานก่อนจะทิ้งตัวลงไปทางหุบเหวเหนือน้ำตกเชี่ยวกรากที่อยู่เบื้องล่างพริบตาก่อนที่ชุนหยางจะตกลงไปสายตาของเขากลับเหลียวมองไปทางไป๋ซิงซินที่อยู่ภายในอ้อมกอดของศิษย์น้องผู้สวมใส่หน้ากากปักษาครู่หนึ่งถึงอย่างไรโอกาสรอดของชุนหยางก็น้อยมากอยู่แล้ว อย่างน้อยก็หวังว่าไป๋ซิงซินจะมีชีวิตต่อไปก็ยังดี
“ขอบคุณขอรับ” สิ้นเสียงของชุนหยางร่างของชุนหยางพลันหลุดออกจากกระบี่ของชายหนุ่มผู้สวมใส่หน้ากากพยัคฆ์ก่อนจะตกร่วงลงไปกระแทกผืนน้ำเบื้องล่างภายใต้กระแสน้ำเชี่ยวกราดทั้งยังมีาแลึกกลางร่างชายหนุ่มผู้สวมใส่หน้ากากพยัคฆ์ไม่คิดว่าผู้ฝึกฝนวิชามารคนนั้นจะรอดไปได้หรอกแม้จะแปลกใจกับคำพูดตอนท้ายและความอ่อนแอของชุนหยางแต่ในเมื่อสังหารไปแล้วก็ไม่มีอะไรต้องติดค้างอีก