อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    ใจมีพยัคฆ์ร้าย ดอมดมกุหลาบไม้เลื้อย

    “ข้าผู้แซ่หลินไร้ความสามารถ จะขอลองดูสักครั้ง!”
    เสียงไม่ดัง แต่กลับไม่หยิ่งยโสและโอหัง เสียงดังเข้าไปในใบหูของทุกคนอย่างชัดเจน
    ขวับ!
    คนอื่นอีกเก้าคนที่ยืนแถวเดียวกับเขารวมถึงหูจื่อเฟิงต่างหันมามองพร้อมกัน ไม่ใช่แค่นั้น กระทั่งยังแสดงสีหน้าแบบเดียวกัน
    ทาสกระบี่นี่บ้าไปแล้วกระมัง!
    ศิษย์ฝ่ายนอกสองพันกว่าคนข้างล่างแท่นสูงต่างตกตะลึงไปชั่วขณะแล้วส่งเสียงร้องตกใจ ดูตื่นเต้นกันอย่างยิ่ง
    ความแปลกใจคือเรื่องน่าตกใจที่สุดตลอดกาล จนถึงตอนนี้ ทุกคนรู้สึกว่าจะประเมินหลินอวิ๋นตามหลักการปกติไม่ได้แล้ว
    ไม่ว่าจะเริ่มชนะรวดจากกลุ่มย่อยหรือวันนี้ที่เอาชนะโจวอวิ๋น และยังมีทะลวงพลังก่อนการประลองอีก
    เขาสร้างค่านิยมใหม่ให้กับสำนักชิงอวิ๋น ในตัวเขามีความสง่างามแบบที่ไม่เคยมีใครมีมาก่อน ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะ อย่างน้อยหลินอวิ๋นก็ทำการเลือกที่ต่างออกไป
    ในขณะที่คนอื่นเลือกเอาตัวรอด ยอมก้มหน้าไม่ยอมล่วงเกินศิษย์ฝ่ายใน แต่หลินอวิ๋นกลับยืดอกก้าวออกมา แสดงความตั้งใจแน่วแน่ของตน!
    ศิษย์ฝ่ายในจำนวนมากบนแท่นสูงต่างมีสีหน้าแปลกต่างกันไป
    นัยน์ตาคุณชายสำนักไป๋อวี่ฝานขยับประกายชื่นชมวูบหนึ่ง
    พอเห็นหลินอวิ๋นสร้างเรื่องตกใจยิ่งแล้ว เขาก็เหมือนจะไม่สนใจฐานะของตนเช่นกัน จะไม่เห็นความยโสและโอหังจากในตัวเขาเลย จะมีก็แต่ความเลือดร้อนสูบฉีด
    ศิษย์ฝ่ายในคนอื่นมีสีหน้าย่ำแย่เล็กน้อย ไม่ว่าหลินอวิ๋นเลือกใครก็ทำให้คนนั้นรู้สึกลำบากใจ ศิษย์ฝ่ายในเอาชนะหลินอวิ๋นได้ก็สมเหตุผล แต่ถ้าแพ้ต้องขายหน้าอย่างหนัก ชนะไม่ได้รับผลดีอะไร หากแพ้จะเสียทุกอย่าง
    ไป๋เทียนหมิงหัวเราะเสียงดัง “ดี มีใจเด็ดเดี่ยวดี ไม่ว่าเจ้าแพ้หรือชนะ ข้าจะให้ยาลูกกลอนรักษาใจเป็นรางวัลกับเจ้าหนึ่งเม็ด! ตอนนี้เจ้าจะเลือกใคร”
    เมื่อสิ้นเสียง อีกเก้าคนต่างทำหน้าสำนึกเสียใจอย่างยิ่ง
    ยาลูกกลอนรักษาใจ!
    สายตามองหลินอวิ๋นด้วยความอิจฉา แบบนี้เท่ากับเสียยาลูกกลอนไปเปล่า ๆ หนึ่งเม็ดเลย
    เจ้าทาสกระบี่นี่จะได้ผลประโยชน์เกินไปหน่อยแล้ว!
    ทว่าคนพวกนี้กลับไม่คิดเลยว่าหลินอวิ๋นต้องเสี่ยงอันตรายถูกศิษย์ฝ่ายในแก้แค้นก้าวออกมา
    “ขอบคุณท่านเจ้าสำนักมากขอรับ ข้าต้องดูก่อน…”
    ภายในใจหลินอวิ๋นไร้คลื่นอารมณ์ใด ๆ ความคิดเขาเรียบง่ายมาก แค่อยากทดสอบศักยภาพของตนในตอนนี้ อีกทั้งยังเป็นการเลื่อนขั้นเป็นศิษย์ฝ่ายในครั้งแรก
    ท้าประลองแพ้ไม่ส่งผลกับอันดับ หากชนะอันดับจะทะยานขึ้น เหตุใดจะไม่กล้าลองล่ะ?
    ผู้ฝึกซ้อมยุทธ์เสียได้ทุกอย่าง จะมีก็แค่ความกล้าหาญที่เสียไม่ได้!
    เขากวาดสายตามองผ่านใบหน้าศิษย์ฝ่ายในทีละคน หาคู่ต่อสู้ที่เหมาะสม ไม่นานสายตาก็ไปหยุดอยู่ที่ใบหน้าซูจื่อเหยาโดยไม่อาจเลี่ยงได้
    สองคนไม่เคยสบตาใกล้กันเช่นนี้มาก่อน ไม่เคยมีครั้งใดที่จะยืนบนเวทีเดียวกัน
    เมื่อสายตาจับจ้องใบหน้านั้น หัวใจที่ไร้ระลอกคลื่นก็เกิดคลื่นกระเพื่อมขึ้นมา
    ซูจื่อเหยามีใบหน้าไร้ความรู้สึก บนใบหน้างดงามนั้น ไม่ว่าใครก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่านางกำลังคิดอะไรกันแน่ ภายในใจนางจะตกใจบ้างหรือไม่?
    หลินอวิ๋นยิ้มเจื่อน ๆ ในใจ ข้ากำลังคิดอะไรอยู่ จึงเบนสายตาไปมองที่คนหนึ่ง
    “ศิษย์พี่ท่านนี้ แซ่หลินอยากขอคำชี้แนะจากท่าน”
    เมื่อยืนยันเลือกผู้ท้าประลองแล้ว ข้างล่างพลันส่งเสียงสนทนากัน
    “นั่นศิษย์พี่หม่าเทียนอี!”
    “ไม่อยากเชื่อว่าหลินอวิ๋นจะเลือกศิษย์พี่หม่า ศิษย์พี่หม่าไม่ได้อ่อนแอเลยนะ เขตแดนพลังบรรลุวิถียุทธ์ขั้นแปดตั้งนานแล้ว”
    “ถ้าจำไม่ผิด ทักษะกระบี่คลื่นวายุของศิษย์พี่หม่าบรรลุขั้นสูงเหมือนกันนี่!”
    และที่เห็นได้ชัดคือหลังหลินอวิ๋นเลือกแล้ว หม่าเทียนอีมุมปากกระตุกทีหนึ่ง ไม่พอใจอย่างยิ่ง ศิษย์ฝ่ายในตั้งเยอะดันมาเลือกเขา นี่ดูถูกเขาหรือ?
    ทว่าอยู่ต่อหน้าเจ้าสำนัก หม่าเทียนอีจะแสดงอาการไม่ได้ จึงพูดด้วยใบหน้ามืดทะมึน “เชิญ!”
    พรึ่บ!
    ทันใดนั้นสองคนต่างกระโดดมาลงบนเวทีประลองด้านล่าง
    หม่าเทียนอีมองหลินอวิ๋นพลางพูดอย่างเฉยชา “ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดเจ้าถึงเลือกข้า แต่ข้าจะให้เจ้าต้องเสียใจในการเลือกของเจ้า!”
    “ถ้าอย่างนั้นอาจจะต้องทำให้ท่านผิดหวังแล้ว ต่อให้ข้าแพ้ยับเยินกว่านี้ก็จะไม่มีวันเสียใจ ลงมือเถอะ”
    หลินอวิ๋นใจสบาย ๆ สีหน้าเรียบนิ่ง
    “ได้ตามที่เจ้าต้องการ!”
    ชิ้ง!
    หม่าเทียนอีชักกระบี่ออกจากฝัก พลังวิถียุทธ์ขั้นแปดจากในตัวทะยานถึงจุดสูงสุดโดยพลัน
    พลานุภาพกระบี่ยิ่งใหญ่คลุมลงมาราวกับพายุมรสุม
    มังกรพยัคฆ์สำแดงเดช!
    หลินอวิ๋นเดินหนึ่งก้าว สายลมและเมฆผสานกันในกาย
    พลังวิถียุทธ์ขั้นเจ็ดผนวกกับมังกรพยัคฆ์สำแดงเดชฝืนต้านพลังอีกฝ่ายเอาไว้
    แม้จะเสียเปรียบ แต่ก็ไม่ถึงกับลงมือไม่ได้เลย
    หม่าเทียนอีคำรามเสียงดัง เกิดพายุคลั่งขึ้นจากตัวเขาก่อนจะแทงกระบี่ออกไป พายุคลั่งรวมที่ตัวกระบี่ พุ่งแทงออกไปราวกับประกายแสง
    เร็วมาก!
    หลินอวิ๋นตกใจเล็กน้อย ทักษะกระบี่คลื่นวายุประสานกับพลังวิถียุทธ์ขั้นแปดทำให้มันเร็วจนน่าตกใจนิด ๆ
    หลินอวิ๋นไม่กล้าเลินเล่อแม้แต่น้อย เขาสำแดงทักษะกระบี่วายุเชี่ยวขั้นสูงเช่นกัน ซึ่งทักษะกระบี่วายุเชี่ยวนั้นแกร่งกว่าทักษะกระบี่คลื่นวายุหนึ่งขั้น
    ทว่าด้วยข้อได้เปรียบในด้านเขตแดนพลังของอีกฝ่าย ทำให้ความต่างของตัวทักษะกระบี่ถูกเติมเต็มเข้ามาอย่างสมบูรณ์แบบ
    ตอนเผชิญหน้ากับแรงกดดันของโจวอวิ๋นทำให้เขาสำแดงวิชาไม่ได้เลย
    ในทางตรงกันข้าม ตอนนี้ทักษะกระบี่คลื่นวายุของอีกฝ่ายรวมออกมาเป็นพลานุภาพกระบี่คลั่งคุมขังหลินอวิ๋นเอาไว้ กระทั่งทำให้เขาใช้ทักษะกระบี่วายุเชี่ยวได้ค่อนข้างไม่ราบรื่น
    เพิ่งประมือกันความต่างในด้านกำลังรบของสองฝ่ายก็เผยออกมาอย่างชัดเจน
    หลินอวิ๋นมีสีหน้าเหนื่อยเกินกำลัง ทุลักทุเลภายใต้พลานุภาพกระบี่คลื่นวายุคลั่ง เขาเหมือนกับเรือโดดเดี่ยวกลางพายุห่าฝน ขึ้น ๆ ลง ๆ ร่อนเร่ไม่มั่นคง เหมือนจะคว่ำไปทุกเมื่อ
    สถานการณ์เลวร้ายทำให้คนอกสั่นขวัญหาย
    หูจื่อเฟิงบนแท่นสูงมีสีหน้าพอใจ ถ้าหลินอวิ๋นชนะศิษย์ฝ่ายในได้เช่นกัน ถ้าอย่างนั้นชัยชนะของเขาก็จะไม่น่าภาคภูมิใจแล้ว สถานการณ์เช่นนี้สิถึงจะทำให้ชื่อเสียงหมายเลขหนึ่งฝ่ายนอกของเขาเด่นขึ้น!
    คุณชายสำนักไป๋อวี่ฝานถอนหายใจอยู่ภายใน พลังยังต่างกันมากเกินไป หลินอวิ๋นไม่มีแรงโต้กลับได้เลย
    หวังหนิงยิ้มเยาะ “ถ้าทาสกระบี่นี่เลือกข้า ข้าจะไม่อ่อนโยนเหมือนหม่าเทียนอีแน่นอน ข้าจะทำให้มันพิการในสามกระบวนท่า!”
    “เหมือนที่ข้าคิดไว้จริง ๆ ไม่รู้จักประมาณตน!”
    “เขาคิดจริง ๆ หรือว่าตัวเองจะเทียบกับหูจื่อเฟิงได้?”
    ศิษย์ฝ่ายในบนแท่นสูงเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้แล้วต่างทำหน้าไม่แยแส ทั้งยังถอนหายใจโล่งอกอยู่ในใจ
    หลินอวิ๋นบนเวทีประลองกลับมีความดื้อรั้นเขียนอยู่เต็มใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาสองข้างมีแสงสว่างวูบวาบ ตรงส่วนลึกในใจตื่นเต้นเหลือเกิน
    ศึกนี้เลือกถูกจริง ๆ
    ภายใต้แรงกดดันจากพลังของหม่าเทียนอี เขารู้สึกได้ว่าความเข้าใจในทักษะกระบี่ของตนกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว
    อะไรหลายอย่างที่ยังไม่มากพอ ตอนนี้กลับเผยออกมาทีละนิด ๆ
    คนไม่กลัวศึก ไม่ขลาดสงครามถึงจะก้าวหน้าไปไม่หยุดหย่อน
    ไม่ประมือกับหม่าเทียนอีตนจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่ออยู่ต่อหน้ายอดฝีมือวิถียุทธ์ขั้นแปดแล้วจะยืนหยัดได้กี่กระบวนท่า
    ครึ่งเค่อต่อมา
    หลินอวิ๋นมีแต่รอยแผลตามตัว แม้จะบาดเจ็บเบา ๆ แต่มองดูแล้วก็ยังน่าตกใจนิด ๆ
    โลหิตย้อมอาภรณ์ยาว หลินอวิ๋นกัดฟันยังคงปลุกใจยืนหยัดต่อไป
    พอเห็นหลินอวิ๋นมีสีหน้าไม่ยอมแพ้แล้ว ภายในใจหม่าเทียนอีเกิดเพลิงโทสะเดือดขึ้นมาทีละนิด
    เจ้าทาสกระบี่นี่เห็น ๆ อยู่ว่าไม่มีโอกาสชนะเลยสักนิด แต่กลับยังสู้ตาย นี่อยากให้ข้าขายหน้าขนาดนั้นเชียวหรือ?
    ทุกครั้งที่ออกกระบี่ หม่าเทียนอีจะรู้สึกว่าศิษย์ฝ่ายในบนแท่นสูงจะมองตนด้วยความเหยียดหยามมากขึ้นหนึ่งส่วน
    เวลาผ่านไปนานขึ้นเรื่อย ๆ ไม่นานสองคนก็ปะทะกันร้อยกระบวนท่า
    ศิษย์ฝ่ายในบนแท่นสูงจากเย้ยเยาะในตอนแรกสุดกลายเป็นตกตะลึง
    เจ้าหลินอวิ๋นนี่…ใจสู้เกินไปหน่อยกระมัง!
    หลินอวิ๋นที่ตอนแรกตกเป็นรองอย่างหนักยืนหยัดมาร้อยกระบวนท่า มีบาดแผลเต็มตัวแล้วยังคงสู้ตาย
    “เจ้าบังคับข้าเองนะ!”
    หม่าเทียนอีเห็นสู้มานานยังไม่ชนะ แววตาก็เป็นประกายโมโหขึ้นมา
    ตูม!
    วินาทีนั้นพลานุภาพกระบี่จากตัวเขาพุ่งขึ้นสูงอย่างฉับพลัน สั่นข้อมือทีแทงกระบี่ออกไปแปดสิบเอ็ดครั้งในลมหายใจเดียว วายุกระบี่แปดลูกโถมเข้าใส่หลินอวิ๋นจากทิศทางต่างกันอย่างรวดเร็ว
    ไม่มีมุมอับเลย นี่คือกระบวนท่าสังหารทักษะกระบี่คลื่นวายุ วายุแปดทิศ
    แยกเงาสะท้อนกลับ!
    หลินอวิ๋นหน้ามืดลงเล็กน้อยพร้อมกับใช้กระบวนท่าสังหารทักษะกระบี่วายุเชี่ยวเข้าต้านในเวลาเดียวกัน
    แก๊ง ๆ ๆ!
    เวลานี้เงากระบี่บนเวทีประลองขยับแสงวูบไหว เสียงสองกระบี่ตัดสลับกันดังไม่ขาดสาย
    ฟู่!
    สองยอดกระบวนท่าสังหารที่มีอานุภาพเกรียงไกรตัดสินสูงต่ำได้ในชั่วลมหายใจ
    หลินอวิ๋นกระอักเลือด ลงถึงพื้นแล้วร่างซวนเซจะล้มลง ทว่ามีจิตสังหารวูบหนึ่งผ่านไปในทันใด นอกจากเขาแล้วไม่มีใครสังเกตเห็น
    หม่าเทียนอีใบหน้าไร้ความรู้สึก มือขวาที่ถือกระบี่มีโลหิตสดไหลมาตามตัวกระบี่
    ติ๋ง ๆ!
    โลหิตหยดลงส่งเสียงชัดใส
    ตั้งแต่ที่สองคนประมือกัน เขาเพิ่งบาดเจ็บเป็นครั้งแรก ทว่าใครเจ็บหนักเจ็บเบา มองปราดเดียวก็เห็นทุกอย่าง ตัดสินแพ้ชนะกันได้เลย
    “เจ้าแพ้แล้ว”
    หม่าเทียนอีมองหลินอวิ๋นที่โยกเยกไปมาแทบจะยืนไม่อยู่พลางพูดเสียงเบา
    ยังไม่ทันเช็ดโลหิตตรงมุมปาก หลินอวิ๋นก็ยันกระบี่ทรงตัวนิ่ง ใบหน้าซีดขาวพยายามเผยรอยยิ้มน่าปวดใจ “กระบี่ของข้ายังอยู่ในมือ เหตุใดศิษย์พี่ถึงคิดว่าข้าจะแพ้ล่ะ?”
    “แต่ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะมีโอกาสชนะข้าเลย”
    หม่าเทียนอีเผยอมุมปากเยาะเย้ยนิด ๆ แค่ยืนยังยืนไม่อยู่ ยังไม่คิดจะยอมแพ้อีก
    “ความจริง ข้าคือทาสกระบี่ในสายตาศิษย์พี่ เอ่ยท้าประลองก็คงเป็นการทรยศแล้ว แต่บางอย่างไม่ยืนหยัดให้ถึงที่สุด ใครจะรู้ผล? คนเกิดมาหนึ่งภพชาติ ก็ต้องยืนหยัดในบางอย่างบ้าง ข้าผู้แซ่หลินไร้ความสามารถ ก็มีเพียงกระบี่เดียว ขอให้ศิษย์พี่ชี้แนะด้วย”
    สายลมพัดมาเบา ๆ พัดเส้นผมหลินอวิ๋นปลิวไสว
    ใบหน้าหล่อเหลานั้น แม้จะซีดขาวจนไร้เลือดฝาดใด ๆ แต่ก็ยังเห็นความภูมิใจที่ไม่หายไปตรงหน้าผาก!
    หลินอวิ๋นที่โอนเอนจะล้มพลันระเบิดพลังมังกรพยัคฆ์สำแดงเดชออกมา เหมือนกับพยัคฆ์ร้ายองอาจเกรียงไกรตัวหนึ่งคำรามฟ้าครามด้วยความเกรี้ยวกราด
    กระบี่เขาขยับในยามนี้เช่นกัน!
    เห็น ๆ อยู่ว่าพลังจากในตัวเขาเหมือนพยัคฆ์ร้ายหวนคืนขุนเขา ทั้งฉุนเฉียวและโมโหร้าย ทว่าพลังนั้นกลับค่อย ๆ ขยับอย่างระมัดระวัง ละเอียดอ่อนและนุ่มนวลภายใต้การขับเคลื่อนของกระบี่บุปผามรณะ
    กระบี่บุปผามรณะประสานเอกลักษณ์ที่ต่างกันราวฟ้าดินสองชนิดนี้อย่างแนบแน่น
    หม่าเทียนอีที่ทำหน้าจองหองพลันตกใจขึ้นมา จู่ ๆ เขาก็รู้สึกได้ถึงพลานุภาพกระบี่ที่น่ากลัวสุดขีดจากตัวหลินอวิ๋น
    นั่นคือความทะเยอทะยานไร้ที่สิ้นสุด คือเพลิงโทสะท่วมนภา คือภูตผีที่หลั่งไหลมาจากขุมนรก…
    ทว่าเมื่อเขาจะออกมือจริง ๆ กลับเห็นดอกไม้ดอกหนึ่ง เป็นดอกกุหลาบไม้เลื้อยที่วางตรงปลายกระบี่
    พลานุภาพกระบี่ที่เปล่งแสงทั่วทุกสารทิศระเบิดจากปลายกระบี่นั้นในพริบตา
    บุปผาขึ้นจากที่ใด?
    ใจมีพยัคฆ์ร้าย ดอมดมกุหลาบไม้เลื้อย!
    -โปรดติดตามตอนต่อไป-

    คล้ายกับเรื่องอหังการยอดคนเหนือยุทธ ที่คุณอ่าน