ถ้าจะว่าไปแล้วคาร์เตอร์จัดเป็ชายหนุ่มหน้าตาดีมากคนหนึ่ง เรือนผมเป็สีทองอ่อน ดวงตาคู่สีฟ้าเป็ประกายสดใส เขาแก่กว่าสเตซี่หกปีและเพิ่งจะเข้ามาทำงานร่วมกับพ่อที่สำนักงานทนายความดังกล่าว คาร์เตอร์เป็ชายหนุ่มที่ดูจะมีโอกาสดีกว่าใครคนอื่น พี่พยายามทำตัวเข้ามาใกล้ชิดกับสเตซี่
อย่างไรก็ตาม หนุ่มสาวทั้งสองก็ไม่เคยมีสัญญารักต่อกัน เมื่อใดก็ตามที่สเตซี่เดินทางร่วมกับพ่อ เธอก็จะซื้อโพสคาร์รูปตลกๆ ส่งมาให้ และทันทีที่กลับมาถึงก็จะรีบโทรศัพท์ไปรายงานให้คาร์เตอร์ทราบทันที
ส่วนคาเตอร์นั้น ถ้าสเตซี่ไม่อยู่เขาก็จะออกเดตกับผู้หญิงอื่น เพียงแต่ว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนที่เขาจะไปมาหาสู่เป็ประจำเท่าสเตซี่เท่านั้น ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายก็ชื่นชมยินดีกับมิตรภาพที่เจริญงอกงามของสองหนุ่มสาวและต่างก็หวังกันอยู่ในใจว่าจะได้ร่วมเป็ทองแผ่นเดียวกันในไม่ช้าไม่นานนี้
สเตซี่อดยิ้มไม่ได้ มองดูมือแข็งแรงที่หักพวงมาลัยพารถเข้าไปจอด สัมพันธภาพระหว่างเธอกับเขานั้นไม่มีทางที่จะเป็ในแบบที่ใช้กับน้องสาวไปได้ ขณะเดียวกันก็ไม่ถึงขั้นที่หัวใจจะเต้นระทึกเพียงเมื่อเห็นหน้ากันได้ มันเป็เพียงแค่ที่ว่า ทั้งคาร์เตอร์และเธอมีความพอใจที่จะได้ใกล้ชิดสนิทสนม และรอเวลาที่ความรักจะเกิดขึ้นตามวิถีทางของมันมากกว่า
เธอเคยคิดว่าสักวันหนึ่งเขากับเธอจะต้องแต่งงานกันอย่างแน่นอน ชีวิตแต่งงานจะต้องเตรียมด้วยความสุขเพราะเธอรู้อยู่ว่าคาร์เตอร์มีความมั่นคงในจิตใจมาก ยิ่งกว่านั้นเขาก็ยังเข้ากับเธอได้ดี มีความเห็นคล้อยตามกันในหลายเื่ แต่ถึงอย่างไรมันก็ยังไม่ถึงเวลาอยู่ดี
“ยิ่งกว่านั้น…” สเตซี่ครุ่นคิดอยู่ในใจ “ฉันก็ยังไม่อยากฝันถึงความรักที่เหมือนเื่ราวในเทพนิยายนั้นด้วย”
“ว่าไง...คนช่างฝัน จะอยู่แต่ในรถอย่างนี้หรือว่าจะออกมาเสียทีล่ะ” คาร์เตอร์ซึ่งยืนจับประตูด้านข้างคนขับไว้ก้มลงหัวเราะให้กับหญิงสาวที่นั่งตาลอยอยู่ในที่นั่ง
“ขอโทษค่ะ สงสัยฉันจะออกนอกโลกไปแล้ว”
“เอาล่ะ งั้นก็กลับมาได้แล้ว คืนนี้เป็คืนของผมนะและผมก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะต้องมีความสุขอย่างที่สุด” เขายิ้มขนาดพาเธอเดินเข้าไปในสโมสร
อ้อมแขนของเขาแตะอยู่กับ่สะเอว เมื่อคาร์เตอร์เอื้อมไปเปิดประตูทางเข้าของสโมสร ซึ่งผู้ที่จะมาใช้บริการที่นี่ได้จะต้องเป็สมาชิกเท่านั้น คาร์เตอร์สั่งเครื่องดื่มขณะที่สเตซี่ยังกวาดสายตามองดูการตกแต่งภายในที่บ่งบอกถึงรสนิยมชั้นสูงอยู่ ตรงส่วนที่เป็บาร์น้ำตกแต่งด้วยบรรยากาศของชาวป่า ซึ่งก็มีทั้งหนังเสือดาวและม้าลายที่ขึงแต่งผนังตรงส่วนนั้นไว้ด้วย
เมื่อพนักงานเสิร์ฟสาวนำเครื่องดื่มมาวางลงในนั้นสเตซี่สังเกตเห็นแววตายามที่ตาเธอจ้องมองเธออยู่ มันคล้ายกับมีแววเศร้าซึ่งเจือปนอยู่ด้วย
“ทำไมถึงทำหน้าขรึมอย่างนั้นล่ะคะ คืนนี้คุณบอกว่าเราจะมาฉลองกันยังไงล่ะ” สเตซี่เลยถามขึ้น
“ขอโทษ...คืนที่ผมเพียงแต่กำลังคิดถึงเื่การไปพักผ่อนตามลำพังของคุณนั่นแหละสเตซี่ พ่อไม่สบายใจกับเื่นี้อย่างมาก ซึ่งผมเองก็ไม่ได้ต่างกว่าพ่อเท่าไหร่นักหรอก เพราะถ้ามันมีอะไรเกิดขึ้นกับคุณในดินแดนที่พระจันทร์ทอดทิ้งนั่นแล้ว เห็นจะต้องใช้เวลาเป็อาทิตย์ๆ ทีเดียวกว่าที่เราจะรู้เื่กัน” เขาพูดอย่างร้อนใจ
“ขอทีเถอะค่ะ คาร์เตอร์ เราอย่าพูดเื่นี้กันในคืนนี้เลย เพราะถึงยังไงฉันก็ตัดสินใจลงไปแล้วว่าจะต้องไปที่นั่นแน่ แล้วไม่ว่าเื่อะไรที่เราควรจะพูดกันก็ได้พูดกันไปหมดสิ้นแล้วนี่” น้ำเสียงของเธอห้วนห้าวยังไม่พอใจ “ฟังๆ ดูแล้วมันคล้ายกับว่ามีแต่คนอื่นเท่านั้นที่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวฉัน ฉันไม่ใช่คนปัญญาอ่อนถึงขนาดคิดอะไรเองไม่เป็หรอกนะคาร์เตอร์”
“แล้วคุณไม่เคยหวนคิดบ้างเลยหรือว่า ทั้งนี้สิ่งที่คนอื่นเขาเป็ห่วงกันอยู่นั่นน่ะ มันอาจเป็สิ่งถูกต้องก็ได้” น้ำเสียงของเขาบอกความรู้สึกดีขึ้นมาบ้างแล้ว “ผมดูๆ แล้วรู้สึกไม่ได้ว่า คุณนะถือว่าตัวเองเคยเดินทางท่องเที่ยวมามาก เพราะฉะนั้นคุณจะต้องมีความรอบรู้มากพอที่จะแก้ไขปัญหาที่มันอาจจะเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดได้ ผมจะบอกให้นะว่า จริง ๆ แล้วคุณก็ไม่ได้มีประสบการณ์หรือความเชี่ยววชาญ แตกต่างกว่าหญิงสาวชาวเมืองหลวงทั้งหลายเท่าไหร่นักหรอก อย่าลืมสิว่าสิ่งที่คุณพ่อพาคุณไปดูให้ได้รู้ได้เห็นนั้นน่ะ มันเป็สิ่งที่เขาได้เลือกสรรแล้วว่าจะไม่เป็อันตรายสำหรับลูกสาวคนเดียวของเขา มันไม่เหมือนกันหรอกนะถ้าคุณจะไปคนเดียวอย่างนี้”
“ทำไมคะคาร์เตอร์ การที่ฉันได้เห็นาการสู้รบได้เห็นสภาพความอดอยากหิวโหย ได้เห็นชีวิตที่ต้องดำรงอยู่ให้ได้บนความอัตคัดขาดแคลน ด้วยการที่มีพ่อเป็ผู้พาฉันไปดูด้วยตาตัวเองนั่นน่ะ มันจะแตกต่างไปกว่าความเป็จริงได้ด้วยเหรอคะ” เธอยิ้มหยันออกมาเป็ครั้งแรก
“ฉันรู้จักดีนะคะว่าชีวิตคืออะไร และฉันก็รู้ด้วยว่าควรจะจัดการกับชีวิตตัวเองยังไง เพราะฉะนั้นไม่จำเป็ที่เราจะมานั่งพูดเื่นี้กันอยู่หรอกค่ะ” สเตซี่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ผมเพียงแต่อยากจะรู้ว่าคุณจะยุติความเป็คนหัวรั้นของตัวเองแล้วก็หันมาฟังเหตุผลของคนอื่นสักครั้งหนึ่งบ้างได้ไหม”
“ก็ฉันบอกคุณแล้วไงคะว่าเราจะไม่พูดเื่นี้กันอีก”
“งั้นก็ออกไปเต้นรำกันดีกว่า” คาร์เตอร์เสนอแนะเมื่อดนตรีเปลี่ยนท่วงทำนองและจังหวะเป็ช้าลง
สเตซี่ลุกขึ้นเลื่อนเก้าอี้ไปทางด้านหลัง คาร์เตอร์เอื้อมมาจับปลายศอกเธอไว้ พาเดินออกไปที่ฟลอร์เต้นรำตอนที่เขาหมุนร่างเธอเข้าสู่อ้อมแขนนั้น สีหน้าก็เคร่งขรึมลงกว่าเดิม
“โอ...คาร์เตอร์คะ” สเตซี่หัวเราะออกมาเบาๆ เมื่อเห็นสีหน้าของเขาเข้า “ฉันต้องขอโทษอย่างมากเลยนะไม่ได้ตั้งใจจะลุแก่โทสะอย่างเมื่อกี้นี้เลย คืนนี้เราอย่าทะเลาะกันเลยนะ”
คำพูดของเธอทำให้เขาต้องก้มลงยิ้มให้
“โอเค เป็อันว่าเราจะเลิกพูดเื่นี้กันเสียที หาความสุขใส่ตัวกันดีกว่า”
เมื่อถึงเวลาเข้านั่งโต๊ะ ทั้งสองก็เดินเข้าไปในห้องรับประทานอาหาร โดยมีพนักงานเสิร์ฟซึ่งรู้หน้าที่ของตนอย่างดี พาไปนั่งที่โต๊ะซึ่งจัดขึ้นไว้สำหรับสองที่ และออกจะห่างจากโต๊ะของสมาชิกคนอื่น ๆ อยู่ทั้งสองต่างนั่งรับประทานอาหารอยู่เงียบๆ จนเมื่อเสร็จคอร์ดใหญ่แล้ว จึงได้สั่งกาแฟมาดื่มต่อ
“เป็อาหารมื้อที่อร่อยที่สุดเลย” สเตซี่เลยขึ้น โน้มตัวเข้าไปหาคาร์เตอร์ช่วยจุดบุหรี่ให้
“ช่าย…” คาร์เตอร์ลากเสียงปนหัวเราะ “แต่คุณน่ะน่ากินกว่าตั้งหลายเท่า”
“ขอบคุณที่ชมค่ะ”
“คุณอยากจะกลับเข้าไปเต้นรำต่อ หรือว่าอยากจะไปที่ไหนล่ะ”
“ไม่เอาละ อยู่ที่นี่เถอะ ฉันชอบบรรยากาศที่นี่มากเลยนะคะ คืนนี้ไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะไปดิสโก้ต่อ”
“ดี ผมเองก็คิดอย่างนั้นอยู่เหมือนกัน เพราะผมยังมีเื่ที่อยากจะพูดกับคุณ ไม่อยากไปะโแข่งกับเสียงเอะอะในห้องเต้นรำแบบนั้น”
“นี่...ได้โปรดเถอะ...ขอเสียทีเถอะนะคาร์เตอร์ อย่าได้เล็คเชอร์เื่การเดินทางของฉันซ้ำอีกเลย” เธอลงทุนอ้อนวอน “อีกอย่างหนึ่งเมื่อกี้นี้คุณก็ให้สัญญาแล้วนะว่าจะไม่พูดเื่ที่ฉันกำลังจะไปเท็กซัสอีก”
“ซึ่งผมก็ยินดีจะรักษาสัญญานั่นอยู่แล้วนี่ แต่ว่าเื่ที่ผมตั้งใจจะพูดกับคุณในคืนนี้มันคนละเื่กันเลย เราจะไปกันหรือยังล่ะ”
“ค่ะ”
สเตซี่ออกไปยืนรอคาร์เตอร์อยู่ขณะที่เขาจ่ายค่าอาหารเมื่อออกมาถึงบาร์ข้างนอก คาร์เตอร์เดินนำไปที่โต๊ะตัวหนึ่งและสั่งเครื่องดื่มมา เมื่อเสียงเพลงเต้นรำในท่วงทำนองช้า ๆ เริ่มขึ้นเขาก็พาเธอเดินออกไปเต้นรำ ร่างของเขาและเธอไม่ได้แนบสนิทกันเช่นคนรักบางคู่ เขาจับมือเธอไว้ห่างๆ และก้มลงยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
“คุณจำได้ไหมว่าหลังจากที่เสร็จพิธีฝังศพคุณพ่อคุณแล้ว พ่อผมได้พูดเป็ทำนองว่ายินดีต้อนรับคุณเข้ามาร่วมอยู่ในครอบครัวของเรา”
“จำได้ค่ะ” สเตซี่สังเกตเห็นแววแห่งความจริงจังปรากฏขึ้นในสีหน้าของชายหนุ่ม
“ซึ่งผมก็อยากจะทำให้ถูกต้องตามกฎหมายเสียที ผมอยากแต่งงานกับคุณให้เป็เื่เป็ราวเสียทีนะ สเตซี่” เขาเอ่ยขึ้น เท้าที่ก้าวไปตามจังหวะเพลงแทบจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ “ที่ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าผมจะหาทางระงับยับยั้งไม่ให้คุณเดินทางเที่ยวนี้หรอก แต่ในขณะที่คุณกำลังใช้ความคิดเกี่ยวกับอนาคตของตัวเองอยู่นั้นน่ะ ผมอยากจะให้คุณรวมผมเข้าไว้ในความคิดของคุณด้วย” เขาหยุดเว้นระยะ มองหน้าเธออยู่อย่างพิจารณาก่อนจะกล่าวต่อว่า
“สเตซี่ ผมเป็ห่วงคุณมากนะ นอกจากห่วงแล้วผมก็ยังรักคุณด้วย อยากจะได้ปกป้องคุ้มครองคุณไปจนชั่วชีวิต อันที่จริงเราสองคนก็ไม่เคยพูดกันถึงเื่อนาคตมาก่อนเลย ซึ่งผมคิดว่านี่มันก็ถึงเวลาแล้ว ก่อนหน้านี้เราสองคนต่างก็ยังเด็กด้วยกันทั้งคู่ ผมเองก็ยังเรียนไม่จบและคุณเองก็เดินทางไปไหนมาไหนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเวลานี้อะไรๆ มันก็เรียบร้อยลงหลายอย่างแล้ว เพราะฉะนั้นมันถึงเวลาอันสมควรที่เราจะมาวางแผนเพื่ออนาคตการเสียที”
“คาร์เตอร์ค่ะ ฉันเองก็ไม่รู้จะพูดยังไงเหมือนกันนะไม่รู้ว่าตัวเองพร้อมที่จะลงหลักปักฐานได้หรือยัง ฉันไม่รู้จริง ๆ ว่า...”
“คุณไม่ต้องพูดอะไรเลยก็ได้ เพราะผมเข้าใจดีว่ามันยังเร็วไปสักหน่อยเมื่อคุณพ่อคุณเพิ่งจะเสียไปอย่างนี้ ตอนนี้ความคิดของคุณอาจจะยังสับสน เพราะฉะนั้นผมยังไม่ขอคำตอบจากคุณหรอก เอาไว้เมื่อคุณพร้อมเสียก่อนแล้วผมก็จะสู่ขอคุณอย่างเป็เื่เป็ราว”
“แล้ว...เอ้อ…”
“สำหรับการที่ผมหยิบยกเื่นี้ขึ้นมาพูดตอนนี้ก็เพื่อจะขอร้องให้คุณจำไว้ว่าผมรักคุณ อยากจะแต่งงานกับคุณไม่ว่าคุณจะอยู่ที่นี่หรือในเท็กซัสโน่น ผมก็ยังยืนยันเจตนาเดิมอยู่นั่นเอง” เขาโน้มใบหน้าเข้าไปจูบที่ตรงหน้าผากของเธอบางเบา