จ้าวซินผิงเดินสำรวจจนทั่ว
ในหมู่บ้านมีแหล่งน้ำทั้งหมดสามแห่งสองแห่งแรกอยู่บนผืนทรายถูกขุดเป็บ่อลึกอยู่ไม่ห่างกันนักหลังจากพิจารณาอย่างตั้งใจจึงพบว่าภายในบ่อถูกรองด้วยผ้าใบซึ่งทำจากผ้าฝ้ายเคลือบด้วยขี้ผึ้งกันน้ำหลายชั้นชายผ้าทั้งสี่ด้านถูกตรึงด้วยก้อนหินน้อยใหญ่เรียงตัวทับซ้อนขึ้นมาเป็ขอบบ่อส่วนแหล่งน้ำแห่งที่สามคือกล่องไม้สี่เหลี่ยมตั้งอยู่บนหอคอย
“ในกล่องไม้นั่นถูกรองด้วยผ้าใบเช่นกันฝา้าปิดสนิทป้องกันน้ำกลายเป็ไอแห้งเหือดมันจะถูกเปิดออกก็ต่อเมื่อ้ารองรับน้ำฝนโดยหมุนกลไกจากตรงนั้นข้ายอดเยี่ยมใช่หรือไม่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า-!” ชายเฒ่าหน้าตา อิ่มเอิบผู้มีเส้นผมและหนวดเคราสีขาวยาวรุงรังส่งสายตาขี้เล่นปรบมือหัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจ
“ฝีมือเ้า?” จ้าวซินผิงถามย้ำ
“มิผิด! หากไม่ใช่อัจฉริยะเช่นข้าแล้วจะเป็ผู้ใดไปได้เล่า!” เขาพูดพลางยืดอกทำหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องด้วยความภาคภูมิใจ
หญิงสาวส่งสายตาสำรวจชายสูงวัยอย่างพิจารณาในยุทธภพมีคำร่ำลือว่าในใต้หล้านี้มีผู้เฒ่าอัจฉริยะแซ่หลิวอยู่ผู้หนึ่งเก่งกาจด้านการประดิษฐ์คิดค้นและสามารถสร้างศัสตราวุธอันลึกล้ำพิสดาร ทว่าด้วยนิสัยแปลกประหลาดจึงอยู่ไม่เป็หลักแหล่งยากนักที่ผู้คนจะได้พบเห็นเขา
“แล้วอัจฉริยะเช่นเ้าทำสิ่งใดได้บ้างเล่าหรือทำเป็เพียงแต่พ่นคำคุยโตโอ้อวด”นางหรี่ตามองส่งเสียงสูงยั่วยุพร้อมส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อ
ได้ผล…ชายชราเริ่มเดือดดาลจนใบหูแดงก่ำสีหน้าเปลี่ยนเป็ดำคล้ำะโกระทืบเท้าอย่างฉุนเฉียวแล้วชี้หน้าถาม
“แล้วเ้าอยากให้ข้าสร้างสิ่งใดกันเล่า?จงรีบบอกมาโดยเร็ว!”
“สร้างและหลอมรวมศัสตราวุธชั้นเลิศเ้าทำได้หรือไม่?”
“ฮ่า ฮ่าฮ่า ฮ่า-! เื่นี้ง่ายดายดุจดั่งพลิกฝ่ามือ ว่าแต่เ้าเถิด…ถ้าข้าทำได้จะมอบสิ่งใดเป็การตอบแทน ผู้เปี่ยมล้นด้วยพร์เช่นข้าสิ่งของธรรมดาล้วนมิอยากได้หรอกนะ” ผู้เฒ่าเท้าสะเอวท้าทายวางมาดสูงส่ง
“เหล้าหมักร้อยปีสูตรพิเศษของต้นตระกูลข้าเป็ไง”ไม่พูดเปล่าถึงกับโยนไหเหล้าให้ลิ้มรสก่อนหนึ่งไห
“เหล้าดี!เหล้าดี!” ผู้าุโเปิดฝาไหสูดกลิ่นด้วยสีหน้าพึงใจก่อนยกซดอั่กๆ ชมไม่ขาดปาก ในพื้นที่กันดารแห่งนี้ขนาดน้ำยังหาได้ยากนับประสาอะไรกับสุราที่มีค่าเสียยิ่งกว่าทองคำ
“เหล้าเทียนถางสุราสูตรลับประจำตระกูลข้า มีส่วนผสมสมุนไพรภูตินับร้อยชนิดหมักบ่มระยะเวลากว่าร้อยปี ในใต้หล้านี้แม้แต่ฮ่องเต้ยังมิเคยมีวาสนาได้ลิ้มลองนอกจากเลิศรสแล้วยังสามารถเพิ่มพูนพลังปราณแก่ผู้ฝึกยุทธ์ ว่าแต่เ้าเถอะมีนามว่ากระไร?”
“ข้ามีนามว่า หลิวเย่ เ้าจงตามข้ามา”ชายชราพยักพเยิดเดินนำไปยังถ้ำแห่งหนึ่งซึ่งด้านในเต็มไปด้วยสิ่งประดิษฐ์กลไกประหลาดมากมาย
“ข้าจ้าวซินผิง ดูท่า…เ้าคงมากบดานที่นี่เพราะ้าสร้างสิ่งวิเศษใช่หรือไม่?”
“หลักแหลมยิ่งนัก จริงดังเ้าว่า…ตกลงอยากให้ข้าสร้างสิ่งใดกัน?”ผู้เฒ่าหลิวถามอย่างกระตือรือร้น
“ข้า้าสร้างศัสตราวุธจากผลึกเฮยต้งสามชิ้นและหลอมรวมศัสตราวุธกับหินแร่ชนิดพิเศษส่วนรูปลักษณ์ ความสามารถ คุณสมบัติล้วนให้เ้าเป็ผู้ออกแบบ”สิ้นคำหญิงสาวก็หยิบวัตถุดิบออกมาเรียงราย หลิวเย่ถึงกับตกตะลึง!
“ข้าลองสอบถามดูแล้วยังมิเคยมีใครในหมู่บ้านรู้จักหรือพบเห็นสถานที่แห่งนั้นมาก่อนเลยเ้าค่ะ”ชิงเสอรายงาน
“ส่วนข้าออกไปสืบข่าวแถบทุ่งหญ้าไร้เบาะแสเช่นเดียวกันขอรับ”เขาตอบพลางส่ายหน้าถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
กว่าสองเดือนแล้วที่พวกเขาแยกย้ายกันสืบเสาะร่องรอยของดินแดนแปลกประหลาดทั้งค้นหาด้วยตนเองซื้อข้อมูลจากตลาดค้าข่าวสารเพื่อให้ความตั้งใจสัมฤทธิ์ผลทุกคนต่างทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมิใช่น้อย
ในอดีตจ้าวซินผิงพบสถานที่แห่งนั้นโดยบังเอิญแม้วงแหวนเฮยต้งจะมีปฏิกิริยา ทว่าเด็กน้อยเช่นนางกลับมิรู้ซึ้งถึงความนัยจวบจนเติบใหญ่จึงได้เข้าใจ มีโอกาสสูงมากที่ดินแดนแห่งนั้นจะปรากฏศัสตราวุธเทพหญิงสาวเชื่อมั่นในลางสังหรณ์ของตนเอง
“มิเป็ไร่นี้พวกเ้าเหน็ดเหนื่อยกันมากแล้ว แยกย้ายไปพักผ่อนเถิดข้าจะเดินเล่นแถวนี้สักพัก” สิ้นคำสตรีชุดดำหันหน้ามุ่งตรงไปยังถ้ำท้ายหมู่บ้านซึ่งห่างไกลจากสายตาผู้คน
“เป็เช่นไรบ้างตาเฒ่า!”นางส่งเสียงทักทายเมื่อเห็นผู้เฒ่าหลิวกำลังง่วนอยู่กับงานตรงหน้า
“มาได้จังหวะพอดีเอ้า! จงรับไป!”เขาพูดพลางโยนหงเหมยกุ้ยให้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
นอกจากนี้บนโต๊ะยาวยังมีศัสตราวุธเรียงรายอีกแปดชิ้น
“เหตุใดจึงไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง”หญิงสาวทำหน้านิ่วคิ้วขมวดหลังจากจับกระบี่พลิกไปพลิกมาอยู่หลายตลบ
“เ้าต้องทำพันธสัญญาเสียก่อนแก่นิญญาสร้างจิตผู้พิทักษ์แก่ศัสตราวุธมันจะคอยรับใช้เ้าของแต่เพียงผู้เดียว”
หญิงสาวรูดปลายนิ้วลงบนคมกระบี่คราบโลหิตสีแดงสดถูกดูดซึมหายเข้าไปในเนื้อโลหะเพียงชั่วพริบตาครั้นโลหิตอุ่นในกายมนุษย์ผสานจิติญญาแห่งกระบี่พลันเปล่งแสงเจิดจ้าก่อเกิดผู้พิทักษ์รูปลักษณ์สตรีเลอโฉมล้อมรอบด้วยรัศมีสีแดง“หงเหมยกุ้ยคำนับนายหญิงเ้าค่ะ” ร่างโปร่งแสงย่อกายด้วยท่วงท่างดงามดูราวกับเทพธิดา
ภาพที่ปรากฏขึ้นทำให้จ้าวซินผิงตกตะลึงคาดไม่ถึงกับความสามารถอันร้ายกาจคำร่ำลือกิตติศัพท์ทั้งหลายนั้นยังมิถึงกึ่งหนึ่งที่นางได้ประสบเสียด้วยซ้ำหากเปรียบเทียบกับญาติผู้น้องนับว่าหานหลี่เจียงยังคงต้องคำนับเขาเป็อาจารย์เพราะความสามารถห่างชั้นกันอยู่มากโขนี่คือประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งวงการหลอมรวมศัสตราวุธ
“พวกมันคือผลงานชิ้นเอกที่ข้าเฝ้าทุ่มเทคิดค้นวิธีการสร้างมานานหลายปีพึ่งสำเร็จได้ในครานี้”หลิวเย่พูดเสียงสั่นเครือน้ำตาคลอเบ้ามือทั้งสองข้างบีบเข้าหากันด้วยความปลาบปลื้มใจ
“นับเป็เกียรติแก่ข้ายิ่ง!” หญิงสาวกล่าวจากใจพลางโค้งกายเล็กน้อยเพื่อแสดงถึงการยอมรับในความสามารถผู้เฒ่ายิ้มหน้าบานเป็จานเชิงอย่างมีความสุข
“ความสามารถของมันมิใช่แค่นี้ตามข้ามาเถิด…” ผู้เฒ่าหลิวเดินนำออกไปยังด้านนอกตัวถ้ำ
“จงยกกระบี่ขึ้นรับแสงตะวัน”หญิงสาวทำตามอย่างว่าง่ายเมื่อหงเหมยกุ้ยดูดซับแสงอาทิตย์พลันบังเกิดพลังปราณแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์เป็กุหลาบเพลิงดอกใหญ่ครั้นถึงขีดสุดนางสะบัดปลายกระบี่ออกไปตามสัญชาตญาณจนเกิดการะเิรุนแรงสั่นะเืทั่วทั้งหุบเขา
“เบา! อย่าพังบ้านข้า!”หลิวเย่ร้องเสียงหลงใบหน้าเปลี่ยนเป็สีดำคล้ำ
“ดี! ข้าชอบมาก!”จ้าวซินผิงยกยิ้มมุมปากดวงตาเปล่งประกายสุกใสดั่งเด็กน้อยได้ของเล่นถูกใจ
“มันเป็พลังพิเศษเพิ่มเติมจากขีดความสามารถเดิมเพียงแต่ต้องใช้ในยามที่มีแสงตะวันเท่านั้น”
“เพียงเท่านี้ข้าก็รู้สึกอัศจรรย์ใจมากแล้ว”จ้าวซินผิงยิ้มบางมองศัสตราวุธในมือด้วยแววตาเร้นลับ
จ้าวซินผิงเรียกศัสตราวุธอีกแปดชิ้นตามคุณลักษณะและรูปลักษณ์อันโดดเด่น ‘หลิวจิ่ว’ คือนามเรียกชุดผลงานชิ้นเอก ซึ่งแปลว่า ‘ผลงานทั้งเก้าของผู้เฒ่าหลิว’
‘แร่รัตนชาติ’ ถือกำเนิดขึ้นบนพื้นพิภพ มีทั้งหมดเก้าชนิด ประกอบด้วย เพชรดี มณีแดงเขียวใสแสงมรกต เหลืองใสสดบุษราคัม แดงแก่ก่ำโกเมนเอก สีหมอกเมฆนิลกาฬมุกดาหารหมอกมัว แดงสลัวเพทาย สังวาลสายไพฑูรย์
ในขณะที่ ‘ผลึกรัตนดารา’มีอยู่ด้วยกันเจ็ดชนิด คือ ผลึกเฮยต้ง ผลึกสุริยัน ผลึกจันทรา ผลึกดารา ผลึกเมฆาผลึกพฤกษา ผลึกพิรุณ เชื่อกันว่าพวกมันร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าเป็ผลึกที่เต็มเปี่ยมด้วยพลังเทพเซียนและกลิ่นอายจากสรวง์
“ข้าเตรียมสุราอาหารมาร่วมดื่มกินกับเ้าวางอยู่บนโต๊ะด้านนอกโน่นแน่ะส่วนวัตถุดิบที่เหลือขอยกให้เ้าทั้งหมด รวมทั้งยาสองขวดนี้” หญิงสาววางขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวใบเล็กและเหล้าเทียนถางลงบนโต๊ะผู้เฒ่าหลิวตาลุกวาวน้ำลายสอเปรี้ยวปากขึ้นมาในทันที สุราเลิศรสเช่นนี้ทั่วพื้นปฐีคงหาไม่ได้อีกแล้ว
“ในขวดกระเบื้องเคลือบเป็ยาอายุวัฒนะช่วยให้เืลมในกายปลอดโปร่ง บรรเทาอาการเหนื่อยล้าฟื้นฟูให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นแข็งแรง เ้ามักหมกมุ่นอยู่กับงานมากเกินไปหาเวลาสูดอากาศบริสุทธิ์เดินยืดเส้นยืดสายเสียบ้างเถิด”
“เ้าเหมือนพญามัจจุราชมากกว่าหมอรักษาผู้คน”หลิวเย่กล่าวกระเซ้าอย่างรู้สึกขบขันส่งเสียงหัวเราะหึหึในลำคอ รังสีฆ่าฟันของจ้าวซินผิงรุนแรงเกินกว่าจะคิดเป็อื่นพอได้ยินคำพูดอันห่วงใยจากนางจึงทำให้เขารู้สึกแปลกประหลาด
“ผู้คนมักกล่าวเช่นนั้น”มุมปากของนางกระตุกยิ้มใบหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อย
“คืนนี้ไม่เมาไม่เลิกรา ข้าชอบความใจกว้างของเ้ายิ่งนักนับแต่นี้ขอนับเ้าเป็สหาย ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า-!” ผู้เฒ่าเอามือตบอกตนเองเปล่งเสียงหัวเราะลั่น
“ดี! พวกเราเป็สหายกัน!”หญิงสาวมิปฏิเสธไมตรี
ทั้งคู่เดินออกมานั่งดื่มกินบนลานกว้างมีสุราอาหารกองอยู่บนโต๊ะหินทรงเตี้ย คบเพลิงถูกจุดขึ้นดวงอาทิตย์พ้นจากเส้นขอบฟ้าหายลับไปจากสายตานานแล้ว คืนนี้มีดวงดาวสว่างไสวเต็มท้องฟ้าดวงจันทร์ส่องแสงทอประกายนวลละมุน กระแสลมเย็นพัดโชยเอื่อยพลิ้วไหวไม่ขาดสาย
แม้นจ้าวซินผิงจะเป็อิสตรีแต่เื่ร่ำสุรานับว่ามิด้อยทั้งสองต่างพูดคุยอย่างถูกคอแลกเปลี่ยนประสบการณ์เล่าสู่กันฟัง
“ตาเฒ่า! เ้าอยู่ในดินแดนแห่งนี้มานานเท่าใดแล้ว”หญิงสาวเอ่ยปากอย่างนึกขึ้นได้
“หากนับระยะเวลาคงเกือบสิบปีเห็นจะได้”
“เ้าอยู่ผู้เดียวเช่นนี้มิเปล่าเปลี่ยวบ้างรึ?”
“ทั้งชีวิตข้าล้วนทุ่มเทกายใจคิดค้นประดิษฐ์สิ่งแปลกใหม่จนแทบมิรู้วันคืนแทบจะลืมหายใจเข้าออก ว่าแต่เ้าเถิด… มาที่นี่คงมิใช่เพียงเพื่อหลอมรวมศัสตราวุธกระมัง!”ผู้เฒ่าหลิวตอบกลับอย่างรู้ทัน
“ใช่!” หญิงสาวพยักหน้ารับแล้วพูดต่อ…
“ข้ากำลังตามหาดินแดนแปลกประหลาดที่ตัวเองเคยพลัดหลงเข้าไปเมื่อครั้งยังเด็กสถานที่แห่งนั้นเป็ทะเลสาบในทะเลทราย”
“ทะเลสาบแห่งนั้นมีรูปลักษณ์คล้ายจันทร์เสี้ยวใช่หรือไม่?”
“เ้ารู้จัก?”จ้าวซินผิงทำตาโตถามเสียงสูงนางแทบสร่างเมา
“เ้าเคยได้ยินตำนานเกี่ยวกับนิทานชนเผ่าหรือไม่?”
“เช่นไร…รีบเล่าเถิดตาเฒ่า” หญิงสาวโน้มตัวไปข้างหน้าดวงตาหงส์เบิกโตขึ้นเล็กน้อยนางนั่งเท้าคางรอฟังอย่างตั้งใจ
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วบน์มีคู่รักเทพเซียนอยู่คู่หนึ่ง ฝ่ายหญิงเป็เทพจันทราส่วนฝ่ายชายคือเทพอัคคี ทั้งสองครองรักกันมาเนิ่นนานจนกระทั่งวันหนึ่งฝ่ายหญิงจับได้ว่าชายคนรักปันใจแก่หญิงอื่นนางโศกเศร้าเสียใจอย่างมากจึงร่ำไห้อยู่เจ็ดวันเจ็ดคืนจนน้ำตาท่วม์แล้วหลั่งรินลงมายังโลกมนุษย์ดินแดนในแถบนั้นจึงกลายเป็ทะเลสาบจันทร์เสี้ยวเชื่อกันว่าภายใต้ท้องทะเลแห่งนี้มีของวิเศษซุกซ่อนไว้ผู้มีบุญวาสนาเท่านั้นถึงจะได้มัน
ด้วยพลังอำนาจยิ่งใหญ่แห่งเทพจันทราจึงทำให้ทะเลสาบมิมีวันเหือดแห้งหรือถูกเม็ดทรายกลบฝังแต่ทว่ายามใดที่สายลมพัดผ่านกลับมีเสียงหวีดหวิวฟังคล้ายเสียงสตรีกำลังร่ำไห้
“นิทานช่างน่าเศร้าเสียจริง”จ้าวซินผิงอดทอดถอนใจออกมามิได้
“ข้าเคยบังเอิญได้พบทะเลสาบจันทร์เสี้ยวแห่งนี้เช่นกันมีความสอดคล้องกับในนิทานอยู่บ้างครั้งนั้นข้าจำได้ว่าเดินตามดาวเหนือเพื่อออกค้นหาสมุนไพรภูติหลังจากคืนนั้นข้าเคยย้อนกลับไปอีกหนทว่ามิพบในภายหลังจึงนึกขึ้นได้ว่าคืนนั้นเป็วันพระจันทร์เต็มดวงเบาะแสนี้จักพอช่วยเ้าได้รึไม่?”
“ช่วยได้มากทีเดียวขอบใจเ้ามากว่าแต่… เ้าได้ลองค้นหาของวิเศษใต้ท้องทะเลหรือไม่?” หญิงสาวถามขึ้นอย่างสนใจ
“มันเป็เพียงเื่เล่าข้ามิกล้าเสี่ยงเอาชีวิตของตนเองลงไปทิ้งใต้น้ำดอก”
ใช่แล้ว…จริงดั่งสหายว่าในคืนนั้นนางเองก็เดินตามดาวเหนือไปเช่นกัน แม้นรอบกายมืดมิดแต่ดวงจันทร์กลับกลมโตสวยงามเป็พิเศษทำให้เด็กหญิงจ้องมองมันอย่างหลงใหลดุจดั่งต้องมนต์สะกด
ในที่สุดปริศนาก็คลี่คลาย…..
ทั้งสองร่ำสุรากันจนรุ่งสางจึงแยกย้าย…..