ภายห้องนั่งเล่นที่ตกแต่งเอาไว้ได้สวยงามราวกับเป็ห้องรับแขกถึงการตกแต่งจะดูไม่ค่อยสดใสนัก แต่เฟอร์นิเจอร์ทั้งหลายที่อยู่ภายในห้องนี้ต่างเป็เฟอร์นิเจอร์หรูหราทั้งสิ้นแม้พวกมันจะดูเก่าแก่เป็อย่างมากก็ตาม
พรมสีแดงที่ปูอยู่บนพื้นซีดจางจนแทบจะกลายเป็สีชมพูเหล่าโคมระย้าและภาพแขวนผนังเองต่างก็ดูชํารุดทรุดโทรมจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม สิ่งของทั้งหมดที่อยู่ภายในห้องนี้สมควรที่จะถูกนำไปเก็บรักษาเอาไว้ในพิพิธพันธ์มากกว่าที่จะนำเอาพวกมันออกมาใช้งานจริงแบบนี้ แต่สิ่งที่แปลกที่สุดเลยก็คือทั้งที่สิ่งของทั้งหลายเหล่านี้ต่างก็ดูเก่าแก่โบราณ แต่ทว่ากลับไม่มีฝุ่นเกาะหรือหยากไย่ให้ได้เห็นเลย
ห้องนี้คือห้องรับรอง เป็ห้องที่อยู่ใต้โถงทางเดินยาวไปสู่ท้องพระโรงนอกจากนี้ยังเป็สถานที่เดียวที่เชื่อมต่อไปยังคลังสมบัติใต้ดินอีกด้วย
ร่างของมิเชลปรากฏขึ้นภายในห้อง เธอเหม่อมองไปรอบห้องที่ดูเงียบเหงาแห่งนี้ซักพัก ก่อนที่จะหันมองประตูบานใหญ่ที่ดูไม่เข้ากับภาพลักษณ์ของห้อง
ประตูตรงหน้านี้เป็ประตูที่ทำมาจากไม้สีดำขนาดใหญ่มีความสูงั้แ่พื้นจรดเพดาน ดูราวกับว่าเป็ประตูที่มีไว้ให้สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาได้ใช้งาน
ประตูที่ดูเหมือนจะมีน้ำหนักมากนี้ได้ถูกมิเชลเปิดออกอย่างช้าๆโดยที่ไม่ต้องใช้แรงอะไร แท้จริงแล้วประตูบานนี้คงจะมีน้ำหนักเบากว่าที่ตาเห็น
สิ่งที่อยู่เื้ัประตูนั้น คือความมืดมิด มืดสนิทราวกับสามารถดูดกลืนแสงสว่างใดๆเข้าไปได้ทั้งหมด เป็ความมืดที่แม้แต่ ‘ไนท์วิชัน’ ก็ยังไม่อาจมองผ่านแม้แต่ตัวมิเชลเองก็ยังไม่สามารถที่จะมองทะลุเข้าไปภายในห้วงลึกอันดำมืดตรงหน้านี้ได้เลย
มิเชลก้าวเดินเข้าไปภายในความมืดมิดนั้น ประตูเื้ัได้ปิดตัวลงความมืดถาโถมเข้าเธอใส่จากทุกทิศทาง ไร้ซึ่งแสงสว่าง ไม่อาจมองเห็น ราวกับว่าตอนนี้ตัวตนของเธอนั้นได้หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับความมืดไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
ผ่านไปไม่นาน อยู่ๆ ก็ได้ปรากฏหมอกลงจัดที่โผล่มาจากที่ไหนก็ไม่อาจทราบได้หมอกนั้นเรืองแสงสีขาวรางๆ ช่วยให้สามารถมองเห็นสภาพโดยรอบได้เล็กน้อย
ภายในหมอกปรากฏร่างของใครบางคน คนผู้นั้นกำลังเดิน—ไม่สิ คนผู้นั้นกำลังลอย ลอยมาในทิศทางของมิเชลอย่างช้าๆ ปรากฏเป็หญิงสาวผมดำผู้มีรูปลักษณ์อันน่าหวาดหวั่นิญญาอิสตรีในชุดขาวบริสุทธิ์ ‘เดซี่ เดบบัค’ นั่นเอง
มิเชลไม่กล่าวอะไร สิ่งที่เธอทำมีเพียงจ้องมองไปยังเดซี่ด้วยสายตาไร้อารมณ์ที่เื้ัของเดซี่ได้ปรากฏเงาร่างภายในม่านหมอกขึ้นมาอีกหกร่าง มีเด็กน้อยสองและผู้ใหญ่อีกสี่
หมอกควันทั้งหมดได้จางหายไป ปรากฏภาพบุคคลที่อยู่ภายในขึ้นมาอย่างชัดเจน
‘ฟรานเชสก้า ลีแวน แอนโดราส’
‘แอนนาเบล ดอลี่’
‘ลูซิเซีย ออบซูควีโอส’
‘เดซี่ เดบบัค’
‘เอมิลิเฮม เดจา ราคุ’
‘ยูเรีย เดอ กลาดิเอต’
และสุดท้าย เด็กสาวน่ารักผู้มีเส้นผมสีชมพูซีดจาง...‘แมรี่’แม้มิเชลจะรู้ดี ว่าเหล่าผู้คนที่อยู่ตรงหน้าเธอนี้นั้นไม่ใช่ตัวจริง ทั้งหมดนี่เป็เพียงภาพลวงตาแต่ทว่า ภาพใบหน้าอันสุดแสนจะผิดหวังของแต่ละคนที่ได้จ้องมองมายังเธอ ก็ได้ทำให้มิเชลรู้สึกราวกับตนเองนั้นไม่มีคุณสมบัติที่จะปกครองพวกเธอทุกคนเลยแม้แต่น้อย
“...หายไปซะ”
มิเชลกล่าวออกมาอย่างเ็า สร้อยกางเขนที่เธอห้อยอยู่คอได้เปล่งแสงออกมาเล็กน้อยทันใดนั้นเอง เหล่าผู้คนตรงหน้านี้ก็ได้ค่อยๆ เลือนหายไป เหมือนกับเงาสะท้อนในน้ำที่ถูกกวน
พื้นที่โล่งได้ปรากฏแก่สายตา มันเป็ห้องโล่งสีดำที่มีบันไดกว้างทอดยาวไปสู่ชั้นใต้ดินเมื่อรับรู้ได้ถึงพลังของสร้อยคอ คบไฟตามผนังก็ได้ถูกจุดขึ้นเองช่วยให้สถานที่แห่งนี้ไม่กลับคืนสู่ความมืดมิดอีกครั้ง
ภาพลวงตาเ่าั้ คือมาตรการป้องกันผู้บุกรุกคลังสมบัติของปราสาทผู้ที่อยู่ในความมืดมิดนั้นจะถูกล้วงลึกเข้าไปภายในจิตใจสะท้อนภาพของสิ่งที่คนผู้นั้นหวาดกลัวออกมาเป็รูปร่าง แต่เนื่องจากมันมีผลเพียงเท่านั้นและไม่สามารถทำอะไรอย่างอื่นได้อีก มันจึงนับว่าเป็เพียงกับดักระดับต่ำที่สามารถใช้กำลังฝ่าเข้าไปได้อย่างไม่ยากเย็น
ยังไงซะก็ยังคงมีกับดักระดับสูงอยู่อีกมากมายถูกติดตั้งเอาไว้ระหว่างทางเดินลงสู่ชั้นใต้ดินแต่สำหรับผู้ที่กำลังสวมสร้อยกางเขนปราสาทดำอย่างมิเชล เธอไม่จำเป็ที่จะต้องกังวลเกี่ยวกับเื่กับดักเ่าั้เลย ถึงแม้ว่ามิเชลจะรู้ถึงวิธีการยกเลิกกับดักโดยไม่จำเป็ต้องใช้สร้อยมาจากหนังสือแห่งการปกครองแล้วก็ตาม
มิเชลเดินลงบันใดไปอย่างช้าๆ เนื่องจากว่าไม่มีเสียงอื่นใดมารบกวนจึงทำให้เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นในทุกย่างก้าวของเธอนั้นดังก้องไปทั่ว
มิเชลเดินต่อไปโดยไม่กล่าวอะไร มีเพียงความเ็าที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าเป็ความเ็าที่แท้จริง แตกต่างจากการปั้นหน้าในแบบที่ตัวเธอเองมักจะกระทำ
ความจริงแล้ว มิเชลสามารถที่จะใช้ผลของสร้อยลบล้างภาพลวงตาระดับต่ำพวกนั้นได้ั้แ่ตอนที่เกิดหมอกลงจัดแล้ว แต่ทว่า ตัวเธอก็ไม่ได้กระทำเช่นนั้น
ในทุกครั้งที่เดินทางมาที่คลังสมบัติ มิเชลก็มักที่จะมามองดูภาพลวงตาเ่าั้อยู่เสมอเพื่อคอยย้ำเตือนตัวเอง ว่าให้พยายามมากขึ้นกว่านี้ เพื่อที่จะให้ตนเองนั้นได้กลายมาเป็ผู้นำที่ดียิ่งกว่าเดิม
ภาระหน้าที่ ที่แบกเอาไว้บนบ่านั้นช่างหนักหนามิเชลรู้ตัวดี ว่าตัวเธอเองนั้นไม่ใช่ผู้นำที่สมบูรณ์แบบ แม้เธอจะได้พยายามอย่างเต็มที่แล้วทว่า ตัวเธอเองก็ยังคงลังเล
เป็เพราะความหวาดกลัว มิเชลจึงไม่กล้าที่จะตอบรับความเชื่อมั่นของทุกคนไม่กล้าที่จะตัดสินใจอะไรออกไปอย่างเด็ดขาด ด้วยความที่กลัวว่า จะทำให้ทุกคนนั้นต้องผิดหวัง
ความจริงแล้ว มิเชลก็เป็เพียงแค่คนขี้ขลาด ‘....คนขี้ขลาดที่ไม่เหมาะสมจะเป็ผู้นำ’
สายตาอันเ็าที่มิเชลกำลังแสดงออกอยู่ในตอนนี้เป็ความเ็าที่เธอกำลังพยายามส่งไปให้ถึงตัวเอง ไม่ใช่คนอื่น ราวกับว่าตัวเธอนั้น้าที่จะกล่าวกับตัวเองว่า‘ทำไมแกถึงขี้ขลาดได้ถึงขนาดนี้’
เสียงส้นสูงได้หยุดลง มิเชลได้เดินลงมาจนถึงประตูชั้นใต้ดินเป็ที่เรียบร้อยแล้วประตูตรงหน้าเธอนี้เป็เพียงแค่ประตูไม้ธรรมดาที่ไม่ได้มีกับดักอะไรซ่อนเอาไว้เพราะถ้าหากว่าผู้บุกรุกสามารถที่จะฝ่าเข้ามาจนถึงประตูนี้ได้จริง นั่นก็แปลว่าต่อให้มีกับดักอื่นใดหลงเหลืออยู่อีกก็ไร้ความหมาย
เพียงแค่ประตูถูกแง้มออกเล็กน้อยแสงสว่างเจิดจ้าราวกับดวงอาทิตย์ก็ได้พรั่งพรูออกมาไม่หยุด กลิ่นไออันศักดิ์สิทธิ์หนาแน่นได้ลอยโชยออกมาจากรอยแยกนั้นสร้างบรรยากาศของโลกที่แตกต่างจากเดิมราวฟ้ากับเหว
ประตูได้ถูกเปิดออกราวกับที่แห่งนี้นั้นเป็โลกแห่งแสง ต้องใช้เวลาพักใหญ่ๆ เลยทีเดียวกว่าที่สายตาของมิเชลนั้นจะปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วนี้ได้
มิเชลก้าวเดินเข้าไปข้างใน ประตูเื้ัได้ปิดตัวลง
เบื้องหน้ามิเชลนี้คือพื้นที่สีขาวยาวสูง กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา สมบัติมากมายถูกกองรวมกันเอาไว้อย่างไร้ระเบียบกองเล็กบ้าง กองใหญ่บ้าง กระจายตัวกันเป็กลุ่มก้อนขนาดั์อยู่ทั่วอาณาบริเวณ
สรรพาวุธมากมายกระจายตัวกันอยู่ทั่วไม่ว่าจะเป็ดาบใหญ่ หอก ขวาน โล่ ค้อน ธนู คธา และอื่นๆ อีกมากมายที่ยังคงถูกทับถมเอาไว้ใต้กองสมบัติขนาดมหึมา
นอกจากนี้ก็ยังมีอุกกรณ์สวมใส่อีกหลายชนิดมีทั้ง เสื้อผ้าธรรมดา ชุดเกราะ หมวก หน้ากาก เครื่องประดับชิ้นเล็กๆ อย่างพวกแหวนสร้อยคอ กำไลข้อมือ ปลอกคอ ฯลฯ
ความจริงแล้วที่แห่งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่อุปกรณ์ทางการทหารเท่านั้น จะเรียกว่ามีครบทุกอย่างเลยก็ว่าได้ั้แ่ ทองคำ อัญมณี เพชรพลอย ม้วนตำรา โพชันบางชนิด ภาพเขียนโบราณ ภาพวาดรูปปั้นแกะสลัก ต้นไม้บางชนิด แม้แต่เฟอร์นิเจอร์ก็ยังมีให้เห็น จำพวก ช้อน ซ่อมจาน ชาม โต๊ะ พรม ผ้าม่าน ตู้นาฬิกา รถม้าหรูไปจนถึงเรือขนาดใหญ่ที่ไม่รู้ว่าเอามาใส่ไว้ในนี้ได้ยังไง?
ทุกสิ่งที่กล่าวมานี้ล้วนแล้วแต่มีของธรรมดาไปจนถึงระดับหรูหราและยอดเยี่ยมแต่การที่พวกมันกระจัดกระจายกันอยู่มั่วๆ แบบนี้ ทำให้ไม่ว่าใครได้เห็นก็เป็ต้องคิ้วขมวดนอกจากนี้ ในจุดที่อยู่ห่างไกลสุดลูกหูลูกตา ยังมีกองหนังสือขนาดมหึมาที่มีหนังสือกองรวมกันอยู่มากมายนับไม่ถ้วนอีกด้วย
สมบัติส่วนใหญ่ภายในห้องนั้นส่งกลิ่นไอศักดิ์สิทธิ์อันรุนแรงออกมาช่วยฟอกอากาศให้สถานที่แห่งนี้บริสุทธิ์ เมื่อได้สูดดม มิเชลก็รู้สึกสงบใจลงบ้างเล็กน้อยความขุ่นเคืองที่มีอยู่ภายในจิตใจก่อนหน้าเองก็ค่อยๆ มลายหายไปทีละน้อยแล้วด้วยเช่นกัน
ที่แห่งนี้นั้นช่างแตกต่างจากปราสาทร้างที่เต็มไปด้วยผีสิงคงจะไม่มีใครเชื่อแน่ ว่ามีสถานที่แบบนี้อยู่ภายใต้ปราสาทสีดำอันน่าหวาดหวั่น
ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมาคลังสมบัติแห่งนี้เป็ที่ที่ช่วยให้มิเชลรู้สึกสงบใจได้มากที่สุดแสงสีขาวสดใสส่องสว่างไปทั่ว ถึงแม้จะไม่ได้มีการตกแต่งอะไร แต่เพียงแค่มองไปรอบๆ ก็ทำให้มิเชลรู้สึกใจชื้นนอกจากนี้ กลิ่นไอศักดิ์สิทธิ์ที่กระจายอยู่ทั่วก็ยังทำให้เธอรู้สึกสงบและไม่มีความคิดฟุ้งซ่านอะไรเข้ามาในหัว
ตลอดระยะเวลาที่มิเชลได้อาศัยอยู่ภายในปราสาทสีดำแห่งนี้ทำให้จิตใจของเธอรู้สึกหดหู่เป็อย่างมาก แต่โชคยังดี ที่มิเชลมีสถานที่แห่งนี้คอยเยียวยาจิตใจเป็เพราะเหตุนี้ มิเชลจึงยังไม่กลายเป็บ้าไปซะก่อน
มิเชลสูดเอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไปเฮือกใหญ่ก่อนที่จะถอนหายใจออกมาอย่างปลอดโปร่ง การที่ภายในคลังสมบัตินั้นมีไอเทมปลดปล่อยออร่าศักดิ์สิทธิ์ออกมามากมายถึงเพียงนี้ เพียงแค่แง้มประตูออกเล็กน้อยก็คงจะทำให้ปีศาจร้ายระดับสูงกลายเป็เถ้าถ่านได้อย่างไม่ยากเย็น นี่คือหนึ่งในเหตุผลหลักที่มิเชลไม่้าให้ใครเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้
ทว่าเหตุผลจริงๆนั้นก็คือ หนังสือ
ตัวมิเชลที่ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับตัวเองหลงเหลืออยู่เลยนั้นโชคดีที่มีหนังสือให้ได้อ่านหนังสือมากมายกระจายอยู่ทั่วคลังสมบัติ ั้แ่หนังสือความรู้ หนังสือนิยาย ไปจนถึงนิยายผู้ใหญ่แต่ทว่า ความรู้เ่าั้ส่วนใหญ่มักจะเป็ข้อมูลเกี่ยวกับโลกที่เธอจากมา ไม่ค่อยมีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับโลกใบนี้มากนัก
ถ้าหากว่าสหายของเธอ...ถ้าหากว่ายัยพวกนั้นได้มาอ่านหนังสือเหล่านี้พวกเธอก็อาจจะคาดเดาได้ว่าพวกตนนั้นเป็เพียงตัวละครในเกม ไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง
ถ้าเป็แบบนั้นแล้ว...พวกเธอทุกคนจะรู้สึกยังไงกันนะ?
มิเชลสลัดความคิดไร้สาระออกไปจากหัวถึงแม้ว่าโลกใบนี้จะเหมือนเกม แต่โลกใบนี้มันอาจจะไม่ใช่เกมก็ได้มีความเป็ไปได้สูงว่าพวกเธอทุกคนนั้นจะมีตัวตนอยู่จริง เว้นก็เพียงแต่ตัวละครผู้ช่วย‘ฟรานเชลก้า’ที่มิเชลนั้นเป็คนสร้างเธอขึ้นมาด้วยมือของเธอเอง
มิเชลได้เดินเข้าหาตู้โชว์เครื่องประดับที่อยู่ใกล้ๆ เื้ักระจกใสนั่นมีเครื่องประดับถูกวางเรียงรายเอาไว้มากมายหลายชนิดพวกมันล้วนถูกจัดแจงเอาไว้ภายในตู้โชว์อย่างเป็ระเบียบ ไม่ว่าจะเป็ศร้อยคอ ต่างหู แหวน กำไล และอื่นๆ
ความจริงแล้วหากได้ลองมองลงมาจากมุมสูง ก็จะสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าสมบัติทั้งหลายที่อยู่ภายในคลังสมบัติแห่งนี้นั้นถูกแบ่งออกได้เป็สองกองใหญ่ๆ โดยที่มีกองย่อยเล็กๆกระจายตัวกันอยู่ทั่ว
กองทางซีกซ้ายนั้นมีน้อยกว่าส่วนกองซีกขวานั้นมีอยู่รวมกันเยอะมาก
พวกสมบัติที่อยู่ในกองซีกซ้ายนี้ก็คือสมบัติที่ตัวมิเชลเองได้ใช้ดวงตาประเมินตรวจเช็คคุณสมบัติดูไปทั้งหมด ของสำคัญที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ก็จะถูกเก็บรักษาเอาไว้แบบลวกๆภายในภาชนะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็ตู้เก็บของ ตู้ผนึก ตู้โชว์ กระเป๋า กล่องเก็บสมบัติไห แจกัน และอื่นๆ ที่สามารถยัดไอเทมใส่ลงไปได้
แม้ว่าตัวมิเชลเองจะอาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนี้มานานถึงเจ็ดปีทว่าก็ไม่มีท่าที่ว่าเธอจะสามารถประเมินสิ่งของทุกชิ้นภายในคลังสมบัติแห่งนี้ได้หมดหลักฐานก็คือ กองสมบัติที่กองอยู่กันรวมกันหลายๆ หย่อมทางซีกขวานี่มันไม่ใช่งานที่มิเชลจะสามารถทำสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียวเลย
ทางด้านไอเทมที่ไม่ได้ถูกเก็บใส่ภาชนะที่อยู่ทางซีกซ้ายนั้นก็ไม่ใช่ว่าพวกมันไม่ดี พวกมันส่วนใหญ่ล้วนเป็ของระดับสูงแถมยังให้โบนัสสเตตัสต่างๆ ในระดับที่สูงสุดๆ อีกด้วย เพียงแต่ว่าพวกมันไม่มีประโยชน์เลยสำหรับเผ่าพันธุ์ต้องสาป
ระดับของไอเทมต่างๆที่มิเชลเคยพบนั้นมี ระดับคอมมอน(common) ระดับอันคอมมอน(uncommon) ระดับแรร์(rare) ระดับชูปเปอร์แรร์(super rare) ระดับยูนีค(unique) ระดับอีปิค(epic) ระดับแบรส(bless) ระดับเลเจนด์(legend)และระดับสุดท้าย...ระดับโอเวอร์ลอร์ด(overlord)
สิ่งที่ไอเทมเหล่านี้มีเหมือนๆกันเลยก็คือ ยิ่งเป็ของที่มีความสามารถพิเศษเยี่ยมก็จะยิ่งถูกจัดเป็ของระดับสูงของระดับคอมมอนนั้นเป็ของที่พบได้ยากที่สุดในที่แห่งนี้ ไปจนถึงระดับสุดท้ายระดับโอเวอร์ลอร์ด ที่มิเชลค้นพบเพียงแค่ชิ้นเดียวซึ่งก็ชือชุดเดรสสีแดงที่เธอสวมอยู่ ส่วนเื่ที่ว่ายังคงมีของระดับสูงกว่านี้ไหมมิเชลเองก็ยังไม่แน่ใจ เพราะเธอยังไม่เคยพบของแบบนั้นมาก่อน
ไอเทมในโลกนี้นั้นไม่มีข้อจำกัดการสวมใส่ไม่ว่าจะมีระดับเลเวลใดก็สามารถที่จะหยิบอาวุธมาใช้ได้ขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้จะสามารถดึงประสิทธิภาพของอาวุธนั้นๆ ออกมาใช้งานได้แค่ไหนยกตัวอย่างเช่น ถ้าหากให้เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ มาใช้ค้อนขนาดใหญ่ แต่ว่าค้อนอันนั้นหนักเกินไปจนเด็กผู้หญิงยกไม่ไหวนั่นก็ถือว่าเด็กคนนั้นไม่อาจนำประสิทธิภาพสูงสุดของอาวุธนั้นออกมาใช้ให้เห็นได้
นั่นคือสิ่งที่อาวุธหรือเครื่องสวมใส่ทั้งหลายมีเหมือนๆกันแต่ทว่าพวกมันก็ยังคงมีข้อแตกต่างบางอย่างอยู่
ภูตผี ปีศาจแวมไพร์ ผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในเขตปราสาทราตรีทมิฬต้องสาปแห่งนี้ ล้วนแล้วแต่เป็เผ่าพันธุ์ต้องสาปทั้งสิ้นเผ่าพันธุ์ต้องสาปนั้นจำเป็ที่จะต้องสวมใส่อุปกรณ์ต้องสาป จึงจะได้รับโบนัสสเตตัสมาจากอุปกรณ์นั้นๆ
โบนัสสเตตัสเป็สิ่งที่จะได้รับมาจากอุปกรณ์สวมใส่ที่มีรูนสลักไว้โดยที่ไม่ว่าจะเป็อุปกรณ์ระดับใดก็สามารถมีรูนได้หมดโดนที่ตัวรูนนี้จะเป็ตัวช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับผู้ใช้งานอุปกรณ์เพียงแต่ว่า เผ่าพันต้องสาปนั้นเป็ข้อยกเว้น ที่จะไม่ได้รับผลพิเศษเ่าั้
ก็ไม่เชิงว่าเผ่าพันธุ์ต้องสาปจะไม่สามารถสวมใส่อุปกรณที่มีรูนได้ถึงแม้ว่าจะยังคงใช้ผลพิเศษของอุปกรณ์นั้นๆ ได้อยู่ แต่ทว่าก็จะไม่ได้รับโบนัสสเตตัสใดๆ จากอุปกรณ์ แบบนั้นมันก็ไม่ต่างไปจากการสวมใส่อุปกรณ์ธรรมดาเท่าไรนักยิ่งถ้าสวมใส่อุปกรณ์ศักดิ์สิทธิ์ เผ่าพันธุ์ต้องสาปที่อ่อนแอก็อาจจะกลายเป็ผุยผงได้ในทันทีถ้าแข็งแกร่งหน่อยก็อาจจะรู้สึกเ็ปอยู่ตลอดเวลา
อุปกรณ์ต้องสาปนั้นคล้ายกับรูนแต่ก็ไม่เชิงว่าเหมือนแม้อุปกรณ์ต้องสาปจะให้ผลทางด้านลบตรงข้ามกับรูนสำหรับเผ่าพันธ์ทั่วไป แต่ทว่ากลับให้ผลลัพท์ที่ดีกับเผ่าพันธุ์ต้องสาป
ตัวมิเชลเองก็เป็เผ่าพันธุ์ต้องสาปเช่นกันถึงแม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าตนเองนั้นเป็เผ่าพันธุ์ก็ตามแต่การที่เธอได้รับผลพิเศษมาจากชุดสีแดงที่เธอสวมใส่ก็นับเป็เครื่องยืนยัน เผ่าพันธุ์ต้องสาปก็จำเป็ที่จะต้องสวมใส่อุปกรณ์ต้องสาปเพียงแต่ว่า ภายในคลังสมบัติแห่งนี้กลับมีแต่อุปกรณ์ศักดิ์สิทธิ์อยู่เต็มไปหมด
ราวกับแกล้งกันหลังจากที่มิเชลค้นหาอยู่นานหลายปี เธอกลับพบอุปกรณ์ต้องสาปเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้นบางที อาจจะมีชิ้นอื่นๆ อยู่ภายใต้กองสมบัติซีกขวานั่น แค่มิเชลยังหาเจอไม่ครบก็เท่านั้นเอง
เพียงแต่ว่า ‘มันก็มีข้อยกเว้นเื่อุปกรณ์สวมใส่ของเผ่าพันธุ์ต้องสาปอยู่บ้างเช่นกัน’
มิเชลคิดเช่นนั้นในพลางจ้องมองไปยังข้อมือขวาของตนที่สวมถุงมือสิ่งที่มิเชลกำลังจ้องอยู่...อยู่ภายใต้ถุงมือนั้น