คนแปลกหน้าคนที่สองยืนอยู่ในสถานีพยาบาลเขาต่างจากนายทหารที่ไม่มีทางทำให้คนรู้สึกดีได้และหนอนหนังสือที่เอาแต่กล่าวคำขอโทษอย่างน่าประหลาดใจคนผู้นี้ทำให้รู้สึกสนิทสนมได้ตั้งแต่แรกเห็น ทั้งยังมีระยะเยาว์วัยคนหนึ่งอยู่ข้างกายเขาด้วย
“ท่านนี้เป็นหัวหน้าบาทหลวงจากฝ่ายคริสตจักร”มีคนแนะนำให้หลิงเซียว
หลิงเซียวรู้สึกประหลาดใจที่หัวหน้าบาทหลวงมาเยี่ยมเขาแต่ก็ยังกล่าวทักทายอย่างสุภาพ
“สวัสดีครับท่านหัวหน้าบาทหลวงแล้วคนนี้คือ...?”
“หลิงเซียว” ซังหยางเพิ่งจะกล่าวออกมาแค่สองคำก็รู้สึกจุกในลำคอ คำพูดที่เตรียมไว้ล่วงหน้ากลับพูดไม่ออกเลยสักคำ
“นายรู้จักฉัน” หลิงเซียวไม่ค่อยเข้าใจ “นายเป็นนักเรียนของปี้คงเหรอ”
ซังหยางส่ายหน้า “ฉันคือซังหยาง”
“ซังหยาง” หลิงเซียวทวนชื่ออีกรอบหนึ่ง เหมือนกับเคยได้ยินชื่อนี้ที่ไหนมาก่อน
“ว่าแต่ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ได้ทำไมวันนี้ถึงมีคนมาเยี่ยมฉันเยอะขนาดนี้ แต่ฉันกลับไม่รู้จักสักคนเลย ทำไมพวกนายถึงมีท่าทางรู้สึกผิดเหมือนกับว่าฉันทำอะไรมาอย่างนั้นแหละ”
“หลิงเซียว” ซังหยางคว้ามือของเขา “แม้ว่าตอนนี้นายจะจำอะไรไม่ได้แต่ว่านายเคยช่วยชีวิตฉัน ฉันจะขอบคุณนายตลอดไป และก็จะอิจฉานายเหมือนเดิม เพราะว่าความสัมพันธ์ของนายกับอิ๋งเฟิงดีขนาดนั้น...”
“ฉันมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอิ๋งเฟิงงั้นเหรอ”หลิงเซียวขัดจังหวะเขา “นายจำอะไรผิดหรือเปล่าฉันจะไปสนิทกับหมอนั่นได้ยังไง”
“เปล่าเลย ฉันเห็นกับตาว่าพวกนายเข้ากันได้ดีพวกนายนั่นแหละที่คืนความมั่นใจในเรื่องของความรักให้ฉัน เขายอมสละชีวิตเพื่อนายด้วยซ้ำ”
หลิงเซียวชักมือกลับอย่างเย็นชา “ฉันคิดว่านายจำผิดคนแล้ว”
หลังจากพูดจบเขาก็หันหลังเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองซังหยางกังวลใจอยากจะตามไปปฏิเสธ แต่ถูกหัวหน้าบาทหลวงหยุดไว้และส่ายหัวให้เขาเงียบๆ
“แต่ว่า” ซังหยางก้มหน้า ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ “ทั้ง ๆที่พวกเขาไม่ได้เย็นชาต่อกันขนาดนั้น ต่อให้ตอนนี้หลิงเซียวจะจำไม่ได้ ผมก็ไม่อยากให้ความทรงจำของเขาจดจำช่วงเวลานั้นแบบผิดๆ”
“สำหรับเขาแล้ว นี่ก็อาจไม่ใช่เรื่องที่ดีเหมือนกันการสูญเสียคนที่รักอย่างสุดหัวใจไป เจ็บปวดยิ่งกว่าสูญเสียคนที่เกลียดชังอีกนะ”
ผู้มาเยือนอีกคนมาถึง แต่ในครั้งนี้หลิงเซียวก็มีปฏิกิริยาตอบสนองที่ต่างไปจากเดิม
“ครูใหญ่ ในที่สุดครูก็มาสักทีครูมารับผมใช่ไหมครับ ผมไม่อยากอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว”
ครูใหญ่สำรวจอีกฝ่ายอย่างละเอียดตั้งแต่หัวจรดเท้ารอบหนึ่งดูเหมือนหลิงเซียวจะไม่ได้สังเกตว่าตัวเองสูงกว่าเขาอย่างเห็นได้ชัด หรือไม่ใช่ว่าเด็กนี่ไม่ได้สังเกตแต่ไม่สนใจที่จะสังเกตมากกว่า
“ครูใหญ่ ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะฆ่าตัวตายนะผมก็แค่ไม่ระวังเลยพลัดตกลงไปจริง ๆรบกวนครูช่วยอธิบายกับคนที่นี่แล้วปล่อยผมออกไปได้ไหมครับ”
ที่แท้ความทรงจำของหลิงเซียวก็หยุดอยู่ตรงนี้ ครูใหญ่คิดในใจครั้งก่อนเขาใช้ศูนย์ควบคุมโรคทำให้หลิงเซียวมีความมั่นใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่ว่าตอนนี้ยังจำเป็นต้องไปที่ศูนย์ควบคุมโรคอยู่อีกหรือเปล่านะ
ครูใหญ่ไม่ได้พูดอะไรมาก หลิงเซียวเองก็ไม่ได้สงสัยและมองไปยังด้านหลังของเขา “คุณหมอเหยาไถล่ะครับ ทำไมคุณหมอเหยาไม่ได้มาด้วย เธอยังโกรธผมอยู่ใช่ไหม ผมต้องอธิบายให้เธอเข้าใจถึงจะถูก”
“คุณหมอเหยาไถ เธอ…จะไม่มีวันมาแล้ว” ครูใหญ่พูดช้า ๆ อย่างขมขื่น
“ทำไมล่ะครับ” หลิงเซียวสะเทือนใจเล็กน้อย “เธอผิดหวังกับผมขนาดนี้เลยเหรอ”
ครูใหญ่ลังเลและเปิดโทรทัศน์ในห้องคนไข้
“นี่คุณกำลังทำอะไรน่ะ”หัวหน้าบาทหลวงเห็นแล้วถามเขาอย่างงุนงง
“เขามีสิทธิ์ที่จะรู้ความจริงไม่ช้าก็เร็วเขาจะต้องรู้ คุณไม่สามารถทำให้เขาอยู่ในความมืดได้ตลอดไป สักวันเขาจะรู้ความจริงและการหลอกลวงทั้งหมดของคุณที่ทำกับเขาจะกลายเป็นความเจ็บปวด แม้ว่าการสูญเสียคนที่รักจะทำให้เขาเจ็บปวดแต่นั่นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาที่เกิดขึ้นแล้ว และไม่มีใครเลือกแทนเขาได้”
หัวหน้าบาทหลวงได้ยินคำพูดของเขาแล้วก็เงียบงันไม่พูดอะไรอีก
จอโทรทัศน์กำลังถ่ายทอดสดข่าวในประเทศ
“...อวี้เฉวียน ผู้ช่วยนักวิจัยของฐานถูกกองทัพจับกุมอย่างเป็นทางการในวันนี้ เขาถูกตั้งข้อหาสองกระทงในข้อหาร่วมมือกับศัตรูและเจตนาฆ่าตามรายงานของแหล่งข่าวไม่ระบุชื่อ เขามีการติดต่ออย่างใกล้ชิดกับไท่อิน อาชญากรที่เป็นที่ต้องการตัวมากที่สุดของกองทัพในเวลาเดียวกันก็ถูกสงสัยว่าสังหารอดีตหัวหน้านักวิจัยจื๋อซั่งและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเหอกุยศาลทหารจะทำการไต่สวนในเร็ววันนี้...”
“ล้อเล่นอะไรกันเนี่ย”ผ่านไปเนิ่นนานก่อนที่หลิงเซียวจะพูดขึ้น “อะไรคือการฆาตกรรมอดีตหัวหน้านักวิจัยจื๋อซั่งศาสตราจารย์จะตายได้ยังไง แล้วอดีตหัวหน้านักวิจัยคืออะไร ผมเพิ่งจะเจอเขาเมื่อไม่นานมานี้เอง
“แล้วก็คนที่ชื่อว่าอวี้เฉวียนไม่ใช่รุ่นน้องของศาสตราจารย์เหรอไม่ใช่ว่าเขาไปรายงานเรื่องของอาจารย์ตัวเองที่กรมทหารหรอกเหรอ ทำไมถึงกลายเป็นการสมรู้ร่วมคิดกับเขาไปได้นี่จะต้องเป็นเรื่องโกหกใช่ไหม”
สายตาของหลิงเซียวกวาดไปมาอยู่บนใบหน้าคนเหล่านั้นหวังว่าจะมีใครสักคนที่ก้าวออกมายืนยันคำพูดเขาได้
แต่ว่าน่าเสียดาย นอกจากสีหน้าสับสนของซังหยางแล้วก็ไม่มีใครพูดอะไรเลย
“ครูใหญ่ครับ” ท่าทางหลิงเซียวเริ่มขึงขังขึ้นมา “นี่มันเรื่องอะไรกันแน่”
ครูใหญ่ตอบอย่างใจเย็น “ก็เป็นเหมือนที่เธอเห็นนั่นแหละ ศาสตราจารย์จื๋อซั่งถูกฆาตกรรมเมื่อหลายเดือนก่อนตอนที่เธอจบจากปี้คงแล้วเข้าเรียนต่อในโรงเรียนทหารอวี้เทียน เขาก็ไปเกิดใหม่แล้ว”
ข่าวนี้เหมือนฟ้าผ่าลงมาในวันที่สดใสสำหรับหลิงเซียว “แล้วคุณหมอเหยาล่ะครับ คุณหมอเหยารู้เรื่องนี้หรือเปล่า”
“ตามศาสตราจารย์จื๋อซั่งไปเกิดใหม่แล้วเธอเป็นคนไปส่งคุณหมอเหยาด้วยตัวเอง”
หลิงเซียวยืนอึ้งอยู่ที่เดิมเงียบๆ ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกสงสารเมื่อเห็นท่าทางของเขา หลังจากนั้นครู่ใหญ่เขาก็ค่อยๆ ถอยหลังทีละก้าว สุดท้ายก็นั่งลงบนเตียง
“ผมไม่เชื่อ” เขาพูด “พวกคุณจะต้องหลอกผมแน่ ๆนี่เป็นการแสดงละครใช่ไหม หรือเป็นเพราะผมฆ่าตัวตาย พวกคุณก็เลยคิดวิธีนี้มากระตุ้นผมถ้าเป็นอย่างนั้นละก็ ผมว่าพวกคุณชนะแล้ว ผมผิดไปแล้ว ผมจะไม่ฆ่าตัวตายอีก ผมรู้ว่าชีวิตมันมีค่าพวกคุณเลิกร่วมมือกันเล่นละครได้แล้ว”
“ไม่มีใครเล่นละครทั้งนั้น”หัวหน้าบาทหลวงเห็นดังนี้ก็พูดต่อ “ลูกเคยเจอกับทุกคนที่นี่มาแล้วซังหยางเป็นคนที่ลูกไปช่วยมาจากอวกาศด้วยตัวเอง เขาคือทาสพันธะที่กลับชาติมาเกิดของไท่อินตั้งแต่ตื่นขึ้นก็ถูกไท่อินกักขังไว้ตลอดเวลาจนกระทั่งได้เจอลูก
“ลูกยอมผิดใจกับไท่อินเพื่อช่วยเหลือเขาไท่อินจึงใช้วิธีพิเศษลบความทรงจำของลูก ทำให้ลูกเข้าใจผิดนึกว่าตัวเองเพิ่งจะเสร็จสิ้นพิธีบรรลุนิติภาวะมาหมาดๆ อันที่จริงตอนนี้ลูกเข้าโรงเรียนทหารอวี้เทียนและเรียนหนังสืออยู่ที่นั่นมาสักพักหนึ่งแล้วเนื่องจากผลงานที่โดดเด่นของลูก กรมทหารจึงให้การเชิดชูและจอมพลก็มอบรางวัลให้กับลูกเป็นการส่วนตัวตอนนั้นพ่อก็อยู่ที่นั่นด้วย”
หลิงเซียวมีสีหน้าสับสน ราวกับกำลังฟังเรื่องของคนอื่น
“พ่อรู้ว่าแรก ๆมันอาจยากที่ลูกจะยอมรับ แต่พ่อก็อยากให้ลูกรู้ว่าลูกกับอิ๋งเฟิง นายพันธะของลูก ต่างเป็นวีรบุรุษของเทียนซู่และเป็นความภาคภูมิใจของประชาชน ไม่เพียงแค่ซังหยางเท่านั้น ทุกคนจะขอบคุณพวกลูกไปตลอดกาล”
สายตาของหลิงเซียวหยุดอยู่ที่ซังหยาง “ซังหยาง?”
ซังหยางรีบพูด “ฉันเอง ฉันซ่อนตัวอยู่ในยานกู้ภัยฉุกเฉินและหนีจากไท่อิน ถ้าไม่ใช่เพราะนายวิญญาณของฉันคงแตกสลายไปนานแล้ว ไม่มีทางที่จะมายืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างปลอดภัย”
ในที่สุดหลิงเซียวก็รู้ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกคุ้นกับชื่อนี้เขาเคยเห็นชื่อเดียวกันนี้ในคอมพิวเตอร์ของไท่อิน ที่แท้คนผู้นี้ก็คือระยะเยาว์วัยคนนั้นที่ถูกลักพาตัวไป
หัวหน้าบาทหลวงเอ่ยย้ำกับเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ถ้าลูกมีคำถามอะไรอีก ก็ถามมาได้เลย พวกเราจะตอบลูกอย่างหมดเปลือก”
“คุณบอกว่า...ผมกับอิ๋งเฟิง...พวกเราอยู่ด้วยกันเหรอครับ”
“ใช่” หัวหน้าบาทหลวงพยักหน้า
“แล้ว...อิ๋งเฟิงล่ะครับ”
ทุกคนเงียบงัน คำว่าตอบอย่างหมดเปลือกสี่คำนี้พูดง่ายแต่พอถูกถามเข้าจริง ๆ จะให้พวกเขาปริปากได้อย่างไร
หลิงเซียวก้าวถอยหลังเข้ามุม ถึงทำเช่นนี้แล้วเขาก็ยังรู้สึกไม่ปลอดภัยดังนั้นจึงคว้าเสี่ยวฮุยมากอดเอาไว้เพื่อซ่อนความวุ่นวายใจของตัวเอง การถูกจ้องมองด้วยความเห็นอกเห็นใจของผู้อื่นทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจและการเป็นจุดสนใจก็ยิ่งยากจะตั้งสมาธิเพื่อคิด
“ผมอยากอยู่เงียบ ๆสักพัก พวกคุณปล่อยให้ผมได้คิดคนเดียวเถอะ”
ทุกคนจนปัญญา ทำได้เพียงจากไปก่อน
“คุณยังอยากอยู่ที่นี่ต่อไหม”หัวหน้าบาทหลวงกำลังจะพาซังหยางกลับไป เมื่อเห็นครูใหญ่ยืนอยู่ข้างนอกก็ถามขึ้น
“อืม ผมอยากอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนเขาอีกหน่อย”
“ก็ได้ ถึงยังไงคนที่อยู่ในความทรงจำของเขาและสามารถมาถึงที่นี่ได้ก็มีแต่คุณแล้ว”
“เจอคนที่นายอยากเจอแล้ว”ซิงโหลวกับไท่อินเฝ้าติดตามทุกสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ผ่านหน้าจอจากที่ไกลๆ ที่ไหนสักแห่ง ฝ่ายทหารแยกซังหยางออกไปแล้ว การตามหาเขามันไม่ง่ายเลยจริง ๆ
“จากนี้นายคิดจะทำยังไงต่อ”ซิงโหลวถาม “กองทัพกักตัวนักเรียนของนายไว้ในฐานะผู้ต้องหาไปแล้วนายไม่เป็นไรจริง ๆ เหรอ เขาเป็นนักเรียนคนสุดท้ายของนายแล้วนะ”
“ศิษย์ทรยศแบบนั้น ฉันไม่ต้องการ”ไท่อินยืนสองมือไพล่หลัง “ฉันแค่ประเมินความโง่ของพวกทหารต่ำไปคิดไม่ถึงว่าพวกนั้นจะเชื่อว่าทั้งหมดนั่นเป็นฝีมือของเขา”
ไท่อินจับจ้องทุกอิริยาบถของซังหยาง “แต่นี่ก็เท่ากับว่าช่วยงานฉันไปเปลาะใหญ่ ฉันควรจะขอบคุณพวกเขาถึงจะถูก จากนี้ไปพวกเราก็แค่ต้องอดทนรอ”
มีโบสถ์เล็ก ๆหลังหนึ่งใกล้กับสถานีพยาบาล ซังหยางร่วมเป็นสมาชิกของฝ่ายคริสตจักรตามหัวหน้าบาทหลวงนานแล้วในฐานะผู้ศรัทธาคนหนึ่ง เมื่อเดินผ่านโบสถ์เขาก็เอ่ยว่าจะเข้าไปอธิษฐาน
“ถ้าจะอธิษฐาน กลับไปอธิษฐานที่โบสถ์ของพวกเราก็ได้ทำไมต้องเป็นที่นี่ด้วย”
“ที่นี่อยู่ใกล้หลิงเซียวที่สุดผมอยากจะขอให้พระเจ้าคุ้มครองเขาด้วย และหวังว่าเขาจะฟื้นความทรงจำได้เร็วที่สุด”
เมื่อหัวหน้าบาทหลวงนึกถึงหลิงเซียวดวงตาก็หม่นหมองลง“ก็ได้”
พวกเขาเดินเข้าไปในโบสถ์ด้วยกัน ซังหยางคุกเข่าลงตรงหน้ารูปปั้นสวดอ้อนวอนให้หลิงเซียวด้วยความศรัทธา
“หัวหน้าบาทหลวง คุณว่าพระเจ้าจะได้ยินคำอธิษฐานของผมหรือเปล่า”
“แน่นอน ไม่ว่าเธอจะอธิษฐานจากที่ไหนพระเจ้าก็จะได้ยินเสมอ”
ซังหยางลุกขึ้นยืน “ไหน ๆ ก็มาแล้ว ผมก็อยากสารภาพบาปด้วย ให้เวลาผมไม่กี่นาทีก็พอ”
“ได้” หัวหน้าบาทหลวงพยักหน้าอนุญาต
เขารออยู่หน้ารูปปั้น ทหารที่จอมพลส่งมายืนตรงเป็นสองแถว
เวลาผ่านไป ซังหยางยังไม่มีทีท่าว่าจะออกมา
หัวหน้าบาทหลวงเดินไปหน้าห้องสารภาพบาป
“ซังหยาง เรียบร้อยแล้วรึยัง”
ไม่มีใครตอบ
เขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงออกแรงผลักประตูไม้ออก
ข้างในไม่มีใครอยู่
ซังหยางหายไปแล้ว