กฎรักพันธะเลือด เล่ม 1-3 [นิยายแปล]

    ตอนที่ 154

            คนแปลกหน้าคนที่สองยืนอยู่ในสถานีพยาบาลเขาต่างจากนายทหารที่ไม่มีทางทำให้คนรู้สึกดีได้และหนอนหนังสือที่เอาแต่กล่าวคำขอโทษอย่างน่าประหลาดใจคนผู้นี้ทำให้รู้สึกสนิทสนมได้ตั้งแต่แรกเห็น ทั้งยังมีระยะเยาว์วัยคนหนึ่งอยู่ข้างกายเขาด้วย

            “ท่านนี้เป็นหัวหน้าบาทหลวงจากฝ่ายคริสตจักร”มีคนแนะนำให้หลิงเซียว

            หลิงเซียวรู้สึกประหลาดใจที่หัวหน้าบาทหลวงมาเยี่ยมเขาแต่ก็ยังกล่าวทักทายอย่างสุภาพ

            “สวัสดีครับท่านหัวหน้าบาทหลวงแล้วคนนี้คือ...?”

            “หลิงเซียว” ซังหยางเพิ่งจะกล่าวออกมาแค่สองคำก็รู้สึกจุกในลำคอ คำพูดที่เตรียมไว้ล่วงหน้ากลับพูดไม่ออกเลยสักคำ

            “นายรู้จักฉัน” หลิงเซียวไม่ค่อยเข้าใจ “นายเป็นนักเรียนของปี้คงเหรอ”

            ซังหยางส่ายหน้า “ฉันคือซังหยาง”

            “ซังหยาง” หลิงเซียวทวนชื่ออีกรอบหนึ่ง เหมือนกับเคยได้ยินชื่อนี้ที่ไหนมาก่อน

            “ว่าแต่ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ได้ทำไมวันนี้ถึงมีคนมาเยี่ยมฉันเยอะขนาดนี้ แต่ฉันกลับไม่รู้จักสักคนเลย ทำไมพวกนายถึงมีท่าทางรู้สึกผิดเหมือนกับว่าฉันทำอะไรมาอย่างนั้นแหละ”

            “หลิงเซียว” ซังหยางคว้ามือของเขา “แม้ว่าตอนนี้นายจะจำอะไรไม่ได้แต่ว่านายเคยช่วยชีวิตฉัน ฉันจะขอบคุณนายตลอดไป และก็จะอิจฉานายเหมือนเดิม เพราะว่าความสัมพันธ์ของนายกับอิ๋งเฟิงดีขนาดนั้น...”

            “ฉันมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอิ๋งเฟิงงั้นเหรอ”หลิงเซียวขัดจังหวะเขา “นายจำอะไรผิดหรือเปล่าฉันจะไปสนิทกับหมอนั่นได้ยังไง”

            “เปล่าเลย ฉันเห็นกับตาว่าพวกนายเข้ากันได้ดีพวกนายนั่นแหละที่คืนความมั่นใจในเรื่องของความรักให้ฉัน เขายอมสละชีวิตเพื่อนายด้วยซ้ำ”

            หลิงเซียวชักมือกลับอย่างเย็นชา “ฉันคิดว่านายจำผิดคนแล้ว”

            หลังจากพูดจบเขาก็หันหลังเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองซังหยางกังวลใจอยากจะตามไปปฏิเสธ แต่ถูกหัวหน้าบาทหลวงหยุดไว้และส่ายหัวให้เขาเงียบๆ

            “แต่ว่า” ซังหยางก้มหน้า ทำท่าเหมือนจะร้องไห้ “ทั้ง ๆที่พวกเขาไม่ได้เย็นชาต่อกันขนาดนั้น ต่อให้ตอนนี้หลิงเซียวจะจำไม่ได้ ผมก็ไม่อยากให้ความทรงจำของเขาจดจำช่วงเวลานั้นแบบผิดๆ”

            “สำหรับเขาแล้ว นี่ก็อาจไม่ใช่เรื่องที่ดีเหมือนกันการสูญเสียคนที่รักอย่างสุดหัวใจไป เจ็บปวดยิ่งกว่าสูญเสียคนที่เกลียดชังอีกนะ”

            ผู้มาเยือนอีกคนมาถึง แต่ในครั้งนี้หลิงเซียวก็มีปฏิกิริยาตอบสนองที่ต่างไปจากเดิม

            “ครูใหญ่ ในที่สุดครูก็มาสักทีครูมารับผมใช่ไหมครับ ผมไม่อยากอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว”

            ครูใหญ่สำรวจอีกฝ่ายอย่างละเอียดตั้งแต่หัวจรดเท้ารอบหนึ่งดูเหมือนหลิงเซียวจะไม่ได้สังเกตว่าตัวเองสูงกว่าเขาอย่างเห็นได้ชัด หรือไม่ใช่ว่าเด็กนี่ไม่ได้สังเกตแต่ไม่สนใจที่จะสังเกตมากกว่า

            “ครูใหญ่ ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะฆ่าตัวตายนะผมก็แค่ไม่ระวังเลยพลัดตกลงไปจริง ๆรบกวนครูช่วยอธิบายกับคนที่นี่แล้วปล่อยผมออกไปได้ไหมครับ”

            ที่แท้ความทรงจำของหลิงเซียวก็หยุดอยู่ตรงนี้ ครูใหญ่คิดในใจครั้งก่อนเขาใช้ศูนย์ควบคุมโรคทำให้หลิงเซียวมีความมั่นใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่ว่าตอนนี้ยังจำเป็นต้องไปที่ศูนย์ควบคุมโรคอยู่อีกหรือเปล่านะ

            ครูใหญ่ไม่ได้พูดอะไรมาก หลิงเซียวเองก็ไม่ได้สงสัยและมองไปยังด้านหลังของเขา “คุณหมอเหยาไถล่ะครับ ทำไมคุณหมอเหยาไม่ได้มาด้วย เธอยังโกรธผมอยู่ใช่ไหม ผมต้องอธิบายให้เธอเข้าใจถึงจะถูก”

            “คุณหมอเหยาไถ เธอ…จะไม่มีวันมาแล้ว” ครูใหญ่พูดช้า ๆ อย่างขมขื่น

            “ทำไมล่ะครับ” หลิงเซียวสะเทือนใจเล็กน้อย “เธอผิดหวังกับผมขนาดนี้เลยเหรอ”

            ครูใหญ่ลังเลและเปิดโทรทัศน์ในห้องคนไข้

            “นี่คุณกำลังทำอะไรน่ะ”หัวหน้าบาทหลวงเห็นแล้วถามเขาอย่างงุนงง

            “เขามีสิทธิ์ที่จะรู้ความจริงไม่ช้าก็เร็วเขาจะต้องรู้ คุณไม่สามารถทำให้เขาอยู่ในความมืดได้ตลอดไป สักวันเขาจะรู้ความจริงและการหลอกลวงทั้งหมดของคุณที่ทำกับเขาจะกลายเป็นความเจ็บปวด แม้ว่าการสูญเสียคนที่รักจะทำให้เขาเจ็บปวดแต่นั่นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาที่เกิดขึ้นแล้ว และไม่มีใครเลือกแทนเขาได้”

            หัวหน้าบาทหลวงได้ยินคำพูดของเขาแล้วก็เงียบงันไม่พูดอะไรอีก

            จอโทรทัศน์กำลังถ่ายทอดสดข่าวในประเทศ

            “...อวี้เฉวียน ผู้ช่วยนักวิจัยของฐานถูกกองทัพจับกุมอย่างเป็นทางการในวันนี้ เขาถูกตั้งข้อหาสองกระทงในข้อหาร่วมมือกับศัตรูและเจตนาฆ่าตามรายงานของแหล่งข่าวไม่ระบุชื่อ เขามีการติดต่ออย่างใกล้ชิดกับไท่อิน อาชญากรที่เป็นที่ต้องการตัวมากที่สุดของกองทัพในเวลาเดียวกันก็ถูกสงสัยว่าสังหารอดีตหัวหน้านักวิจัยจื๋อซั่งและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเหอกุยศาลทหารจะทำการไต่สวนในเร็ววันนี้...”

            “ล้อเล่นอะไรกันเนี่ย”ผ่านไปเนิ่นนานก่อนที่หลิงเซียวจะพูดขึ้น “อะไรคือการฆาตกรรมอดีตหัวหน้านักวิจัยจื๋อซั่งศาสตราจารย์จะตายได้ยังไง แล้วอดีตหัวหน้านักวิจัยคืออะไร ผมเพิ่งจะเจอเขาเมื่อไม่นานมานี้เอง

            “แล้วก็คนที่ชื่อว่าอวี้เฉวียนไม่ใช่รุ่นน้องของศาสตราจารย์เหรอไม่ใช่ว่าเขาไปรายงานเรื่องของอาจารย์ตัวเองที่กรมทหารหรอกเหรอ ทำไมถึงกลายเป็นการสมรู้ร่วมคิดกับเขาไปได้นี่จะต้องเป็นเรื่องโกหกใช่ไหม”

            สายตาของหลิงเซียวกวาดไปมาอยู่บนใบหน้าคนเหล่านั้นหวังว่าจะมีใครสักคนที่ก้าวออกมายืนยันคำพูดเขาได้

            แต่ว่าน่าเสียดาย นอกจากสีหน้าสับสนของซังหยางแล้วก็ไม่มีใครพูดอะไรเลย

            “ครูใหญ่ครับ” ท่าทางหลิงเซียวเริ่มขึงขังขึ้นมา “นี่มันเรื่องอะไรกันแน่”

            ครูใหญ่ตอบอย่างใจเย็น “ก็เป็นเหมือนที่เธอเห็นนั่นแหละ ศาสตราจารย์จื๋อซั่งถูกฆาตกรรมเมื่อหลายเดือนก่อนตอนที่เธอจบจากปี้คงแล้วเข้าเรียนต่อในโรงเรียนทหารอวี้เทียน เขาก็ไปเกิดใหม่แล้ว”

            ข่าวนี้เหมือนฟ้าผ่าลงมาในวันที่สดใสสำหรับหลิงเซียว “แล้วคุณหมอเหยาล่ะครับ คุณหมอเหยารู้เรื่องนี้หรือเปล่า”

            “ตามศาสตราจารย์จื๋อซั่งไปเกิดใหม่แล้วเธอเป็นคนไปส่งคุณหมอเหยาด้วยตัวเอง”

            หลิงเซียวยืนอึ้งอยู่ที่เดิมเงียบๆ ไม่ว่าใครก็ต้องรู้สึกสงสารเมื่อเห็นท่าทางของเขา หลังจากนั้นครู่ใหญ่เขาก็ค่อยๆ ถอยหลังทีละก้าว สุดท้ายก็นั่งลงบนเตียง

            “ผมไม่เชื่อ” เขาพูด “พวกคุณจะต้องหลอกผมแน่ ๆนี่เป็นการแสดงละครใช่ไหม หรือเป็นเพราะผมฆ่าตัวตาย พวกคุณก็เลยคิดวิธีนี้มากระตุ้นผมถ้าเป็นอย่างนั้นละก็ ผมว่าพวกคุณชนะแล้ว ผมผิดไปแล้ว ผมจะไม่ฆ่าตัวตายอีก ผมรู้ว่าชีวิตมันมีค่าพวกคุณเลิกร่วมมือกันเล่นละครได้แล้ว”

            “ไม่มีใครเล่นละครทั้งนั้น”หัวหน้าบาทหลวงเห็นดังนี้ก็พูดต่อ “ลูกเคยเจอกับทุกคนที่นี่มาแล้วซังหยางเป็นคนที่ลูกไปช่วยมาจากอวกาศด้วยตัวเอง เขาคือทาสพันธะที่กลับชาติมาเกิดของไท่อินตั้งแต่ตื่นขึ้นก็ถูกไท่อินกักขังไว้ตลอดเวลาจนกระทั่งได้เจอลูก

            “ลูกยอมผิดใจกับไท่อินเพื่อช่วยเหลือเขาไท่อินจึงใช้วิธีพิเศษลบความทรงจำของลูก ทำให้ลูกเข้าใจผิดนึกว่าตัวเองเพิ่งจะเสร็จสิ้นพิธีบรรลุนิติภาวะมาหมาดๆ อันที่จริงตอนนี้ลูกเข้าโรงเรียนทหารอวี้เทียนและเรียนหนังสืออยู่ที่นั่นมาสักพักหนึ่งแล้วเนื่องจากผลงานที่โดดเด่นของลูก กรมทหารจึงให้การเชิดชูและจอมพลก็มอบรางวัลให้กับลูกเป็นการส่วนตัวตอนนั้นพ่อก็อยู่ที่นั่นด้วย”

            หลิงเซียวมีสีหน้าสับสน ราวกับกำลังฟังเรื่องของคนอื่น

            “พ่อรู้ว่าแรก ๆมันอาจยากที่ลูกจะยอมรับ แต่พ่อก็อยากให้ลูกรู้ว่าลูกกับอิ๋งเฟิง นายพันธะของลูก ต่างเป็นวีรบุรุษของเทียนซู่และเป็นความภาคภูมิใจของประชาชน ไม่เพียงแค่ซังหยางเท่านั้น ทุกคนจะขอบคุณพวกลูกไปตลอดกาล”

            สายตาของหลิงเซียวหยุดอยู่ที่ซังหยาง “ซังหยาง?”

            ซังหยางรีบพูด “ฉันเอง ฉันซ่อนตัวอยู่ในยานกู้ภัยฉุกเฉินและหนีจากไท่อิน ถ้าไม่ใช่เพราะนายวิญญาณของฉันคงแตกสลายไปนานแล้ว ไม่มีทางที่จะมายืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างปลอดภัย”

            ในที่สุดหลิงเซียวก็รู้ว่าทำไมเขาถึงรู้สึกคุ้นกับชื่อนี้เขาเคยเห็นชื่อเดียวกันนี้ในคอมพิวเตอร์ของไท่อิน ที่แท้คนผู้นี้ก็คือระยะเยาว์วัยคนนั้นที่ถูกลักพาตัวไป

            หัวหน้าบาทหลวงเอ่ยย้ำกับเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ถ้าลูกมีคำถามอะไรอีก ก็ถามมาได้เลย พวกเราจะตอบลูกอย่างหมดเปลือก”

            “คุณบอกว่า...ผมกับอิ๋งเฟิง...พวกเราอยู่ด้วยกันเหรอครับ”

            “ใช่” หัวหน้าบาทหลวงพยักหน้า

            “แล้ว...อิ๋งเฟิงล่ะครับ”

            ทุกคนเงียบงัน คำว่าตอบอย่างหมดเปลือกสี่คำนี้พูดง่ายแต่พอถูกถามเข้าจริง ๆ จะให้พวกเขาปริปากได้อย่างไร

            หลิงเซียวก้าวถอยหลังเข้ามุม ถึงทำเช่นนี้แล้วเขาก็ยังรู้สึกไม่ปลอดภัยดังนั้นจึงคว้าเสี่ยวฮุยมากอดเอาไว้เพื่อซ่อนความวุ่นวายใจของตัวเอง การถูกจ้องมองด้วยความเห็นอกเห็นใจของผู้อื่นทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจและการเป็นจุดสนใจก็ยิ่งยากจะตั้งสมาธิเพื่อคิด

            “ผมอยากอยู่เงียบ ๆสักพัก พวกคุณปล่อยให้ผมได้คิดคนเดียวเถอะ”

            ทุกคนจนปัญญา ทำได้เพียงจากไปก่อน

            “คุณยังอยากอยู่ที่นี่ต่อไหม”หัวหน้าบาทหลวงกำลังจะพาซังหยางกลับไป เมื่อเห็นครูใหญ่ยืนอยู่ข้างนอกก็ถามขึ้น

            “อืม ผมอยากอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนเขาอีกหน่อย”

            “ก็ได้ ถึงยังไงคนที่อยู่ในความทรงจำของเขาและสามารถมาถึงที่นี่ได้ก็มีแต่คุณแล้ว”

             

           




             

            “เจอคนที่นายอยากเจอแล้ว”ซิงโหลวกับไท่อินเฝ้าติดตามทุกสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ผ่านหน้าจอจากที่ไกลๆ ที่ไหนสักแห่ง ฝ่ายทหารแยกซังหยางออกไปแล้ว การตามหาเขามันไม่ง่ายเลยจริง ๆ

            “จากนี้นายคิดจะทำยังไงต่อ”ซิงโหลวถาม “กองทัพกักตัวนักเรียนของนายไว้ในฐานะผู้ต้องหาไปแล้วนายไม่เป็นไรจริง ๆ เหรอ เขาเป็นนักเรียนคนสุดท้ายของนายแล้วนะ”

            “ศิษย์ทรยศแบบนั้น ฉันไม่ต้องการ”ไท่อินยืนสองมือไพล่หลัง “ฉันแค่ประเมินความโง่ของพวกทหารต่ำไปคิดไม่ถึงว่าพวกนั้นจะเชื่อว่าทั้งหมดนั่นเป็นฝีมือของเขา”

            ไท่อินจับจ้องทุกอิริยาบถของซังหยาง “แต่นี่ก็เท่ากับว่าช่วยงานฉันไปเปลาะใหญ่ ฉันควรจะขอบคุณพวกเขาถึงจะถูก จากนี้ไปพวกเราก็แค่ต้องอดทนรอ”

             

            




             

            มีโบสถ์เล็ก ๆหลังหนึ่งใกล้กับสถานีพยาบาล ซังหยางร่วมเป็นสมาชิกของฝ่ายคริสตจักรตามหัวหน้าบาทหลวงนานแล้วในฐานะผู้ศรัทธาคนหนึ่ง เมื่อเดินผ่านโบสถ์เขาก็เอ่ยว่าจะเข้าไปอธิษฐาน

            “ถ้าจะอธิษฐาน กลับไปอธิษฐานที่โบสถ์ของพวกเราก็ได้ทำไมต้องเป็นที่นี่ด้วย”

            “ที่นี่อยู่ใกล้หลิงเซียวที่สุดผมอยากจะขอให้พระเจ้าคุ้มครองเขาด้วย และหวังว่าเขาจะฟื้นความทรงจำได้เร็วที่สุด”

            เมื่อหัวหน้าบาทหลวงนึกถึงหลิงเซียวดวงตาก็หม่นหมองลง“ก็ได้”

            พวกเขาเดินเข้าไปในโบสถ์ด้วยกัน ซังหยางคุกเข่าลงตรงหน้ารูปปั้นสวดอ้อนวอนให้หลิงเซียวด้วยความศรัทธา

            “หัวหน้าบาทหลวง คุณว่าพระเจ้าจะได้ยินคำอธิษฐานของผมหรือเปล่า”

            “แน่นอน ไม่ว่าเธอจะอธิษฐานจากที่ไหนพระเจ้าก็จะได้ยินเสมอ”

            ซังหยางลุกขึ้นยืน “ไหน ๆ ก็มาแล้ว ผมก็อยากสารภาพบาปด้วย ให้เวลาผมไม่กี่นาทีก็พอ”

            “ได้” หัวหน้าบาทหลวงพยักหน้าอนุญาต

            เขารออยู่หน้ารูปปั้น ทหารที่จอมพลส่งมายืนตรงเป็นสองแถว

            เวลาผ่านไป ซังหยางยังไม่มีทีท่าว่าจะออกมา

            หัวหน้าบาทหลวงเดินไปหน้าห้องสารภาพบาป

            “ซังหยาง เรียบร้อยแล้วรึยัง”

            ไม่มีใครตอบ

            เขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงออกแรงผลักประตูไม้ออก

            ข้างในไม่มีใครอยู่

            ซังหยางหายไปแล้ว




             

    คล้ายกับเรื่องกฎรักพันธะเลือด เล่ม 1-3 [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน