ในเมืองนครหลวงยามค่ำคืนปกคลุมไปด้วยหมอกหนา บดบังแสงจากดวงดาวและดวงจันทร์ อากาศเหน็บหนาวเพิ่มทวีมากขึ้นในแต่ละค่ำคืน น้ำค้างเริ่มเกาะกลุ่มบนหลังคาบ้านเรือนเป็เกร็ดน้ำแข็ง มองดูเหมือนเต้นระบำสะท้อนแข่งโคมไฟทั่วทั้งนคร
โม่หยางเปิดหน้าต่างความเหน็บหนาวตีใส่หน้าคมคาย
เกิดไอน้ำติดตามขนตายาวสั่นระริก
มองออกไปด้านนอกต้นไผ่หนาสูงล้อมรอบแห่งนี้
บ้านกลางนครหลวงที่พวกเขาได้มาพัก ถูกจัดเตรียมจากตะกูลไป๊
เรือนรับรองขนาดใหญ่ ห้องหับข้าวของเครื่องใช้หรูหรา ฟุ่มเฟือยตกแต่งด้วยเครื่องเงินสะท้อนไปมาทั่วทุกมุมทั้งห้อง
โม่หยางใช้เวลาเงียบสงบมิมีผู้ใดรบกวน สงบจิตปล่อยกระแสจิตติดตามจิติญญาทั้งห้าที่หายไป พบจิตสุดท้ายหายไปในบ่อน้ำบ้านร้าง มิไกลจากจวนแห่งนี้นัก
เสียงดังจากด้านนอกประตูห้องถูกเปิดออก ศิษย์น้องทั้งสองได้เดินเข้ามานั่งร่วมโต๊ะกับโม่หยาง พวกเขาไม่ได้กล่าวถามก่อนเข้ามา ความหุนหันนี้น่าจะเป็หลิงชีนำมา
ไป๊จิ่งก้มหัวขอโทษเล็กน้อยที่เสียมารยาท
เขาห้ามไม่ทันจริงๆ เด็กหนุ่มต้องเรียนรู้อีกเยอะ
หลิงชีนำกระดาษออกมาคลี่ปมเปิดกางบนโต๊ะ
ด้านในภาพมีรูปบ้านเรือน ตรอกถนน วัดวา ทุ่นนา หุบเขามี ถูกหมึกกาทับหยุงเหยิง หลินชีกลาวว่า “สิ่งนี้เป็แผนที่ของนครหลวง เรือนของเราอยู่มิไกลจากเรือนท่านเสนาซ้าย ที่นี้ข้าขอจัดการไปดูเอง ท่านทั้งคู่เก่งกาจปานนี้เข้าวังหลวงคงมิยากเย็น”
คิ้วเรียวชี้หนักขึ้น เขากำลังจะเข้าบำเพ็ญเพียร ปรับขั้นสถานะหลิงชีเรียกมาฟังแผนการ หาได้มีประโยชน์ใช้ได้จริง
“เ้าคิดง่ายเกินไปแล้วศิษย์น้อง” ไป๊จิ่งกล่าวพลางเดินไปต้มน้ำเพื่อชงชา เขาคงได้นั่งฟังอีกนานแน่
ไป๊จิ่งกล่าวต่อ “เ้ารู้หรือไม่ นอกเหนือพวกเรา ยังมีผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรไม่ด้อยกว่าข้าและศิษย์พี่ จวนเสนาเ้าคิดหรือว่าง่ายปานนั้น”
โม่หยางยิ้มอย่างเอ็นดูต่อศิษย์เล็ก พลางกล่าว “ยิ่งพวกเขาอยู่จุดสูง ความระแวดระวังยิ่งมาก ในยุทธภพนี้มิจำใช่้าแค่ความสงบ บางคนก็้าความรุ่งเรือง มั่งคั่ง พวกขุนนางไม่ต่างจากฝ่าา พวกเขามีคนคุ้มกันจากสำนักใหญ่”
หากกล่าวตามจริงเื่นี้มิได้เกินความคาดการใดๆ สำหรับดรุณน้อยพึ่งออกสู่ภายนอก มิได้รู้เื่ใดมากมายนัก
หลงชีั้แ่เกิดถูกนำมาฝึกในหุบเขาข้างล่างสำนัก ขาดบิดามารดามีเพียงผู้อวุโสของสำนักเท่านั้น ในวัยสิบสองปีผู้อวุโสได้สิ้นอายุขัย
ด้วยรากฐานที่ถูกปลูกฝั่ง ั้แ่ยังเด็ก และเม็ดยาวิเศษ ทำให้เขาเลื่อนขั้นสร้างเต๋า ลมปราณได้เร็วกว่าผู้ฝึกในสำนัก
หลิงชีกล่าว “เข้าใจแล้ว… ท่านมีสิ่งใดให้ข้าเรียนรู้ ข้าจะตั้งใจร่ำเรียน”
แก้วชาถูกยกขึ้นมาจิบไม่รู้กี่ครา กลบเกลื่อนความขิลอาย
ไป๊จิ่งกล่าว “วันข้างหน้าเ้าจะรู้มากยิ่งขึ้น”
โม่หยางยกมือลูบหัวหลิงชี ปลอบใจเด็กน้อยไร้ประสบการณ์เรียนรู้โลกภายนอก “เ้าปลอมตัวไปเป็องครักษ์จวนเสนา ทำให้พวกเขาไว้วางใจเ้าอยู่ใกล้ชิดนางผู้ตั้งครรภ์” หน้าคมคายหันกลับมามองไป๊จิ่ง เอ่ยปากต่อ “เ้าเข้าไปเป็ขันที ดีรึป่าว…?”
เื่นี้โม่หยางขบคิดทบทวนมานาน มิได้พูดหยอกล้อ
เป็อีกครั้งที่หลิงชีคิดว่าตนโชคดียิ่ง
ไป๊จิ่งมุมปากบางกระตุก หัวร่อแห้งออกมา…
รู้สึกชาแก้วนี้เย็นซะแล้ว
จากนั้นทั้งห้องมีแค่เสียงจากกาต้มน้ำที่ดังฟุดด ฟุด ด ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน ไป๊จิ่งกลับไปห้องของตน หลิงชียังคงคอยชงชาเอาใจโม่หยาง
เขามิเข้าใจเหตุใดไป๊จิ่งไม่กล้าแม้แต่คัดค้าน ถึงต้องปลอมตัวเป็ขันขี
ไม่ใช่เื่น่าอาย หากแต่พวกเขาถือตนอายุยืนยาว
พระธรรมก็สอนให้ปล่อยวาง เป็ชายยังคงหนุ่มแน่นเช่นนี้
ข่าวดังไปถึงหูผู้อื่นในสำนักมิรู้จะเอาหน้าไว้ที่ใด ผู้อื่นลงเขากลับไปชื่อเสียงสร้างวีรกรรมยิ่งใหญ่น่าเคารพจดจำ หากเป็ตนเองไปเล่าว่ามาเป็ขันทีในวังมิน่าอันดายหรอกหรือ
…
…
ชุดแดงถูกส่งถึงห้องนอนไป๊จิ่งในยามเช้า มีผู้ช่วยผู้หนึ่งมาสอนกฎระเบียบภายในวัง ญาติในตะกูลไป๊หลังจากได้คำสั่งจากบิดา เขาต้องมาเป็พี่เลี้ยงให้ไป๊จิ่งเขาจำได้ว่าญาติผู้นี้เป็นักพรตมีชื่อเสียงของตระกูล
ภายในวังหลวงไป๊หลงลู่รับหน้าที่ดูแลตำหนักพระสนมเฟย่ที่กำลังตั้งครรภ์ ในบรรดาขุนนาง ตระกูลไป๊ไม่ได้น้อยหน้าตระกูลอื่น ผู้สืบสายเืในจวนรับราชการทั่วทั้งวังหลวง มิว่าเื่ใดพวกเขาจัดการได้ไม่ยาก ชื่อเสียงไป๊จิ่งศิษย์สายตรงอาจารย์เซียนหวังโด่งดังเป็อย่างมาก เขาเคยออกกวาดล้างปีศาจเคียงข้างอาจารย์เมื่อเจ็ดปีก่อน หากแต่น้อยคนจะรู้ว่าเขาหน้าตาเป็เยี่ยงไร หลังเข้าไปฝึกฝนที่สำนักนานเกือบยี่สิบปี
ตำหนักสนมเฟย่ หอมหวานเต็มไปด้วยดอกไม้เบ่งบานทั่วทั้งสวน
ไป๊จิ่งเข้าไปในตำหนักกวาดตามองสตรีหน้าจิ้มลิ้มอ่อนเยาว์
ร่างบอบบาง น่าถนุถนอม มีหน้าท้องป่องโต
นั่งปักผ้ากับเหล่าข้ารับใช้ดูครึกครื้น
ไม่ว่าผู้ใดในตำหนักต่างถูกจับมานั่งปักผ้าร่วมสนมเฟย่
…
…
ลานประลองกลางจวนเสนาฝ่ายซ้าย ชายหนุ่มยืนประจันหน้าชายฉกรรจ์นับสิบ พวกเขาย่อมลองฝีมือผู้มาใหม่ มิอาจปล่อยให้เข้ามาเป็หัวหน้าหน่วยโดยง่าย ทุกสายตาดูถูก เหยียดหยามชายหนุ่ม หน้าตาดูใส่ซื่ออ่อนต่อโลก วันนี้กลับกล้ามาเป็หัวหน้าหน่วย ชื่อเสียงเรียงนามไม่มีใครรู้
หลิงชีผายมือกล่าว “เชิญชี้แนะ…”
การประลองหนึ่งต่อสิบ อาวุธต่างๆ ถูกโยนเข้ามาในลาน
กระบี่ภายในมือหลิงชีเปร่งกล่นอายสังหารออกมา ข่มขู่ชายฉกรรจ์ทั้งสิบ
ผลึกกำลังรวมกันฟุ่งเข้าใส่หลิ่งชีทุกทิศทาง ยันต์คุ้มกันถูกนำมาใช้สร้างม่านพลังสะท้อนกลับ
บางคนกระเด็นข้ามสระไปไกล บางคนล้มทั้งยืนจนกระอักเื
ห้าคนที่เหลือผู้มีวิชาของวิเศษ เรียกสิ่งของที่มีนำมาใช้ไม่เว้นว่างให้หลิงชีใคร่ครวญ
เพลงกระบี่ลำดับที่สอง สูบปราณจากพื้นดิน
ใบไม้ปลิววเป็คลื่นพุ่งฟาดฟันเข้าสู้กับของวิเศษ
หลังคลื่นลม หลิงชินยืนโดดเดียวกลางลาน เสื้อผ้ายังคงสะอาดดั่งเดิม
รอยกระบี่ เป็เส้นเล็กๆ ขนาดเท่าเส้นผม ปรากฏตามจุดสำคัญของชายฉกรรจ์ทั้งห้า
“สู้ถึงเพียงนี้ยังไม่พอยอมรับข้าอีกหรือ…?” หลิงชิงกล่าว พลางแค่นหัวเราะ
คนในลานที่ลุกขึ้นไหวรีบคุกเข่าข้างหนึ่ง แล้วกล่าว “หากปราศจากมาตรฐานแล้ว ขอบเขตก็หามีไม่”
หลิงชีกล่าว “ร่างกายทำหน้าที่ตามกำลังกาย มิอยากตายอย่าริอ่านฝืนฟ้า"
ในเวลานี้เขามั่นใจยิ่งนัก องค์ลักษณ์เหล่านี้ได้ยอมรับเขาแล้ว