ลานฝึกทหารอันกว้างขวาง บรรดาทหารหนุ่มต่างยืนเรียงแถว มองไปยังแม่ทัพน้อยเหยียนอู่ด้วยสายตาชื่นชม
เหยียนอู่ ผู้มีนามกระฉ่อนในกองทัพ บุตรชายแห่งแม่ทัพใหญ่เหยียน วันนี้เขายืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า รูปโฉมงามสง่า ผิวขาวดุจหยกขัดเกลา ดวงตาคมแจ้งราวดวงดารา ท่วงท่าผ่าเผยดุจบุรุษแห่งา ทว่าในความองอาจนั้นกลับแฝงด้วยความอ่อนโยนที่มิอาจซ่อนได้
เหยียนอู่ถอนใจเบา ๆ มองไปยังหลิวปัง บุตรรองแห่งตระกูลหลิว น้องชายของสหายสนิทหลิวหยาง ผู้ที่เขาคิดจะฝึกปรือให้เข้มแข็งดังบุรุษ เพื่อมิให้ต้องอ่อนแอในโลกอันโหดร้ายนี้
เขาคิดในใจว่า
“ข้าต้องฝึกให้เ้าเข้มแข็งให้ได้ หลิวปัง เพื่อเห็นแก่พี่ชายของเ้า และเพื่อเกียรติแห่งตระกูลหลิว”
ด้วยความตั้งใจนี้เอง เหยียนอู่จึงตัดสินใจถอดเสื้อคลุมด้านนอกออก เผยให้เห็นร่างกายกำยำ กล้ามเนื้อแน่นเป็มัด ผิวขาวเนียนที่แม้แต่แสงตะวันยังต้องอาย หมายจะสอนท่าต่อสู้ให้หลิวปังได้เห็นเป็ตัวอย่าง
“ดูดี ๆ นะ หลิวปัง ท่าน้องน้อย ข้าจะสอนเ้าด้วยความตั้งใจ”
เหยียนอู่กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ทว่ามิได้ตระหนักเลยว่า การกระทำนี้กลับจุดไฟบางอย่างในใจของหลิวปัง
ผู้มีร่างบางสูงเพรียว ทว่าแฝงพลังจากวันคืนที่ฝึกฝนมา หลิวปังยืนนิ่ง มองร่างกายของเหยียนอู่ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
จากเดิมที่ตั้งใจเรียนรู้ กลายเป็สายตาเคลิ้มฝัน ดั่งมองภาพเทพบุตรลงมาจาก์ เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น มือไม้เริ่มสั่นเทาโดยมิรู้ตัว
ในห้วงจิตของหลิวปังนั้น ภาพร่างกำยำของเหยียนอู่เริ่มหมุนวน เขาจินตนาการถึงสิ่งที่มิควรจะคิด
มือหนาของเหยียนอู่ที่ลูบไล้ไปตามกล้ามเนื้อของตน ไอร้อนจากลมหายใจที่พัดผ่านใบหน้า
ดวงตาคู่คมที่จ้องมองเขาด้วยความลุ่มหลง หลิวปังถึงกับหน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นระรัวราวกลองศึก ทว่าในความเคลิ้มฝันนั้น
ความเป็ชายหนุ่มของเขาก็ตื่นตัวขึ้นมาโดยมิอาจข่มได้ แกนกลางกายที่เคยสงบนิ่ง บัดนี้ตุงเด่นขึ้นอย่างน่าอับอาย เขารีบยกมือขึ้นปิดปาก หวังกลบเกลื่อนความเขินที่ไม่อาจซ่อน
เหยียนอู่ผู้บริสุทธิ์ในเจตนา มองเห็นหลิวปังยืนนิ่ง จึงก้าวเข้าไปใกล้
“มา ข้าจะสอนเ้าแบบตัวต่อตัว ท่าล็อกตัวนี้สำคัญนัก”
เขากล่าวพร้อมยื่นมือไปคว้าแขนหลิวปัง ล็อกตัวเข้ามาแนบชิดตามแบบฉบับการฝึก
ร่างกายที่กำยำของเหยียนอู่แนบติดกับร่างบางของหลิวปัง ลมหายใจร้อนผ่าวของแม่ทัพน้อยพัดผ่านใบหูของหลิวปัง
หลิวปังรู้สึกถึงกลิ่นกายหอมจาง ๆ จากเหงื่อของเหยียนอู่
หัวใจของหลิวปังยิ่งเต้นแรงราวจะทะลุออกจากอก
เขาดิ้นเล็กน้อย ทว่าสายตามิได้ดิ้นตาม มันกลับจ้องมองเหยียนอู่ด้วยประกายวาววับ แฝงความหื่นกระหายที่มิอาจปิดบัง
เหยียนอู่ััได้ถึงสายตาคู่นั้น ดวงตาคู่สวยของเขากลอกไปมา มองหลิวปังด้วยความฉงน ก่อนที่ความเข้าใจบางอย่างจะผุดขึ้นในใจ
“เ้า…เ้ามองข้าแบบนั้นทำไม?”
เขาคิดในใจ ความเขินอายพุ่งขึ้นสู่ใบหน้าอันหล่อเหลา ผิวขาวเนียนเริ่มเปลี่ยนเป็สีแดงระเรื่อราวดอกท้อผลิบาน
เขารีบปล่อยตัวหลิวปังออกห่าง ก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว มือยกขึ้นเกาหัวอย่างตะกุกตะกัก
“เอ่อ…ฝึกแค่นี้ก่อนละกัน ข้า…ข้ามีธุระต้องไปจัดการ”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา หันหลังเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว
ทิ้งหลิวปังยืนงงงันอยู่กลางลาน ใบหน้าแดงก่ำด้วยความสับสนปนเขินอาย
หลิวปังมองตามหลังเหยียนอู่ที่รีบหนีไป หัวใจยังเต้นไม่เป็จังหวะ
เขาก้มมองลงไปยังเป้ากางเกงของตนที่ยังคงตุงเด่นอยู่อย่างมิยอมสงบ
“ข้า…ข้าจะตายด้วยความอายเสียแล้ว! ท่านแม่ทัพน้อยผู้นี้ ข้าจะทำเยี่ยงไรกับใจข้าดีเล่า!”
เขาคร่ำครวญในใจ ทว่าลึก ๆ ในแววตานั้น กลับมีรอยยิ้มเ้าเล่ห์ผุดขึ้นมา
“ช่างเถิด วันหน้าข้าจะต้องทำให้ท่านยอมรับข้าให้ได้ ท่านแม่ทัพน้อยเป็ของข้าเถอะ!”
ส่วนเหยียนอู่ที่หลบไปหลังต้นไม้ใหญ่ ยังคงยกมือกุมหน้าผากด้วยความเขิน
“ทำไมอยู่ดี ๆ ข้าก็ประหม่ากับสายตาของน้องชายของสหายข้า…!?? ”
เขาพึมพำกับตัวเอง ใบหน้ายังคงแดงไม่เลือน