ระหว่างที่ฉินไฉ่หงกำลังนั่งคิดอะไรเพลินๆ อยู่ตรงที่ลานหน้าบ้านเพื่อรอให้ครอบครัวฉินกลับมาทานอาหารเที่ยงกันอยู่นั้น
ตอนนี้ครอบครัวฉินก็ได้กลับมาถึงบ้านกันแล้วเช่นกัน ฉินไฉ่หงเห็นแม่ฉินและพวกหลานๆ เดินเข้ามาที่ประตูลานบ้านก่อนใครเพื่อนเลย
พอแม่ฉินมาถึงบ้านแล้ว และเห็นว่าลูกสาวของเธอ ออกมานั่งรออยู่ที่ลานบ้าน เธอก็รีบเข้ามา แล้วเอามือแตะหน้าผากของฉินไฉ่หงทันที
ฉินไฉ่หงก็ใมาก ที่เห็นแม่ฉินเดินเข้ามาหาเธอและเอามือมาแตะที่หน้าผากของเธอโดยตรง แต่พอได้ยินน้ำเสียงที่แม่ฉินถามเธอด้วยความเป็ห่วงเธอจึงได้ผ่อนคลายท่าทีที่กังวลของเธอลง
“ตัวไม่ร้อนแล้วนี่ แล้วลูกมานั่งตากลมอะไรอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวก็กลับมาไม่สบายอีกหรอก?” แม่ฉินบ่นให้ลูกสาวสุดที่รักทันทีเมื่อเห็นว่าออกมานั่งตากลมข้างนอกตรงลานบ้าน
“แม่ค่ะ ฉันหายดีแล้ว ไม่กลับมาเป็ไข้อีกหรอก ถ้าอยู่แต่ในห้องฉันก็อึดอัดอะค่ะ”
ฉินไฉ่หงรีบตอบกลับแม่ฉินให้หายกังวลทันที เธอคิดว่าไหนๆ ก็ได้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้แล้ว เธอก็จะถือว่าทุกอย่างที่เป็ของร่างเดิมเป็ของเธอด้วยเช่นกัน
“เอาล่ะ ในเมื่อลูกหายดีแล้วแม่ก็สบายใจ”
เมื่อเห็นว่าลูกสาวของเธอดีขึ้นแล้วจริงๆ แม่ฉินก็ไม่ได้ต่อว่าให้ลูกสาวคนเล็กของเธออีก
และพอแม่ฉินพูดจบ ครอบครัวฉินที่เหลือก็กลับมาครบทุกคนแล้ว แต่ละคนก็ถามอาการของฉินไฉ่หงเหมือนแม่ฉินถาม
ฉินไฉ่หงก็ตอบกลับทุกคนเหมือนที่แม่ฉินถามเช่นกัน
“งั้นฉันกับสะใภ้รองไปทำอาหารก่อนนะคะแม่” เป็สะใภ้ใหญ่หลี่ผิงที่พูดขึ้นมา
ฉินไฉ่หงที่ได้ยินพี่สะใภ้ใหญ่พูดอย่างนั้นก็รีบบอกทันที
“พี่สะใภ้ใหญ่ ฉันทำอาหารเที่ยงเสร็จหมดแล้วค่ะ รอแค่ครอบครัวเรามากินเท่านั้นเอง”
“อา!...ทำไมถึงทำอาหารเองล่ะไฉ่หง ไม่สบายแล้วยังจะลุกมาทำอาหารอีก” หลี่ผิงที่ได้ยินอย่างนั้นก็ถามขึ้นมาอย่างอดเป็ห่วงไม่ได้
“ฉันหายดีแล้วค่ะพี่สะใภ้ใหญ่ อย่าทำเหมือนฉันอ่อนแอมากสิคะ”
ทุกคนในครอบครัวฉินก็พากันคิดว่า นอกจากเด็กตัวเล็กๆ ในครอบครัวฉินแล้ว ก็เป็ฉินไฉ่หงเองนี่แหละที่อ่อนแอที่สุดในครอบครัวของพวกเขาไม่ใช่เหรอ?
แต่วันนี้ทุกคนในครอบครัวฉิน ก็รู้สึกได้ว่า ฉินไฉ่หงเหมือนจะกล้าพูดคุยมากขึ้น ไม่ค่อยขี้อายเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
พอเห็นว่าฉินไฉ่หงที่หายป่วยคราวนี้แล้ว ก็ดูเหมือนว่าเธอจะมีความกล้าและความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ทำให้ครอบครัวฉินทุกคนที่เห็นเธอเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น พวกเขาในครอบครัวก็สบายใจ และไม่ได้ทักถามอะไรจากเธอ
เพราะปกติตัวฉินไฉ่หงจะไม่ค่อยกล้าออกความคิดเห็นอะไรในครอบครัวมากเท่าไหร่
เธอจะเป็เด็กดีที่เชื่อฟังครอบครัวมาก แต่ทุกคนในครอบครัวก็เป็ห่วงว่าเธอจะไม่สามารถตัดสินใจอะไรเองได้เลยในอนาคต
เพราะวันหนึ่งเธอก็ต้องไปมีชีวิตเป็ของตัวเอง การที่เห็นเธอมีความเปลี่ยนแปลงตัวเองที่ดีขึ้นในวันนี้ มันก็เลยทำให้ครอบครัวฉินไม่กล้าไปทักหรือหาสาเหตุจากเธอ เพราะกลัวว่าเธอจะกลับมาไม่มั่นใจตัวเองเหมือนเดิมอีก
ทุกคนในครอบครัวฉิน ที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของฉินไฉ่หงในวันนี้ก็เลยเงียบและไม่มีการถามไถ่อะไร อย่างที่ฉินไฉ่หงกังวลหรือได้กลัวเลย
“เอาล่ะ...ทำแล้วก็แล้ว ไปเตรียมข้าวมากินกันเถอะ”
เป็พ่อฉินที่ไล่ทุกคนให้แยกย้ายกันไปทานข้าวเที่ยง เพื่อที่ตอนบ่ายพวกเขาก็จะได้ลงไปปลูกข้าวที่ทุ่งนาอีก เพราะฉะนั้นแล้ว รีบกินข้าวเสร็จไวๆ จะได้รีบไปพักผ่อนได้กัน
หลังจากนั้นครอบครัวฉินก็มานั่งที่โต๊ะกินข้าวกัน แล้วก็กินข้าวเที่ยงกันอย่างเอร็ดอร่อย แน่นอนสิ! ถึงจะเป็แค่อาหารธรรมดาๆ แต่แตงกวาและมะเขือเทศถูกรดน้ำด้วยน้ำพุวิเศษ ก็ต้องอร่อยมากกว่าทุกมื้ออยู่แล้วล่ะ
หลังจากทานข้าวเที่ยงเสร็จแล้ว อาหารที่ฉินไฉ่หงได้ทำขึ้นมาในมื้อนี้ ก็จะยังช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น และหายจากการเหน็ดเหนื่อยมาจากการทำงานได้ดีอีกด้วย
“อาเล็ก อาหารที่อาเล็กทำวันนี้ อร่อยกว่าที่แม่ทำมากเลยครับ” เป็เ้าตัวแสบฉินเวยลูกชายคนเล็กของพี่ใหญ่พูดขึ้นมา
“ลูกพูดอย่างนี้แสดงว่าจะไม่กินอาหารที่แม่ทำแล้วใช่มั้ย? เสี่ยวเวย” หลี่ผิงแกล้งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่น้อยใจลูกชายของเธอเล็กน้อย
พอฉินเวยได้ยินแม่ตัวเองพูดอย่างนั้น ก็รีบพูดแก้ตัวขึ้นมาทันที
“เปล่าน้าครับ! แม่ก็ทำอาหารอร่อยเหมือนกัน แต่แค่น้อยกว่าอาเล็กนิดนึงเท่านั้นเอง”
ตอนนี้ครอบครัวฉินที่ทานข้าวเสร็จ และกำลังนั่งพักผ่อนกันอยู่ พอได้ยินฉินเวยรีบพูดแก้ตัวด้วยท่าทางจริงจังก็พากันอดหัวเราะกับท่าทีของเขาด้วยไม่ได้
พอฉินซูลี่ลูกสาวคนโตของพี่ใหญ่เห็นว่าครอบครัวทานข้าวอิ่มกันแล้ว เธอก็รวบรวมถ้วยจานเพื่อที่จะเก็บเอาไปล้าง และพอฉินไฉ่หงเห็นอย่างนั้นก็รีบไปช่วย
“มา อาช่วย จะได้ล้างกันเสร็จไวๆ”
“ไม่เป็ไรค่ะอาเล็ก มีถ้วยจานนิดเดียวเอง หนูล้างเองได้ค่ะ” ฉินซูลี่รีบห้ามอาเล็กของเธอ เมื่อเห็นว่าอาเล็กจะมาแย่งถ้วยจานในมือที่เธอถืออยู่ไปล้าง
“มาเถอะ อาไม่ได้ไปช่วยงานที่ทุ่งนาเมื่อเช้า อาไม่เหนื่อยมากหรอก เรานั่นแหละ ไปดูแลน้องที่ทุ่งนามา เหนื่อยกว่าอาอีก” พูดจบฉินไฉ่หงก็หอบเอาถ้วยจานทั้งหมดไปล้างเอง
ฉินซูลี่ที่เห็นแบบนั้น ก็ได้แต่ตามอาเล็กไปช่วยล้างถ้วยจานที่หลังบ้าน
เนื่องจากครอบครัวฉินจนมาก หลานๆ ในครอบครัวฉินทั้งสามคน จึงตัวเล็กเหมือนเด็กขาดสารอาหารกันทุกคน ฉินซูลี่ที่มีอายุ 8 ขวบแล้วก็ยังไม่ได้ไปโรงเรียนเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม
จริงๆ แล้วตัวฉินไฉ่หงก็จะใช้เงินที่สามีของเธอส่งมา จ่ายค่าเทอมเพื่อช่วยให้หลานสาวของเธอได้ไปเรียนั้แ่ปีที่ผ่านมาแล้ว
แต่ครอบครัวฉินไม่ยอม แล้วบอกกับเธอว่ารอขายข้าวได้ก่อน แล้วค่อยไปเรียนในปีหน้าเอาก็ได้
เพราะพวกเขาไม่กล้าใช้เงินของลูกเขยที่ส่งมาให้ฉินไฉ่หงไว้ใช้ มาส่งให้ฉินซูลี่ได้เรียนหรอกนะ เพราะพวกเขากลัวว่าชาวบ้านจะนินทาเอาได้ ว่าไปเกาะลูกเขยกิน เลยรอแค่ปีเดียวก็มีเงินจากการขายข้าวในทุ่งนาแล้ว ก็ค่อยส่งไปเรียนในตอนนั้นก็ยังไม่สายเกินไปหรอก
‘อืม...ถ้างั้น รอเธอขายงานได้ก่อนแล้วกัน เธอจะได้เอาเงินที่ได้จากการขายงานได้แล้ว มาส่งให้หลานสาวของเธอได้เรียนในเทอมนี้เอาเลยก็ได้’
ฉินไฉ่หงคิดเสร็จ ก็มองไปที่หลานสาวที่ช่วยเธอล้างจานอยู่อย่างตั้งใจ มีหลานสาวที่ขยันและเป็เด็กดีขนาดนี้ เธอต้องรีบส่งเสริมให้หลานๆ ของเธอได้เรียนอยู่แล้วล่ะ ว่าแต่...งานจะขายได้หรือเปล่านั้น สงสัยพรุ่งนี้ต้องเข้าเมืองไปดูผลประกาศของทางโรงงานแล้วล่ะ ว่าเธอจะสอบเข้าโรงงานได้หรือเปล่า...