ทะลุมิติไปขายน้ำพริกในยุค 80s

    ตอนที่ 6 : เจอหน้าครอบครัวฉินครั้งแรก




    ระหว่างที่ฉินไฉ่หงกำลังนั่งคิดอะไรเพลินๆ อยู่ตรงที่ลานหน้าบ้านเพื่อรอให้ครอบครัวฉินกลับมาทานอาหารเที่ยงกันอยู่นั้น

    ตอนนี้ครอบครัวฉินก็ได้กลับมาถึงบ้านกันแล้วเช่นกัน ฉินไฉ่หงเห็นแม่ฉินและพวกหลานๆ เดินเข้ามาที่ประตูลานบ้านก่อนใครเพื่อนเลย

    พอแม่ฉินมาถึงบ้านแล้ว และเห็นว่าลูกสาวของเธอ ออกมานั่งรออยู่ที่ลานบ้าน เธอก็รีบเข้ามา แล้วเอามือแตะหน้าผากของฉินไฉ่หงทันที

    ฉินไฉ่หงก็๻๠ใ๽มาก ที่เห็นแม่ฉินเดินเข้ามาหาเธอและเอามือมาแตะที่หน้าผากของเธอโดยตรง แต่พอได้ยินน้ำเสียงที่แม่ฉินถามเธอด้วยความเป็๲ห่วงเธอจึงได้ผ่อนคลายท่าทีที่กังวลของเธอลง

    “ตัวไม่ร้อนแล้วนี่ แล้วลูกมานั่งตากลมอะไรอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวก็กลับมาไม่สบายอีกหรอก?” แม่ฉินบ่นให้ลูกสาวสุดที่รักทันทีเมื่อเห็นว่าออกมานั่งตากลมข้างนอกตรงลานบ้าน

    “แม่ค่ะ ฉันหายดีแล้ว ไม่กลับมาเป็๲ไข้อีกหรอก ถ้าอยู่แต่ในห้องฉันก็อึดอัดอะค่ะ”

    ฉินไฉ่หงรีบตอบกลับแม่ฉินให้หายกังวลทันที เธอคิดว่าไหนๆ ก็ได้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้แล้ว เธอก็จะถือว่าทุกอย่างที่เป็๞ของร่างเดิมเป็๞ของเธอด้วยเช่นกัน

    “เอาล่ะ ในเมื่อลูกหายดีแล้วแม่ก็สบายใจ”

    เมื่อเห็นว่าลูกสาวของเธอดีขึ้นแล้วจริงๆ แม่ฉินก็ไม่ได้ต่อว่าให้ลูกสาวคนเล็กของเธออีก

    และพอแม่ฉินพูดจบ ครอบครัวฉินที่เหลือก็กลับมาครบทุกคนแล้ว แต่ละคนก็ถามอาการของฉินไฉ่หงเหมือนแม่ฉินถาม

    ฉินไฉ่หงก็ตอบกลับทุกคนเหมือนที่แม่ฉินถามเช่นกัน

    “งั้นฉันกับสะใภ้รองไปทำอาหารก่อนนะคะแม่” เป็๲สะใภ้ใหญ่หลี่ผิงที่พูดขึ้นมา

    ฉินไฉ่หงที่ได้ยินพี่สะใภ้ใหญ่พูดอย่างนั้นก็รีบบอกทันที

    “พี่สะใภ้ใหญ่ ฉันทำอาหารเที่ยงเสร็จหมดแล้วค่ะ รอแค่ครอบครัวเรามากินเท่านั้นเอง”

    “อา!...ทำไมถึงทำอาหารเองล่ะไฉ่หง ไม่สบายแล้วยังจะลุกมาทำอาหารอีก” หลี่ผิงที่ได้ยินอย่างนั้นก็ถามขึ้นมาอย่างอดเป็๞ห่วงไม่ได้

    “ฉันหายดีแล้วค่ะพี่สะใภ้ใหญ่ อย่าทำเหมือนฉันอ่อนแอมากสิคะ”

    ทุกคนในครอบครัวฉินก็พากันคิดว่า นอกจากเด็กตัวเล็กๆ ในครอบครัวฉินแล้ว ก็เป็๞ฉินไฉ่หงเองนี่แหละที่อ่อนแอที่สุดในครอบครัวของพวกเขาไม่ใช่เหรอ?

    แต่วันนี้ทุกคนในครอบครัวฉิน ก็รู้สึกได้ว่า ฉินไฉ่หงเหมือนจะกล้าพูดคุยมากขึ้น ไม่ค่อยขี้อายเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว

    พอเห็นว่าฉินไฉ่หงที่หายป่วยคราวนี้แล้ว ก็ดูเหมือนว่าเธอจะมีความกล้าและความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ทำให้ครอบครัวฉินทุกคนที่เห็นเธอเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น พวกเขาในครอบครัวก็สบายใจ และไม่ได้ทักถามอะไรจากเธอ

    เพราะปกติตัวฉินไฉ่หงจะไม่ค่อยกล้าออกความคิดเห็นอะไรในครอบครัวมากเท่าไหร่

    เธอจะเป็๞เด็กดีที่เชื่อฟังครอบครัวมาก แต่ทุกคนในครอบครัวก็เป็๞ห่วงว่าเธอจะไม่สามารถตัดสินใจอะไรเองได้เลยในอนาคต

    เพราะวันหนึ่งเธอก็ต้องไปมีชีวิตเป็๲ของตัวเอง การที่เห็นเธอมีความเปลี่ยนแปลงตัวเองที่ดีขึ้นในวันนี้ มันก็เลยทำให้ครอบครัวฉินไม่กล้าไปทักหรือหาสาเหตุจากเธอ เพราะกลัวว่าเธอจะกลับมาไม่มั่นใจตัวเองเหมือนเดิมอีก

    ทุกคนในครอบครัวฉิน ที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของฉินไฉ่หงในวันนี้ก็เลยเงียบและไม่มีการถามไถ่อะไร อย่างที่ฉินไฉ่หงกังวลหรือได้กลัวเลย

    “เอาล่ะ...ทำแล้วก็แล้ว ไปเตรียมข้าวมากินกันเถอะ”

    เป็๞พ่อฉินที่ไล่ทุกคนให้แยกย้ายกันไปทานข้าวเที่ยง เพื่อที่ตอนบ่ายพวกเขาก็จะได้ลงไปปลูกข้าวที่ทุ่งนาอีก เพราะฉะนั้นแล้ว รีบกินข้าวเสร็จไวๆ จะได้รีบไปพักผ่อนได้กัน

    หลังจากนั้นครอบครัวฉินก็มานั่งที่โต๊ะกินข้าวกัน แล้วก็กินข้าวเที่ยงกันอย่างเอร็ดอร่อย แน่นอนสิ! ถึงจะเป็๲แค่อาหารธรรมดาๆ แต่แตงกวาและมะเขือเทศถูกรดน้ำด้วยน้ำพุวิเศษ ก็ต้องอร่อยมากกว่าทุกมื้ออยู่แล้วล่ะ

    หลังจากทานข้าวเที่ยงเสร็จแล้ว อาหารที่ฉินไฉ่หงได้ทำขึ้นมาในมื้อนี้ ก็จะยังช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น และหายจากการเหน็ดเหนื่อยมาจากการทำงานได้ดีอีกด้วย

    “อาเล็ก อาหารที่อาเล็กทำวันนี้ อร่อยกว่าที่แม่ทำมากเลยครับ” เป็๲เ๽้าตัวแสบฉินเวยลูกชายคนเล็กของพี่ใหญ่พูดขึ้นมา

    “ลูกพูดอย่างนี้แสดงว่าจะไม่กินอาหารที่แม่ทำแล้วใช่มั้ย? เสี่ยวเวย” หลี่ผิงแกล้งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่น้อยใจลูกชายของเธอเล็กน้อย

    พอฉินเวยได้ยินแม่ตัวเองพูดอย่างนั้น ก็รีบพูดแก้ตัวขึ้นมาทันที

    “เปล่าน้าครับ! แม่ก็ทำอาหารอร่อยเหมือนกัน แต่แค่น้อยกว่าอาเล็กนิดนึงเท่านั้นเอง”

    ตอนนี้ครอบครัวฉินที่ทานข้าวเสร็จ และกำลังนั่งพักผ่อนกันอยู่ พอได้ยินฉินเวยรีบพูดแก้ตัวด้วยท่าทางจริงจังก็พากันอดหัวเราะกับท่าทีของเขาด้วยไม่ได้

    พอฉินซูลี่ลูกสาวคนโตของพี่ใหญ่เห็นว่าครอบครัวทานข้าวอิ่มกันแล้ว เธอก็รวบรวมถ้วยจานเพื่อที่จะเก็บเอาไปล้าง และพอฉินไฉ่หงเห็นอย่างนั้นก็รีบไปช่วย

    “มา อาช่วย จะได้ล้างกันเสร็จไวๆ”

    “ไม่เป็๞ไรค่ะอาเล็ก มีถ้วยจานนิดเดียวเอง หนูล้างเองได้ค่ะ” ฉินซูลี่รีบห้ามอาเล็กของเธอ เมื่อเห็นว่าอาเล็กจะมาแย่งถ้วยจานในมือที่เธอถืออยู่ไปล้าง

    “มาเถอะ อาไม่ได้ไปช่วยงานที่ทุ่งนาเมื่อเช้า อาไม่เหนื่อยมากหรอก เรานั่นแหละ ไปดูแลน้องที่ทุ่งนามา เหนื่อยกว่าอาอีก” พูดจบฉินไฉ่หงก็หอบเอาถ้วยจานทั้งหมดไปล้างเอง

    ฉินซูลี่ที่เห็นแบบนั้น ก็ได้แต่ตามอาเล็กไปช่วยล้างถ้วยจานที่หลังบ้าน

    เนื่องจากครอบครัวฉินจนมาก หลานๆ ในครอบครัวฉินทั้งสามคน จึงตัวเล็กเหมือนเด็กขาดสารอาหารกันทุกคน ฉินซูลี่ที่มีอายุ 8 ขวบแล้วก็ยังไม่ได้ไปโรงเรียนเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม

    จริงๆ แล้วตัวฉินไฉ่หงก็จะใช้เงินที่สามีของเธอส่งมา จ่ายค่าเทอมเพื่อช่วยให้หลานสาวของเธอได้ไปเรียน๻ั้๫แ๻่ปีที่ผ่านมาแล้ว

    แต่ครอบครัวฉินไม่ยอม แล้วบอกกับเธอว่ารอขายข้าวได้ก่อน แล้วค่อยไปเรียนในปีหน้าเอาก็ได้

    เพราะพวกเขาไม่กล้าใช้เงินของลูกเขยที่ส่งมาให้ฉินไฉ่หงไว้ใช้ มาส่งให้ฉินซูลี่ได้เรียนหรอกนะ เพราะพวกเขากลัวว่าชาวบ้านจะนินทาเอาได้ ว่าไปเกาะลูกเขยกิน เลยรอแค่ปีเดียวก็มีเงินจากการขายข้าวในทุ่งนาแล้ว ก็ค่อยส่งไปเรียนในตอนนั้นก็ยังไม่สายเกินไปหรอก

    ‘อืม...ถ้างั้น รอเธอขายงานได้ก่อนแล้วกัน เธอจะได้เอาเงินที่ได้จากการขายงานได้แล้ว มาส่งให้หลานสาวของเธอได้เรียนในเทอมนี้เอาเลยก็ได้’

    ฉินไฉ่หงคิดเสร็จ ก็มองไปที่หลานสาวที่ช่วยเธอล้างจานอยู่อย่างตั้งใจ มีหลานสาวที่ขยันและเป็๞เด็กดีขนาดนี้ เธอต้องรีบส่งเสริมให้หลานๆ ของเธอได้เรียนอยู่แล้วล่ะ ว่าแต่...งานจะขายได้หรือเปล่านั้น สงสัยพรุ่งนี้ต้องเข้าเมืองไปดูผลประกาศของทางโรงงานแล้วล่ะ ว่าเธอจะสอบเข้าโรงงานได้หรือเปล่า...