หลินเฟิงััได้ถึงพลังงานที่เฉียบคมหมุนวนราวกับกระแสน้ำทะลักเข้าไปในร่างกายผ่านมือที่จับด้ามกระบี่เอาไว้
เพียงชั่วพริบตามันก็ได้ไหลเข้าไปยังแขน ขา เื เนื้อ อวัยวะทุกส่วนของร่างกาย
ในเวลาเดียวกัน หลินเฟิงก็จ้องมองออกไปราวกับจะกินเืกินเนื้อเสียให้ได้
ที่เขามีสายตาแบบนั้นก็ช่วยไม่ได้ เพราะจู่ ๆ กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนกลับหายไปต่อหน้าต่อตาดื้อ ๆ !!
หนำซ้ำแท่นบูชาก็ได้หายไป ลานจัตุรัสหายไป กระทั่งทุกอย่างรอบตัวหายไปจนหมดสิ้น...
ทุกอย่างราวกับความฝัน ทุกสิ่งหายไปจากการมองเห็นทั้งหมด
เวลานี้เหลือเพียงสิ่งเดียวคือ ‘ตกตะลึงถึงขีดสุด’
ผีหลอกหรืออย่างไร?
ต่อมาเขาก็รู้สึกถึงพลังอันลึกลับที่ไม่อาจต้านทานดึงเขาเข้าสู่โลกอีกใบหนึ่ง
ก่อนที่หลินเฟิงจะดึงสติกลับมาได้ ฉากที่น่าเหลือเชื่อก็ปรากฏตรงหน้า
มันคือโลกที่เต็มไปด้วยความอลหม่านจนจับต้นชนปลายไม่ถูก
ด้านหนึ่งคือฉากที่เต็มไปด้วยเืสีแดงฉาน การฆ่าฟันบนสนามรบ ศพกองเป็พะเนินราวกับนรกบนดิน
อีกด้านหนึ่งคือผู้คนกำลังทำงานและอยู่อาศัยอย่างร่มเย็นเป็สุข ชาวบ้านยิ้มแย้ม เหล่าบุรุษไถนาปลูกข้าว เหล่าสตรีถักทอเย็บผ้า ช่างเป็ฉากที่น่าพึงตาพึงใจ
แต่โลกก็เป็เช่นนี้ เวลานี้หลินเฟิงกำลังมองดูฉากทั้งสองราวกับพระเ้าที่กำลังเฝ้าดูการเป็ไป
เขากำลังสับสนอยู่ในขณะนี้
มันหมายความว่าอย่างไร?
หรือว่านี่จะเป็การทดสอบสุดท้ายของกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน?
ละครเด็กเล่นหรือเปล่า? จะให้ข้าดูหนังตอนนี้จริง ๆ หรือ?
“เ้ารู้สึกเช่นไร?” เวลานั้นเองได้มีเสียงอันเย็นเฉียบสายหนึ่งดังขึ้นมา
“หะ!” หลินเฟิง ถึงกับถอยหลังออกไปหนึ่งก้าวพร้อมกับใช้พลังปราณแผ่ขยายออกไปเพื่อค้นหาเ้าของเสียง แต่ทว่ากลับไม่มีใครอยู่เลย
หูฝาดหรือเปล่าเนี่ย?
“มิได้ยินที่ข้าถามหรืออย่างไร ข้าถามว่าเห็นแล้วรู้สึกเช่นไรบ้าง?” ครู่ต่อมาเสียงอันเย็นเยียบก็ดังขึ้นอีกครา
“เ้า...เ้าเป็ใคร?” เวลานี้ใจของหลินเฟิงตกไปอยู่ตาตุ่ม
“ข้าก็คือจิติญญาแห่งกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน หากมิใช่เพราะข้ามีหรือเ้าจะได้เข้ามาที่นี่?” เสียงอันเยือกเย็นได้แสดงถึงความภาคภูมิใจขึ้นมา
หลินเฟิง “...”
ไม่น่าแปลกใจแล้วว่าทำไมจักรพรรดิซวนหยวนถึงยอมให้เขาง่าย ๆ แบบนี้ ที่แท้จิติญญาแห่งกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนเป็แบบนี้นี่เอง...
จิติญญากระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนกล่าว “ตอบคำถามข้าก่อน เ้ารู้สึกอย่างไรกับสิ่งที่เห็นเบื้องหน้า?”
“ข้าเกลียดการเข่นฆ่า และปรารถนาความสงบสุขมากกว่า”
หลินเฟิงบอกสิ่งที่คิดอยู่ในใจของเขาออกไปตรง ๆ จากนั้นใบหน้าเขาก็เปลี่ยนเป็เคร่งขรึมพร้อมกับเปลี่ยนบทสนทนา
“แต่หากถึงเวลาที่ต้องเข่นฆ่าจริง ๆ ข้าก็ไม่รังเกียจ”
จิติญญาแห่งกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนกล่าวต่อ “วิเศษ เวลากระชั้นเข้ามามาก ไม่ต้องทดสอบอะไรอื่นแล้ว ไปรับกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนเสีย”
หลินเฟิง “…”
ท่ามกลางความงุนงง าที่มีซากศพกองเป็พะเนินก็ปรากฏชัยชนะของผู้แข็งแกร่งและได้รับการสรรเสริญจนกลายเป็ภาพแห่งความรุ่งเรืองและความสงบคืนกลับมา
เวลาต่อมา
โลกเริ่มบิดเบี้ยว ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ูเา แม่น้ำ พืชพรรณ สรรพสิ่งล้วนหลอมรวมผสานเข้าด้วยกัน
.....................
ผ่านไปไม่นานนัก โลกทั้งใบก็กลายเป็แสงสีทองอร่ามทรงกลมขนาดเท่าฝ่ามือ พร้อมกับค่อย ๆ ลอยเข้ามาหาหลินเฟิง
เขาััได้เพียงแสงสว่างที่แยงตา ความเ็ปที่แผ่ซ่านไปยังจุด ไป่หุย จากนั้นพลังอันมหาศาลก็เริ่มโถมกระหน่ำไปทั่วทั้งร่างกายอย่างรุนแรง มันไม่ใช่แค่จุดจุดเดียว ความเ็ปได้แผ่ขยายไปยังทุกซอกทุกมุมของร่างกาย
“อึก!!”
ความเ็ปที่แสนสาหัสทำให้เขาถึงกับร้องอุทานออกมา
และเวลานี้เอง
แรงกดดันอันมหาศาลก็ได้ถาโถมเข้ามาโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
ราวกับแรงกดดันนี้เป็เกลียวคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งจากทุกทิศทาง
ชั่วพริบตาพลังปราณในร่างกายก็เริ่มปั่นป่วนอย่างรุนแรง
ภายใต้ความโกลาหลทั้งภายในและภายนอก หลินเฟิงก็ตระหนักได้ว่าตอนนี้ตายน่าจะดีกว่าอยู่
ภายในร่างกายราวกับชีพจรลมปราณทั้งหลายกำลังปริแตก เซลล์ทุกเซลล์กำลังถูกทำลายไปทีละน้อย
ส่วนนอกร่างกาย ภายใต้แรงกดดันอันมหาศาลที่ถาโถมมามันทำให้กระดูกในร่างเกิดเสียงแตกร้าว เนื้อหนังภายนอกเกิดรอยแตกเป็ใยแมงมุม
ความเ็ปเกินจะทนได้พุ่งผ่านิัผ่านเส้นชีพจร กระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเื และสุดท้ายได้แล่นสู่สมองส่วนกลาง เขารู้สึกว่าในเวลานี้ปลายประสาทของเขากำลังด้านชาจากความเ็ป
ยิ่งเมื่อเวลาผ่านไป ความรุนแรงจากทั้งแรงกดดันภายนอกพร้อมกับความปั่นป่วนภายในก็ยิ่งทวีความบ้าคลั่งขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ถึงอย่างไร หลินเฟิงก็ไม่คิดจะยอมแพ้
เขากัดฟันพยายามอย่างเต็มที่ เพียงแต่ว่ายิ่งเขากุมด้ามกระบี่แรงเท่าไหร่ ความปั่นป่วนจากทั้งภายในและภายนอกก็ยิ่งแรงขึ้นเรื่อย ๆ
ไม่ช้ากระดูกของหลินเฟิงก็แตกสะบั้น เืทะลักปกคลุมชุดของเขาจนชุ่ม และเวลานั้นเขาก็ไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป
ขณะที่เขากำลังยอมแพ้ก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จู่ ๆ แสงสว่างก็ส่องสว่างเข้ามาในดวงตาของเขา
หลินเฟิงตัดสินใจที่จะหยุดต่อต้านพร้อมกับเปิดรับทุกอย่างเต็มที่ ปล่อยให้แรงกดดันจากภายนอกและความปั่นป่วนถาโถมเข้ามาภายใน
ผู้กล้าไม่หวาดกลัว!
ผู้เมตตาไร้เทียมทาน!
บัดนี้ความเข้าใจของเขาเริ่มลึกซึ้งขึ้นไปอีกระดับ
หลินเฟิงจมสู่ห้วงภวังค์ความคิด พร้อมกับััถึงทุกสิ่งที่อยู่รอบกาย
เขาเปรียบเสมือนผู้บำเพ็ญที่เข้าฌาน สีหน้าสงบนิ่ง ความเ็ปทั้งหลายดูเหมือนจะไม่สามารถส่งผลกระทบต่อเขาได้อีก
กระทั่งเขาค้นพบว่าพลังทั้งหมดที่มาจากภายในและภายนอก มันไม่ใช่พลังที่มีไว้ทำลาย แต่มันคือพลังที่เป็ส่วนหนึ่งของโลก
และเขาก็เป็ส่วนหนึ่งของโลกด้วยเช่นกัน
ทั้งสองอยู่ร่วมกันตามธรรมชาติ
เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไป...
ความรู้สึกของหลินเฟิงก็แปรเปลี่ยนไปอีกครั้ง ก่อนหน้าร่างกายของเขายังโอนเอนโซเซไปมาราวกับเรือเล็กเผชิญคลื่นกระหน่ำ
แต่ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนกับความผันผวนของพลังที่ถาโถมเข้ามาเริ่มช้าลง และเขาก็ได้เคลื่อนไปตามจังหวะความผันผวนนั้นราวกับแล่นเรือไหลไปตามกระแสน้ำ
ราวกับว่าเขาเข้ากับมันได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าคลื่นจะซัดมาเพียงใดเขาก็เพียงแค่คล้อยตามมันไปและเป็หนึ่งเดียวกลมกลืนกับมัน
ส่งผลให้แรงกดดันอันมหาศาลไม่สามารถทำอะไรเขาได้อีกต่อไป เพราะตอนนี้เขาเปรียบเสมือนเรือแล่นที่ไม่หวั่นเกรงต่อคลื่นใด ๆ
หากมีใครได้เห็นหลินเฟิงในเวลานี้ จะพบว่าร่างกายของเขาที่แต่เดิมชุ่มไปด้วยเื บัดนี้กลับปรากฏแสงสีทองจาง ๆ รายล้อม
ทว่าหลินเฟิงยังคงจมอยู่ในภวังค์โดยสมบูรณ์ เขาจึงไม่สามารถรับรู้สถานการณ์ร่างกายตัวเองได้
.....................
เวลาเดียวกัน ภายในสุสานซวนหยวน
จักรพรรดิซวนหยวนที่ปรากฏตัวลอยอยู่กลางอากาศ ก็ได้ยิ้มบาง ๆ ออกมาพร้อมกับจ้องมองไปยังหลินเฟิงพลางพยักหน้า มองจากภายนอกท่าทางของหลินเฟิงยามนี้คือเขากำลังยืนจับกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนแข็งค้างอยู่เช่นนั้น ราวกับประติมากรรมน้ำแข็ง
ทันใดนั้นแสงสีทองก็เปล่งประกายพุ่งกระจายออกจากร่างกายของหลินเฟิง
จักรพรรดิซวนหยวนที่เห็นภาพนี้แล้วก็ถึงกับตกตะลึง “ปะ...เป็ไปได้อย่างไร?”
“่เริ่มต้นผสานกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนจะปลดปล่อยพลังแห่ง์และโลก เ้าหนูนั่นมีพลังบ่มเพาะเพียงน้อยนิด แล้วเขาผสานมันได้เช่นไร?”
“มีข้าอยู่ ไม่มีสิ่งใดที่เป็ไปไม่ได้”
สิ้นสุดเสียง สตรีชุดขาวก็ก้าวออกมาจากความว่างเปล่า
นางเหลือบมองไปยังหลินเฟิง และหันไปทางจักรพรรดิซวนหยวนพลางยิ้มบาง ๆ “ความปรารถนาอันแสนยาวนานหมื่นปีของเ้าดูเหมือนจะลุล่วงแล้วสินะ”
“หมายความว่าอย่างไร?” จักรพรรดิซวนหยวนมองไปยังสตรีชุดขาวด้วยใบหน้าสับสน
“เ้าลองมองดูว่านั่นคืออะไร” เมื่อกล่าวจบ สตรีชุดขาวก็ชี้ไปยังหลินเฟิง