沉鱼落雁,闭月羞花
มัจฉาจมวารี
ปักษีตกนภา
จันทร์หลบโฉมสุดา
มวลผกาละอายนาง[1]
คงจะมีเพียงกวีชมโฉมงามบทนี้กระมังที่เพียงพอจะบรรยายความงามของโฉมสะคราญตรงหน้า หญิงงามในชุดสีขาวเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้นเยื้องย่างกายไปมาดุจนาง์จำแลงแปลงกายลงร่ายรำ ใบหน้าเรียวได้รูป ดวงตาหงส์ จมูกโด่งรั้น ริมฝีปากอวบอิ่มแย้มยิ้มล่อลวงผู้คนให้ลุ่มหลงไปกับความงามนั้น สองแก้มขึ้นสีแดงระเรื่อดุจผลอิงเถา หยดน้ำใสไหลจากริมฝีปากเรื่อยลงมายังลำคอระหง
ช่างเป็ภาพที่งดงามและเย้ายวนเกินคำบรรยาย...
ใจกลางป่าลึกอันเป็ที่พำนักของสิงสาราสัตว์ที่แสนจะดุร้ายเช่นนี้ ไฉนจึงได้มีโฉมสะคราญล่มเมืองพำนักอยู่ หรือนางนั้นจะหาใช่มนุษย์ แต่ยังคงเป็นาง์ที่เร้นกายหลบหนีความวุ่นวายมายังสถานที่แห่งนี้ นาง์ผู้นั้นหมุนตัวเหยียบก้อนหินส่งตัวเองขึ้นไปนั่งอยู่บนต้นไม้ ยกไหสุราดอกท้อที่อยู่ในมือขึ้นดื่ม แล้วเอนกายอิงแอบแนบต้นไม้อย่างทอดถอนอารมณ์
โป๊ก
“โอ๊ย!”
ตุ๊บ
“โอ๊ยยยย!”
เว่ยซูฮวากำลังนอนทอดกายไปบนกิ่งไม้พลางกระดกไหสุราที่ตนแอบไปขโมยผู้เป็อาจารย์มาดื่มอย่างสำเริงสำราญ ช่างเข้ากับบรรยากาศอันเงียบสงบทั้งสายลมที่พลิ้วไหวพัดพากลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้มาแตะจมูกก็ให้ผ่อนคลายยิ่ง ทว่าจู่ ๆ ก็มีบางสิ่งบางอย่างพุ่งเข้าที่หน้าผากของนางอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำเอาร่างแน่งน้อยที่นอนอยู่บนกิ่งไม้ล่วงหล่นโดยพลัน
“ท่านอาจารย์!” เว่ยซูฮวาร้องเรียกผู้กระทำนางด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองระคนแง่งอน “ท่านทำกับศิษย์เช่นนี้ได้เยี่ยงไรเ้าคะ หากศิษย์ตกต้นไม้จนเสียโฉมจะทำเช่นไร”
หญิงสาวกล่าว มือข้างหนึ่งลูบหน้าผากที่โดนหินกระแทก มืออีกข้างก็ลูบบั้นท้ายที่กระแทกกับพื้น
“ผู้ใดใช้ให้ศิษย์อย่างเ้ามาขโมยสุราของผู้เป็อาจารย์กัน!” ชายชราผู้มีใบหน้าราวกับชายวัยกลางคน ทว่าการแต่งกายที่ไม่ต่างจาก เอิ่ม ยาจกก็ทำให้ผู้ใดมิอาจเชื่อได้ว่าชายชราผู้นี้คือปรมาจารย์อี้ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทั้งแผ่นดิน
“เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเ้าค่ะ” เว่ยซูฮวาเอ่ยเสียงอ่อนพลางมองซ้ายมองขวาอย่างหาทางออกให้ตัวเอง
“เล็กน้อยอันใดของเ้า ั้แ่ข้ารับพวกเ้าศิษย์พี่น้องเข้ามาเป็ลูกศิษย์ สุราที่ข้ามุมานะบ่มเพาะมันมาเนิ่นนานก็หายไปมากมาย เหลืออยู่เพียงไม่กี่ไหเท่านั้น!” อาจารย์เฒ่าว่าพลางยกไม้เท้าชี้หน้าศิษย์น้อยของตน
“ทว่านั่นเป็ศิษย์พี่นะเ้าคะ ศิษย์น้อยเพิ่งทำเพียงครั้งแรกเท่านั้น” เว่ยซูฮวาแก้ตัวน้ำขุ่น ๆ ด้วยตอนนี้หาได้มีศิษย์พี่คนใดคอยกางปีกปกป้องนางอีกต่อไปแล้ว “อ๊ะ คารวะท่านอาจารย์หญิงเ้าค่ะ”
อยู่ ๆ ผู้เป็ศิษย์ก็เอ่ยทำความเคารพฮูหยินของตน อาจารย์เฒ่าที่กำลังจะใช้ไม้ตีเ้าศิษย์ตัวดีเป็อันต้องรีบหุบแขน หันไปด้านหลังของตนทันที “น้องหญิงพี่....”
ทว่าเมื่อหันหลังกลับไปก็หาได้มีผู้ใดอยู่ด้านหลังไม่ อาจารย์เช่นเขารู้ได้ทันทีว่าตนโดนเ้าศิษย์น้อยตัวดีหลอกเสียแล้ว และเป็จริงดั่งคาดเมื่อหันกลับมาเอาเื่เ้าศิษย์น้อยก็หายตัวไปเสียไปแล้ว “เ้าศิษย์ผู้นี้!”
“ฮึฮึ ผู้ใดจะงดงามและฉลาดเฉลียวไปกว่าซูฮวาผู้นี้...เป็ไม่มี” เว่ยซูฮวายกยิ้มอย่างอารมณ์ดีที่หลบหนีการทำโทษของอาจารย์ผู้เฒ่ามาได้ นางกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังสวนสมุนไพรของผู้เป็อาจารย์หญิง
“ท่านอาจารย์~” หญิงสาวร้องเรียกเมื่อเห็นอาจารย์หญิงที่ล่วงเลยวัยกลางคนไปแล้วทว่ายังคงอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงไปมากโข อาจารย์หญิงของนางนั้นงดงามไปทั้งใบหน้า ท่วงท่ากิริยา และการแต่งกาย มาดว่าในอดีตท่านอาจารย์หญิงจะต้องเคยเป็ยอดพธูแห่งแผ่นดินอย่างมิต้องสงสัย แตกต่างจากท่านอาจารย์อี้ผู้เป็สามียิ่งนัก เว่ยซูฮวาแอบสงสัยอยู่หลายคราว่าเหตุใดยอดหญิงงามอย่างอาจารย์หญิงถึงได้แต่งให้ท่านอาจารย์อี้ หรืออาจารย์อี้จะลักพาตัวมา อืม บางทีอาจจะเป็เช่นนั้นก็ได้กระมัง
เมิ่งชงผู่ได้ยินเสียงศิษย์น้อยของตนก็ผละมือจากการเก็บสมุนไพรหันกลับไปหาศิษย์คนโปรด แล้วก็ต้องหรี่ตาลง “ผมเผ้ายุ่งเหยิง หน้าผากมีรอยแดง ชุดเปื้อนฝุ่น ยังคงมีกลิ่นสุราดอกท้อ ดูท่าเ้าคงจะหนีมาหลบภัยที่นี่ใช่หรือไม่”
เว่ยซูฮวายกยิ้มแหย่ที่อาจารย์หญิงรู้ทันตน
“เฮ้อ เ้านี่นะ โตเป็หญิงงามเพียงนี้แล้วไฉนจึงยังทำตัวเป็เด็ก ๆ เช่นวันวานอยู่อีก” อาจารย์หญิงว่าพลางเดินไปนั่งรินน้ำชาให้ตนและศิษย์น้อย
“ทางจวนสกุลเว่ยได้ส่งจดหมายเรียกตัวเ้ากลับจวน กล่าวว่าเ้าก็อายุสิบเจ็ดหนาวแล้วหากยังเอาแต่อยู่บนเขาเยี่ยงนี้ คงไม่อาจแต่งออกเรือนไปให้ผู้ใดได้” อาจารย์หญิงกล่าวถึงเนื้อหาในจดหมายที่ตนได้รับมาจากจวนตระกูลเว่ย
“ศิษย์มิเคยรู้ว่าฮูหยินใหญ่จะใส่ใจศิษย์ถึงเพียงนี้” เว่ยซูฮวาไม่อยากจะเชื่อถือในความห่วงใยของฮูหยินใหญ่
“จะด้วยเหตุใด เช่นไรเ้าก็ต้องกลับไปหากเ้าอายุสิบแปดแล้วยังมิอาจหาคู่ครองได้ ชื่อเสียงของเ้าจะแปดเปื้อน” หญิงสาวที่อายุสิบแปดแล้วยังมิมีแม้แต่คู่หมั้น ผู้คนก็จะเริ่มสงสัยว่าเป็เพราะเหตุใดจนกลายเป็ที่ครหา ยิ่งกับคุณหนูจากตระกูลใหญ่ด้วยแล้วอาจส่งผลเสียไปถึงคุณหนูคนอื่น ๆ ในตระกูลด้วย
“ศิษย์ทราบแล้วเ้าค่ะ” เว่ยซูฮวารับคำอย่างไม่เต็มใจนัก นางไม่อยากลงไปจากเขา นางไม่อยากแต่งงาน แต่ก็รู้ว่าหากนางทำเช่นนั้นชื่อเสียงของนางคงมิเหลือชิ้นดี ช่ื่อเสียงของบิดาก็คงจะพลอยด่างพร้อยไปด้วย
“เ้าอย่าได้กังวลใจไปเลย อาจารย์ได้ส่งจดหมายไปหาศิษย์พี่ของเ้าแล้ว หากมีอันใดเกิดขึ้นพวกเขาจะต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือเ้าอย่างแน่นอน” เมิ่งชงผู่ว่าขณะปัดเศษใบไม้ใบหญ้าออกจากผมอันนุ่มลื่นดุจแพรไหมชั้นดีของผู้เป็ศิษย์
“หากเป็เช่นนั้นจริงก็ดียิ่งเ้าค่ะ” แม้นางจะไม่รู้ว่าจะพบกับศิษย์พี่ทั้งหลายได้อย่างไร แต่นางก็เชื่อมั่นว่าเมื่อใดที่นางพบปัญหาศิษย์พี่จะต้องออกมาช่วยนางอย่างแน่นอน เหมือนเช่นทุกครา
นางมีศิษย์พี่ทั้งหมดสี่คน ศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่รองลงจากเขาซานชิงไปเมื่อห้าปีก่อน แม้ั้แ่พวกเขาจากไปนางจะไม่ได้พบหน้าพวกเขา ด้วยทั้งสองยุ่งอยู่กับตระกูลและงานการของตัวเอง ทว่าพวกเขาก็ยังคงเขียนจดหมายมาหานางอยู่ตลอด โดยเฉพาะศิษย์พี่ใหญ่ที่เขียนจดหมายมาหานางทุกอาทิตย์ไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่ฉบับเดียว สองปีต่อมาก็เป็ศิษย์พี่สามและศิษย์พี่สี่ลงจากเขาไป ทำให้สถานที่แห่งนี้เหลือนางเพียงผู้เดียว
“ไม่ต้องห่วง บรรดาศิษย์พี่ของเ้าเป็ผู้มีความสามารถ เพียงเ้ามีปัญหาพวกเขาย่อมยื่นมือเข้าช่วยเหลือ” อาจารย์หญิงยิ้มให้นางด้วยแววตาอ่อนโยน
“ศิษย์ต้องคิดถึงท่านอาจารย์มากแน่ ๆ เ้าค่ะ” เว่ยซูฮวาว่าพลางกอดเอวผู้เป็อาจารย์
“อาจารย์ก็เช่นกัน” จากกันครานี้ไม่รู้อีกนานเท่าใดถึงจะได้พบเจอ อาจารย์ก็เป็เหมือนบิดามารดา ความผูกพันเช่นนี้ยากนักที่จะปล่อยวาง
“คุณหนูเข้าเขตเมืองหลวงแล้วเ้าค่ะ” เสียงของเอินเอินสาวใช้คนสนิทปลุกเว่ยซูฮวาจากอาการง่วงเหงาหาวนอน
ตอนนี้เว่ยซูฮวา เอินเอิน ถิงถิงสองสาวใช้คนสนิทกำลังนั่งรถม้ากลับจวนสกุลเว่ย จวนที่ไม่มีท่านพ่อและน้องชายก็ไม่ต่างอันใดกับสนามรบ ท่านย่าผู้เข้าข้างฮูหยินใหญ่ที่เกลียดนางยิ่งกว่าสิ่งใด เว่ยซูฮวาเป็บุตรสาวคนโตของเว่ยต้าเจียงจวิน ผู้บัญชาทหารสูงสุดฝ่ายซ้ายกับฮูหยินรอง มารดาของนางเป็คุณหนูจากตระกูลพ่อค้าธรรมดาไร้ซึ่งอำนาจใด แต่บิดาก็รักและโปรดปรานมารดาของนางมาก เมื่อมารดาสิ้นใจ ความรัก ความเอาใจใส่ทั้งหมดจึงตกมาอยู่ที่นางผู้เป็บุตรสาว
เช่นเดียวกับความเกลียดชังของฮูหยินใหญ่ ยิ่งเกลียดมารดาของนางมากเท่าไหร่ความเกลียดชังที่มีต่อนางก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น คราที่มารดาสิ้นใจนางอายุได้เพียงห้าหนาว บิดาจำต้องออกรบเขาจึงตัดสินใจส่งนางไปให้อาจารย์ทั้งสองสั่งสอน ฮูหยินใหญ่คิดว่าอาจารย์ที่ท่านพ่อส่งนางมาร่ำเรียนด้วยนั้นเป็เพียงบัณฑิตตกยาก ทั้งยังต้องไปร่ำเรียนถึงต่างเมืองอยู่ในหุบเขากันดารจึงไม่คิดขัดขวาง
นางได้มีโอกาสกลับจวนเป็่ระยะเวลาสั้น ๆ ก็่ที่นางเข้าพิธีปักปิ่น จากนั้นนางก็ใช้ข้ออ้างเจ็บป่วยต้องกลับไปรักษาตัวที่เขาซานชิง ที่นั่นนางได้เรียนรู้ทุกศาสตร์ศิลป์หรือไม่ก็ออกท่องยุทธไปกับอาจารย์เป็ครั้งคราว ท่านพ่อ พี่ใหญ่ น้องสามมักจะมาเยี่ยมเยือนนางสองสามเดือนครั้ง เพราะเขาซานชิงนั้นตั้งอยู่ไม่ไกลจากค่ายทหารของทั้งสาม
ตระกูลเว่ยนอกจากท่านย่า ท่านพ่อ ฮูหยินใหญ่แล้วก็ยังมีฮูหยินสาม อนุสี่ อนุห้า และอนุหก โดยพี่ใหญ่เกิดจากฮูหยินใหญ่ทว่านิสัยของเขากลับไม่คล้ายกับผู้เป็มารดาเท่าใดนัก ด้วยถูกท่านพ่อเลี้ยงดูเองั้แ่ยังเล็กครั้นต้องออกรบท่านพ่อก็จะนำพี่ใหญ่ติดไปด้วย ดังนั้นนางจึงสนิทสนมกับพี่ใหญ่และเขาก็ยังดีต่อนางมากเช่นกัน ต่อมาก็คือนาง น้องสามน้องชายแท้ ๆ ของนางก็ตามบิดาไปออกรบั้แ่เด็กเช่นกัน น้องสี่เว่ยซูลี่บุตรสาวของฮูหยินใหญ่ซึ่งหากนางจำไม่ผิดมาดว่าอีกหนึ่งเดือนน้องสี่จะเข้าพิธีปักปิ่น น้องห้าบุตรสาวของฮูหยินสาม น้องหกบุตรสาวของอนุสี่ ทั้งสองมีนิสัยอย่างไรนั้นเว่ยซูฮวาก็ไม่ค่อยจะแน่ใจเท่าใดนัก
เว่ยซูฮวาจะคิดว่าการกลับจวนในครั้งนี้เป็การฝึกปรือฝีมือนางก็แล้วกัน ร่ำเรียนมาก็มากหากไม่เอาความรู้มาใช้เลยคงจะเสียของแย่ เว่ยซูฮวาคิดพลางยกยิ้มหวานที่ไม่ว่าผู้ใดพบเห็นเป็ต้องลุ่มหลงเคลิ้บเคลิ้มในรอยยิ้มนั้น แต่ไม่ใช่กับสองสาวใช้ที่ขนลุกขนชันไปทั่วทั้งร่าง คุณหนูของนางมีนิสัยชอบกลั่นแกล้งผู้คนมาั้แ่ไหนแต่ไรผู้ใดไม่รู้บ้าง ยิ่งเรียนร่วมกับเหล่าศิษย์พี่ที่มีแต่บุรุษ ความเป็กุลสตรีแทบจะไม่หลงเหลือหากมิได้ท่านอาจารย์หญิงคอยขัดเกลามาดว่าคุณหนูของพวกนางคงถือดาบออกรบไปเสียแล้ว
“คุณหนูบ่าวสังหรณ์ใจกลับจวนครานี้ ฮูหยินใหญ่คงถือโอกาสที่นายท่านติดพันข้าศึกอยู่ชายแดน เป่าหูนายหญิงผู้เฒ่าหาคู่ครองให้คุณหนูเป็แน่เ้าค่ะ” ถิงถิงกล่าวด้วยใบหน้าเป็กังวล
“แล้วอย่างไร ไม่ช้าข้าก็ต้องออกเรือนอยู่ดี ออกเรือนไปกับคนที่ฮูหยินใหญ่หาให้ก็นับว่าง่ายดี” เว่ยซูฮวากล่าวอย่างไม่ใส่ใจมากนัก
“แต่คุณหนู ฮูหยินใหญ่จะต้องหาคุณชายไม่เอาไหนมาแต่งกับคุณหนูเป็แน่เ้าค่ะ” คุณหนูของนางนั้นงามล้ำ ความสามารถไม่เป็สองรองผู้ใด ชาติกำเนิดก็มิใช่ต่ำต้อย แม้จะเป็เพียงบุตรสาวของฮูหยินรองแต่ด้วยหน้าตาและความสามารถต่อให้แต่งเป็ชายาเอกในท่านอ๋องพระองค์ใดพระองค์หนึ่งก็ยังมิมีผู้ใดกล้าดูแคลน
“เป็ชายไม่เอาไหนก็ดี ข้าจะได้จัดการได้โดยง่าย เ้าก็รู้ว่าข้ามิได้ปรารถนาจะออกเรือนอยู่แล้ว แต่ในเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็หลับตาเลือก ๆ เอาเถิด จากนั้นสักสองสามเดือนก็แกล้งตายเสียก็สิ้นเื่ ตัวข้าก็จะได้ออกท่องเที่ยวไปยังใต้หล้าได้อย่างสบายใจ” ใช่ ตัวนางในตอนนี้วางแผนไว้นับพันหนทางให้หลุดพ้นจากพันธะพวกนี้เสียที ยิ่งเกิดขึ้นเร็วนางก็จะได้ออกท่องเที่ยวเร็วมากยิ่งขึ้น
“แต่คุณหนูหากทำเช่นนั้นแล้วนายท่านจะว่าอย่างไรเ้าคะ!” ท่านแม่ทัพจะต้องไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน
“เ้าไม่ต้องห่วง ข้าเคยกล่าวกับท่านพ่อแล้ว ท่านพ่อเองก็เห็นดีเห็นงามด้วย ทั้งยังจะช่วยหาทางให้แผนของข้าสำเร็จเร็วมากยิ่งขึ้น” เว่ยซูฮวาระบายยิ้มพลางแง้มผ้าม่านข้างหน้าต่างดูความเคลื่อนไหวของผู้คนที่สัญจรผ่านไปผ่านมา
“คุณหนู” ถิงถิงคางเสียงอย่างน่าสงสาร นางพยายามจะหันไปหาเอินเอินให้อีกฝ่ายช่วยโน้มน้าวคุณหนูของตนทว่าอีกฝ่ายกลับเบี่ยงหน้าหนี ถิงถิงไม่อยากให้คุณหนูทำเช่นนั้นเป็อย่างยิ่ง การแต่งงานถือเป็เื่ใหญ่และสำคัญที่สุดในชีวิตของหญิงผู้หนึ่ง แต่คุณหนูกลับไม่ให้ความสำคัญกับมันเยี่ยงนั้นจะไม่ให้นางเป็กังวลได้อย่างไร นางอยากให้คุณหนูของนางได้รับในสิ่งที่ดีที่สุดที่เหมาะสมที่สุดหาใช่อันใดก็ได้
“ถึงแล้วขอรับ” เสียงคนขับรถม้าพร้อมกับรถม้าที่หยุดลงหน้าประตูจวนสกุลเว่ย เว่ยซูฮวาก้าวเท้าลงจากรถม้าภายใต้การประคองของเอินเอิน เมื่อเงยหน้าก็ต้องเลิกคิ้วอย่างแปลกใจกับความพร้อมหน้าพร้อมตาของคนในตระกูล ทว่าเพิ่งชั่วอึดใจหญิงสาวก็คลี่ยิ้มหวานในทันทีพลางย่อกายทำความเคารพอย่างอ้อนช้อย
“คารวะท่านแม่ใหญ่ ท่านแม่สาม อนุสี่ อนุห้า และอนุหกเ้าค่ะ” ร่างอรชรอ้อนแอ้น ใบหน้างดงามล่มเมือง รอยยิ้มละมุนที่ประดับอยู่บนริมฝีปาก น้ำเสียงกังวานใส กิริยาก็งดงามอ่อนช้อยสมกับเป็คุณหนูตระกูลใหญ่
ฮูหยินใหญ่ที่้าแสดงความใจกว้างต่อลูกเลี้ยงถึงกับคิ้วกระตุกกับท่วงท่ากิริยา หน้าตาที่เหมือนนางจิ้งจอกนั้น ช่างทิ่มแทงใจนางยิ่งนัก !
“ลูกรองเดินทางกลับมาปลอดภัย แม่ใหญ่ก็ดีใจยิ่ง” แม้จะเกลียดมากเพียงไหนแต่นางก็ไม่ลืมที่จะทำตัวเป็ฮูหยินใหญ่ผู้ใจกว้างท่ามกลางชาวบ้านที่มายืนออรอดูหน้าตาของบุตรสาวคนโตของเว่ยต้าเจียงจวิน
“ต้องทำให้แม่ใหญ่และทุกคนต้องเป็ห่วง ฮวาเอ๋อร์ช่างอกตัญญูนัก” เว่ยซูฮวาก็ไม่ลืมที่จะเล่นบทเป็คุณหนูผู้งดงามอ่อนน้อมกลับเช่นกัน
“เช่นนั้นเราไปที่ห้องโถงกันเถิด ท่านย่าคงจะคิดถึงเ้ายิ่ง” ฮูหยินใหญ่ว่าแล้วก็เดินนำเข้าจวนทันที น้องสี่เว่ยซูลี่ก็ไม่ลืมยกยิ้มเยาะส่งมาให้นาง
ดูท่าแล้วสิ่งที่ถิงถิงเป็กังวลจะเกิดขึ้นจริง ทั้งฮูหยินใหญ่ยังทำไปอย่างเร่งรีบไม่คิดจะปล่อยให้นางได้หายใจหายคอ คงกลัวว่าหากท่านพ่อทราบแล้วจะส่งคนมาขัดขวางกระมัง
“เฮ้อ งดงามนัก”
“งดงามไปทั้งหน้าตากิริยามารยาท”
“ขนาดคุณหนูสี่ที่ว่างดงามเป็เอก ยังมิสู้คุณหนูรอง”
“ใช่ ๆ หากคุณหนูรองกล่าวว่าตนงดงามเป็ที่สองคงมิมีผู้ใดกล้ากล่าวว่าตนงดงามเป็ที่หนึ่งเป็แน่”
“ใช่ ๆ” เสียงอื้ออึงของชาวบ้านที่ได้สติหลังจากตกอยู่ในภวังค์แห่งรอยยิ้มของคุณหนูรองสกุลเว่ย ก็วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรสออกชาติ
เมื่อเข้ามายังด้านในเว่ยซูฮวาก็พบกับผู้เป็ย่า ที่ร่างกายดูแก่ชราลงไปมากนับจากที่นางเจอครั้งล่าสุด เว่ยซูฮวาย่อกายทำความเคารพ
นายหญิงผู้เฒ่าแห่งตระกูลเว่ยโบกมือให้นางลุกขึ้นแล้วกล่าว “ที่ย่าให้แม่ใหญ่ของเ้าเรียกตัวเ้ากลับมาก็เพราะมีเหตุสำคัญ ด้วยเ้าก็อายุอานามมิใช่น้อยควรค่าแก่การหาคู่ครองได้แล้ว”
“หลานเข้าใจดีเ้าค่ะ” เว่ยซูฮวาที่ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มตลอดเวลากล่าวรับคำอย่างเด็กหัวอ่อนว่านอนสอนง่าย
“เช่นนั้นก็ดี ให้แม่ใหญ่ของเ้าจัดการก็แล้วกัน” ฮูหยินผู้เฒ่าว่าแล้วก็โบกมือให้คนประคองกลับเรือนพักของตนทันที
“เอาล่ะ ข้าจะแจ้งให้ทุกคนทราบเลยแล้วกัน” เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าจากไป ฮูหยินใหญ่ก็เปลี่ยนน้ำเสียงในทันทีไม่เหลือเค้าลางฮูหยินใหญ่ผู้ใจกว้างต่อหน้าผู้คนแต่อย่างใด “ตระกูลเหรินส่งแม่สื่อมาสู่ขอเ้าไปเป็ฮูหยินเอกของคุณชายใหญ่ ข้าได้ตอบรับแล้ว วันพรุ่งทางฝั่งนั้นจะส่งสินสอดมาให้ เ้าก็เตรียมตัวให้พร้อม”
“เ้าค่ะแม่ใหญ่” เมื่อนางตอบรับคำอย่างง่ายดาย ฮูหยินใหญ่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจ คราแรกนางคิดว่านังเด็กนี่จะยื้อเวลารอให้ท่านพี่ของนางกลับมาเสียอีก แต่ในเมื่อเป็เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน
“เช่นนั้นก็แยกย้ายกันได้แล้ว” ฮูหยินใหญ่โบกมือไล่ให้ทุกคนแยกย้ายกลับไปทันทีที่พูดคุยเื่ที่นาง้าจะพูดเสร็จแล้ว
ในขณะที่เว่ยซูฮวากำลังจะเดินตามทุกคนออกจากห้องโถง เสียงที่ดั่งขึ้นจากด้านหลังก็รั้งนางเอาไว้ เว่ยซูฮวาหันกลับไปมองผู้เป็น้องด้วยใบหน้านิ่งเฉย มุมปากยกขึ้นที่คล้ายยิ้มไม่คล้ายยิ้ม
“น้องดีใจกับพี่รองด้วยนะเ้าคะ ที่ได้เป็ถึงฮูหยินเอกของคุณชายเหริน น้องได้ยินมาว่าคุณชายเหรินนั้นรูปงามอยู่ไม่น้อย ทั้งยังเป็ถึงรองเสนาบดีกรมโยธา ตำแหน่งและหน้าตามิได้ธรรมดาเลยนะเ้าคะ”
“หากน้องสี่พึงพอใจในตัวคุณชายเหริน พี่ก็ยินดีเสียสละวาสนานี้ให้แก่น้องสี่” เว่ยซูลี่ได้ยินเช่นนี้ก็นิ่วหน้าไปในทันที แม้คุณชายเหรินจะรูปงามไม่เป็รองผู้ใด ตำแหน่งหน้าที่การงานก็มิได้ด้อย ทว่าเป็บุรุษมักมากมีเล็กมีน้อยให้ผู้คนทั้งเมืองหลวงได้เล่าลือไปเสียทั่ว หากจะหาว่าผู้ใดมีภรรยามากที่สุดในเมืองหลวงก็เห็นจะมีแต่คุณชายเหรินผู้นี้กระมัง แม้แต่องค์ฮ่องเต้ยังคงต้องหลบให้
“คงมิได้เ้าค่ะ เมื่อน้องเข้าพิธีปักปิ่น น้องก็จะถูกส่งเข้าวังหลวงเป็ตัวแทนของตระกูลเว่ยเ้าค่ะ” เว่ยซูลี่กล่าวแล้วเชิ่ดหน้าขึ้น ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่อ
“เช่นนั้นรึ น่าเสียดายเสียจริง เช่นไรพี่ก็ขออวยพรให้เ้าได้เป็ที่โปรดปรานขององค์ฮ่องเต้ก็แล้วกัน” แล้วก็ขอให้เ้าสามารถรักษาชีวิตของตนเอาไว้ให้ได้ก็แล้วกันน้องรัก หากจะกล่าวว่าจวนสกุลเว่ยมิต่างอันใดจากสนามรบ วังหลังก็คงจะมิต่างจากขุมนรกที่บรรดาเหล่านางสนมจะต้องตะเกียกตะกายให้ตัวเองมีชีวิตรอดอยู่ในที่แห่งนั้น
คนอย่างเว่ยซูลี่ที่มีเพียงหน้าตาและตระกูลคิดหรือว่าจะอยู่รอดในที่แบบนั้นได้ นางคงจะลืมไปแล้วกระมัง ว่าคุณหนูที่อยู่ในวังหลังแห่งนั้นก็ล้วนแล้วแต่มีใบหน้าและชาติกำเนิดมิธรรมดาเฉกเช่นเดียวกัน หากไร้ซึ่งสมองและเล่ห์เหลี่ยมมีหรือจะยืนหยัดอยู่ในที่แห่งนั้นได้ ความคิดช่างเด็กน้อยเสียเหลือเกิน ดูท่าแล้วคงมิแคล้วตกหลุมรักองค์ฮ่องเต้เป็แน่
เฮ้อ ช่างน่าสงสาร...
“คุณหนูจะยอมจริง ๆ หรือเ้าคะ” ถิงถิงยังคงไม่เลิกเป็กังวล ช่างแตกต่างจากเอินเอินที่ดูจะปลงไปกับเื่นี้นานแล้ว
“แน่นอน อันที่จริงข้าคิดว่าแม่ใหญ่ก็ใจกว้างอยู่ อย่างที่น้องสี่กล่าวคุณชายเหรินผู้นั้นทั้งหน้าตาและหน้าที่การงานมิได้ด้อย คราแรกข้าคิดว่าคู่ครองของข้าจะเป็เพียงคุณชายไม่เอาไหนจากตระกูลเล็ก ๆ เสียอีก” เว่ยซูฮวากล่าวอย่างไม่ใส่ใจพลางกวักมือเรียกสาวใช้ทั้งสองให้ช่วยนางถอดชุด นาง้าแช่น้ำให้สบายตัวเสียหน่อย
ร่างอรชรอ้อนแอ้น ผิวขาวผุดผ่องนวลเนียนดุจหยกสลัก ใบหน้าเล็กเรียวเครื่องหน้าเหมาะเจาะ เส้นผมดำขลับดุจแพรไหม เอวคอดกิ่วบอบบางน่าทะนุถนอม สิ่งไหนที่ควรมีก็มีอย่างน่าอิจฉา ช่างเป็รูปร่างชวนฝันที่แม้แต่หญิงสาวด้วยกันเองยังต้องเขินอายระคนอิจฉา เพียงม้วยผมแล้วปักปิ่นให้เห็นลำคอระหงก็ทำให้สาวใช้คนสนิททั้งสองยังต้องกลืนน้ำลาย คุณหนูของพวกนางช่างเย้ายวนมิต่างจากนางจิ้งจอกจำแลงแปลงกายมาล่อลวงเหล่าบุรุษให้ลุ่มหลง
“คุณหนูงดงามและเย้ายวนถึงเพียงนี้ แม้แต่คุณชายมักมากอย่างคุณชายเหรินก็คงต้องลุ่มหลงในตัวคุณหนูของบ่าวอย่างโงหัวไม่ขึ้นแน่เ้าค่ะ” เอินเอินพูดออกมาด้วยน้ำเสียงและหน้าตาที่ราวกับหลงละเมออยู่ในความงามนั้น ถิงถิงก็พยักหน้าด้วยแววตาไม่ต่างกัน
เว่ยซูฮวาเห็นแววตาเลือนลอยลุ่มหลงของเอินเอินและถิงถิง นางก็ค่อย ๆ คลี่ยิ้มอ่อนหวาน แล้วตบมือเรียกสติให้ทั้งสองตื่นจากภวังค์ เมื่อสติกลับมาใบหน้าใบหูของพวกนางก็แดงซ่านก้มหน้าอย่างอับอายที่พวกนางหลงตกลงไปในบ่วงเสน่ห์ความงามของผู้เป็นาย
“คุณหนูงดงามจนเกินไปเ้าค่ะ เช่นไรพวกบ่าวก็ไม่ชินเสียที” ถิงถิงบอกด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้ม
“เอาเถิด พวกเ้านวดให้ข้าหน่อย” นางเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวไปหมด การที่ต้องนั่งอยู่ที่ใดนาน ๆ ช่างนางทรมานยิ่ง
วันรุ่งขึ้นเว่ยซูฮวาก็ถูกปลุกขึ้นมาแต่เช้า เพราะฮูหยินใหญ่ยังไม่อยากให้ตระกูลขายขี้หน้าจึงต้องพิถีพิถันแต่งกายของนางให้ประณีตงดงามเป็ที่พึงพอใจแก่ตระกูลเหรินโดยเฉพาะคุณชายใหญ่ผู้นั้น เมื่อถึงเวลาสาวใช้ของฮูหยินใหญ่ก็เข้ามาเชิญนาง
เว่ยซูฮวาก้าวเท้าเดินไปตามเส้นทางอย่างเชื่องช้าไม่เร่งรีบ แม้สาวใช้ผู้นั้นจะรู้สึกขัดใจในความเชื่องช้านั้นแต่เมื่อได้สบเข้ากับั์ตาหงส์ก็เป็อันต้องก้มเก็บสีหน้าไม่พอใจของตัวเองทันที เมื่อมาถึงเรือนใหญ่เสียงหัวเราะคิกคักของสตรีสองนางก็ทำให้เว่ยซูฮวามุมปากกระตุก เสียงหัวเราะแหลมที่ดูเช่นไรก็ไร้ซึ่งความจริงใจ ดูท่าผู้เป็ว่าที่แม่สามีของนางก็คงจะไม่เบาเช่นเดียวกัน
“ฮวาเอ๋อร์ต้องขออภัยที่ทำให้ทุกท่านต้องรอนานเ้าค่ะ” เว่ยซูฮวากล่าวขณะย่อกายขออภัยผู้ที่อยู่ในห้องโถง
“ลูกรองมาแล้ว เข้ามาเถิด” ฮูหยินใหญ่ยกยิ้ม พูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเมตตา
“เหรินฮูหยิน คุณชายใหญ่ นี่เว่ยซูฮวาบุตรสาวคนโตของท่านแม่ทัพเ้าค่ะ”
“ซูฮวา คารวะเหรินฮูหยิน และคุณชายใหญ่เ้าค่ะ” เมื่อนางเงยหน้าขึ้น ก็พบกับสายตาทั้งสามคู่ที่จับจ้องมายังนาง สองผู้เป็ใหญ่ในตระกูลเหรินมองนางด้วยความพออกพอใจ แต่ผู้ที่ดูจะพออกพอใจมากกว่าผู้ใดก็เห็นจะเป็คุณชายเหรินที่มองนางด้วยแววตาลุ่มหลงระคนหลงใหล จนนางรู้สึกขนลุกไปทั้งกาย
“งดงามยิ่งกว่าผู้ใดที่ข้าเคยพานพบ” คุณชายใหญ่ตระกูลเหรินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเลื่อนลอย
“งดงามมากจริง ๆ ข้ารู้สึกพอใจเหลือเกินเ้าค่ะเว่ยฮูหยินที่จะได้ฮวาเอ๋อร์ไปเป็ลูกสะใภ้” เหรินฮูหยินที่เห็นความลุ่มหลงในแววตาของผู้เป็บุตรชายก็รู้สึกพึงพอใจเป็อย่างมาก หวังเป็อย่างยิ่งว่าว่าที่ลูกสะใภ้ผู้นี้จะทำให้บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของนางเลิกเ้าชู้ได้เสียที
“เรามาพูดถึงสินสอดเลยดีหรือไม่เ้าค่ะ” เว่ยฮูหยินยกยิ้มแล้วรีบกล่าวเข้าเื่ในทันที
“ขออภัยขอรับ” บ่าวรับใช้ที่ดูแลอยู่หน้าประตูจวนรีบก้าวเท้าเข้ามาภายในโถงรับรอง “จวงกงกงหนึ่งในสามขันทีคนสนิทขององค์ฮ่องเต้มาขอรับ”
ได้ยินดังนั้นคนทั้งจวนรวมทั้งตระกูลเหรินก็รีบก้าวเท้าออกไปยืนรอรับขันทีคนสนิทขององค์ฮ่องเต้ในทันที แม้จะยังไม่ทราบถึงจุดประสงค์ของการมาแต่จะให้มีอันใดผิดพลาดไม่ได้ ถึงจะเป็เพียงขันทีแต่ก็เป็ถึงขันทีในองค์ฮ่องเต้ กระทั่งอัครมหาเสนาบดีก็ยังต้องเกรงใจอยู่สองส่วน ขบวนของวังหลวงที่นำโดยขันทีคนสนิทของผู้เป็ใหญ่ในแผ่นดินเรียกความสนใจจากผู้คนโดยรอบได้เป็อย่างดี
จวงกงกงโค้งกายรับการคารวะจากพวกนางอย่างอ่อนน้อม “ต้องขออภัยที่มากะทันหันในวันนี้ ด้วยฝ่าาทรงมีพระราชโองการ”
เมื่อได้ยินคำว่าราชโองการคนทั้งจวนก็รีบคุกเข่าลงในทันที “คุณหนูรองสกุลเว่ยรับราชโองการ”
เว่ยซูฮวาอดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนกใ กล่าวเรียกนางเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ทว่าแม้จะตื่นตระหนกแต่นางก็สามารถรักษากิริยามารยาทของตนได้เป็อย่างดี “หม่อมฉันเว่ยซูฮวา คุณหนูรองตระกูลเว่ยรับราชโองการเพคะ”
“คุณหนูรองสกุลเว่ย นามซูฮวา รูปโฉมงดงามเป็เอก กิริยามารยาทอ่อนหวานเรียบร้อย เพียบพร้อมไปด้วยคุณธรรม แต่งตั้งเป็สนมขั้นสามชั้นตรี ตำแหน่ง ไฉเหริน”
[1] เป็บทกวีที่เอ่ยชมสตรี 4 คนที่ได้ชื่อว่ามีความงดงามที่สุดในประวัติศาสตร์จีนโบราณ คือ ไซซี หวังเจาจวิน เตียวเสี้ยน และหยางกุ้ยเฟย