เหิงเยว่ชี้นิ้วใส่หน้าหยางเปียวอย่างมั่นใจว่าในวันนี้เขาจะต้องเป็ผู้ชนะอย่างแน่นอนการทำร้ายเพื่อแย่งชิง นั่นก็ถือเป็การเอาชีวิตรอดอย่างหนึ่งซึ่งในวัยเยาว์ของ เหิงเยว่ก็เห็นเื่พวกนี้จนชินตาแต่เขาเกลียดหนทางเอาตัวรอดในวิธีนี้มากที่สุด
เสียงหัวเราะของหยางเปียวดังขึ้นอีกครา
“ฮะ..ฮ่า ๆ ข้าล่ะอยากรู้จริง ๆว่าฝีมือของเ้าจะเท่ากับวาจาที่ใหญ่โตหรือไม่ ก่อนจะประมือกันข้าล่ะอยากรู้นามของเ้าเสียจริง” หยางเปียวดึงดาบออกจากฝักเข้าสู่ท่าเตรียมพร้อม
ท่าทางนั่นก็ทำให้เหิงเยว่นึกขึ้นได้ว่าตนไม่ได้พกอาวุธอะไรมาเลยแม้แต่ชิ้นเดียวและมีเพียงกำปั้นคู่ใจที่ไว้ใจได้ ซึ่งดูเหมือนทางหยางเปียวจะสังเกตเห็น
“ถือซะว่าเป็ความเมตตาของข้าก็แล้วกัน” เขาแบมือข้างที่ว่างไปทางลูกสมุนเพื่อขออาวุธในมือมาจากนั้นก็โยนให้เหิงเยว่ เขารับดาบสั้นขนาดเหมาะมือเอาไว้ได้พอดี
“ขอบใจ ไม่คิดว่าโจรแบบเ้าจะมีความคิดเช่นนี้หลงเหลื-” เหิงเยว่คว้าดาบตั้งท่าไม่ทันเสร็จประโยคถูกหยุดลงด้วยคมดาบของหยางเปียว
ถ้าไม่ได้สัญชาตญานเข้าช่วย เหิงเยว่คงจะขาดไปสองท่อนหรือได้รับาแฉกรรจ์ไปเรียบร้อยแล้วมือขวายกดาบสั้นขึ้นปัดป้องดาบอีกฝ่ายได้ทันอย่างฉิวเฉียด
เสียงคมดาบปะทะกันดังสนั่นทั่วบริเวณ
“ข้าคงคิดผิด” เพราะการปัดป้องอย่างทันการระยะห่างระหว่างเขากับหยางเปียวจึงมีอยู่ราวหนึ่งก้าว ที่ปัดออกไปได้นั่นก็เพราะอีกฝ่ายไม่ได้โคจรพลังปราณและใช้วรยุทธใด ๆ เข้าจู่โจม
หยางเปียวกระชับหมัดจับด้ามดาบแน่นขึ้นขณะเริ่มโคจรพลังปราณละอองปราณสีน้ำตาลสลับสีเขียวปรากฏขึ้นทั่วร่างก่อนจะเริ่มไหลเข้าสู่ฝ่ามือ
เพียงชั่วอึดใจที่ละอองปราณปรากฏขึ้นเหิงเยว่รู้ทันทีเลยว่าระดับขั้นพลังของอีกฝ่ายสูงกว่าตนอยู่หนึ่งระดับขั้นระดับของมันคือพิทักษ์ภูผาสิ่งที่พอจะระบุได้มีเท่านี้เพราะเขาสังเกตความเข้มข้นของละอองไม่ทันจึงไม่สามารถคาดเดาได้ว่าอยู่ในระดับชั้นใดของพิทักษ์ภูผากันแน่
ดังนั้นการปะทะกันโดยใช้พลังปราณเขาจะต้องเป็ฝ่ายเสียเปรียบอย่างแน่นอน แต่นั่นก็สำหรับคนทั่วไปมิใช่สำหรับเหิงเยว่ที่ได้รับแขนกลข้างนี้มา
เหิงเยว่โคจรพลังปราณคุ้มกันทันควันเมื่อเห็นละอองของมันวิ่งเข้าสู่ฝ่ามือ
อีกฝ่ายยกดาบขึ้นบริเวณข้างศีรษะจากนั้นวาดดาบลงมาในแนวทแยงหวังสะบั้นให้เหิงเยว่ขาดสะพายแล่ง
“สะบั้นหินผา!”