ในห้องประชุมของเ้าสำนักและอาจารย์
"แย่งการไหลของปราณธรรมชาติ(เต๋า) นั่นไม่ใช่วิชามนุษย์!"
"แต่เขาฝึกจากคัมภีร์ไร้อักษรของท่านผู้ก่อตั้งสำนักนะ"
"คัมภีร์นั่นไม่มีอักษร มั่นใจได้ไงว่าเป็วิชาตามคัมภีร์นั้นจริง?"
"ที่แน่ๆตอนนี้มีศิษย์บางคนสนใจวิธีของเขา และไม่สนใจสิ่งที่ข้าสอนแล้ว"
ใช้เวลาอยู่นานก็หาข้อสรุปไม่ได้ว่าควรขับหวังอี้ออกจากสำนักไหม จนในที่สุดท่านเซียนที่เป็คนพาหวังอี้มาขอใช้ตนเองรับรองหวังอี้เอง หากหวังอี้นอกลู่นอกทางเขาจะลาออกจากสำนักพร้อมหวังอี้ เ้าสำนักจึงพยักหน้าตกลงตามนี้ (แต่ท่านเซียนขอทุกคนว่าห้ามบอกหวังอี้ว่าเขารับรองให้)
คืนนั้นหวังอี้ไปที่หอตำราอีกครั้ง ไม่มีศิษย์พี่...ไม่สิ! ผีท่านผู้ก่อตั้งสำนัก
เขามองหมากกระดานที่เล่นค้างไว้ยังแก้ไม่ได้ จนแล้วจนรอดหวังอี้ก็เอาชนะศิษย์พี่ของเขาไม่ได้
"ตอนนี้ข้าอายุ 14 ปีแล้ว แต่ข้ายังคงโดดเดี่ยวเช่นเดิม..."
เขาถอนหายใจและเดินออกจากหอตำราไปที่ลานหินกว้าง
"ข้าเชื่อว่ารูปลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่ย่อมไร้รูปทรง เมื่อไม่มีรากิญญาให้ยึดติด ก็ไร้ขีดจำกัดให้ขวางกั้น!"
แล้วหวังอี้ก็นั่งสมาธิเข้าฌาน ปราณสายลมที่พัดมาตามธรรมชาติผสานกับลมหายใจเขาช่วยพยุงก้นและขาให้ลอยเหนือพื้น 1 อีจ่า (ระยะกางมือจากปลายนิ้วโป้งถึงนิ้วก้อย ใกล้เคียงกับ 1 คืบของไทย)
โดยที่ไม่รู้ตัวหวังอี้นั่งสมาธิอยู่อย่างนั้นจนเช้า และพอพวกลูกศิษย์,อาจารย์ตื่นแล้วต่างก็มายืนมุงดูเขา
"เขา...เขาลอยได้!"
"เขาไม่มีรากิญญาเซียนแน่หรือนี่? พวกเรากว่าจะเหาะได้ยังต้องระดับ 2 สร้างรากฐานปราณเลยนะ!"
อาจารย์คนหนึ่งไม่พอใจกลัวศิษย์จะนอกลู่นอกทางจากตำราเขา จึงเขย่าตัวหวังอี้ให้ออกจากสมาธิ เมื่อหวังอี้ลืมตาก้นเขาก็ลงแตะพื้นอีกครั้ง
"ท่านอาจารย์ ศิษย์พี่ พวกท่านยืนมุงดูข้าทำไม?"
"ไม่มีอะไร ไปๆ พวกเ้าเตรียมเข้าห้องเรียน"
อาจารย์เดินไปหยิบไม้กวาดให้หวังอี้
"เอ้า! กวาดใบไม้ซะ เสร็จแล้วก็ไปขลุกในหอตำราของเ้า ไม่ต้องออกมา"
"ขอรับ"
หวังอี้แปลกใจนี่ข้าหลับคาสมาธิหรือไง? ทำไมข้ารู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปแค่ 1 ก้านธูปเอง แต่นี่ดันเช้าแล้ว และข้าก็ไม่ได้รู้สึกง่วงสักนิด
ว่าแล้วเขาก็กวาดใบไม้อย่างตั้งใจ โดยมีเ้าสำนักลูบเคราดูอยู่ไกลๆ
...สายๆทุกคนชี้บนฟ้า นกกระเรียนส่งสารมีเืติด กระดาษจดหมายมีรอยไหม้ที่ขอบ
เ้าสำนักมือสั่นตอนอ่าน ผู้าุโที่ยืนอ่านด้วยกันเหงื่อไหล
เ้าสำนักกำจดหมายแน่นจนกระดาษยับ สีหน้าเขาซีดลงช้าๆ
“อาจารย์ทุกท่าน เข้าประชุมเดี๋ยวนี้!”
น้ำเสียงนั้นต่ำและหนัก จนทั้งสำนักเงียบลงทันที กว่าจะประชุมเสร็จก็อาทิตย์ตกดินพอดี อาจารย์ทุกคนออกมาด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
"เกิดอะไรขึ้นขอรับท่านอาจารย์?"
อาจารย์ดึงแขนศิษย์ที่ถามมาใกล้ๆแล้วกระซิบบอก
"จุ๊ๆ เกิดาแล้ว!"
"หา! า!"
ศิษย์คนนั้นใะโเสียงดัง คนอื่นๆอีกหลายคนเลยได้ยิน รีบวิ่งมารุมถามอาจารย์กันใหญ่เลย
สรุปคือกองทัพใหญ่แคว้นป้ายกมาประชิดเมืองหน้าด่าน และพวกเขามีกองทัพเซียนนำโดยบรรพจารย์เซียนระดับ 4 หยวนอิง(ิญญาแรกกำเนิด)มาด้วย
ฮ่องเต้จึงมีพระบัญชาให้สภาเซียนแคว้นเรียกระดมพลเซียนด่วน
"แต่สำนักเรามีเพียงเ้าสำนักที่เป็ระดับ 3 แตกหน่อ/แกนปราณ นอกนั้นอาจารย์ท่านอื่นระดับ 2 สร้างรากฐานปราณหมดเลย"
"พวกเราเป็แค่แคว้นเล็กๆที่มีบรรพาจารย์แคว้นเป็ระดับ 3 ขั้นปลายเท่านั้น จะเอาอะไรไปสู้กับเซียนระดับ 4 หยวนอิงคนนั้นได้"
"นี่มันไปตายชัดๆ!"
กลายเป็ศิษย์พี่ที่เป็ระดับ 2 แล้วหนีกลับบ้านกันหลายคน อาจารย์บางคนก็หนี พวกเขาไม่รักชาติหรือ?
เปล่า! พวกเขาแค่เห็นความสำคัญของชีวิตตนเองเท่านั้น
“ผู้ที่นั่งดื่มชาในวังหลวง ย่อมไม่ใช่คนที่ถูกส่งไปตายหน้ากำแพงเมือง”
“เมื่อแคว้นแพ้ คนใหญ่คนโตยังเจรจากันได้”
“แต่ศพของพวกเราจะถูกฝังไว้ใต้ธงศึก”
านี้มันรู้ผลั้แ่ยังไม่สู้กันแล้ว ปลาใหญ่กินปลาเล็กขนาดนี้ ก็แค่เชือดไก่ให้ลิงดูแล้วค่อยเจรจากันเท่านั้นเอง
คอยดูสิมันจะจบด้วยการยอมเป็เมืองขึ้นส่งบรรณาการให้ผู้ชนะทุกปีๆ โดยที่ชนชั้นสูงพวกนั้นยังอยู่กันครบ มีแต่ทหารชาวบ้านและเซียนปลายแถวที่ไปตาย
ตูม!!
รอยแยกลึกสีดำพุ่งผ่านลานหินราวกับแผ่นดินถูกผ่าออก ทั้งสำนักสั่นะเื กระเื้ัคาแตกกระจาย ฝุ่นควันฟุ้งขึ้นสู่ฟ้า
แต่หลังจากนั้นกลับเงียบ ...เงียบจนน่ากลัว แล้วรอยแยกตรงกลางอาคารจึงค่อยๆขยายออก
ครืดดด...
อาคารทั้งหลังก็เลื่อนแยกออกจากกัน ก่อนถล่มครืนลงคนละฝั่ง!
"ฮ่าๆๆ หวังอี้ ไอ้เด็กบ้า! เจ้านี่มันสุดยอดจริงๆ ฮ่าๆๆ"ศิษย์พี่นั่งกับพื้นหัวเราะลั่นหอตำราศิษย์ที่เหลือไม่กี่คนรีบออกมาดูตามเสียงระเบิด ทุกคนเห็นหวังอี้ถือกระบี่ แม้ร่างเขาจะไม่เรืองแสงแล้ว แต่กระบี่ยังเรืองแสงอ่อนๆอยู่หวังอี้เหงื่อโชกจนเสื้อเปียก เขาปักกระบี่ลงกับพื้นก่อนที่จะล้มลงหมดสติไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปใกล้หวังอี้ กระบี่ในมือเขายังส่งเสียงสั่นเบาๆ ราวกับมีชีวิตเหล่าศิษย์มองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาหวาดกลัวปนเคารพ......เพิ่มอรรถรสในการอ่านนิยาย...ในตำราแพทย์แผนจีน ระบบการทำงานหลักของร่างกายจะถูกแบ่งออกเป็น อวัยวะตัน 5 ประการ (จั้ง) และ อวัยวะกลวง 6 ประการ (ฝู่) ซึ่งจะทำงานจับคู่กันตามหลักสมดุลหยิน-หยาง สรุปสั้นๆ ได้ดังนี้**5 อวัยวะตัน (อวัยวะหยิน)**มีหน้าที่หลักในการ "สร้างและกักเก็บ" สารจำเป็นของร่างกาย (เช่น เลือด สารน้ำ ลมปราณ) โดยไม่ขับทิ้ง ได้แก่1. ตับ กักเก็บเลือด และช่วยให้การไหลเวียนของลมปราณเป็นไปอย่างราบรื่น2. หัวใจ ควบคุมระบบเลือด หลอดเลือด และเป็นศูนย์กลางของจิตใจ/ระบบประสาท3. ม้าม เป็นแกนหลักในการย่อย ดูดซึมสารอาหาร สร้างเลือด และควบคุมให้เลือดอยู่ในหลอดเลือด4. ปอด ควบคุมลมปราณ การหายใจ และการกระจายสารน้ำไปทั่วร่างกาย5. ไต รากฐานของชีวิต ทำหน้าที่กักเก็บสารจำเป็น (สารจิง) ควบคุมระบบน้ำ การเจริญเติบโต และการสืบพันธุ์**6 อวัยวะกลวง (อวัยวะหยาง)**มีหน้าที่หลักในการ "ย่อย ลำเลียง และขับถ่าย" ของเสียออกไป (ทำงานแบบรับเข้าและส่งออก ไม่กักเก็บสะสม) ได้แก่1. ถุงน้ำดี (คู่กับตับ) เก็บและระบายน้ำดีเพื่อช่วยย่อยอาหาร2. ลำไส้เล็ก (คู่กับหัวใจ) รับอาหารมาคัดแยกส่วนที่เป็นประโยชน์และของเสียออกจากกัน3. กระเพาะอาหาร (คู่กับม้าม) เป็นแหล่งรับและย่อยอาหารเบื้องต้น4. ลำไส้ใหญ่ (คู่กับปอด) ดูดซึมน้ำกลับ และขับถ่ายกากอาหารออกมาเป็นอุจจาระ5. กระเพาะปัสสาวะ (คู่กับไต) กักเก็บและขับของเสียออกมาในรูปแบบปัสสาวะ6. ซานเจียว ไม่มีรูปร่างอวัยวะทางกายวิภาคที่ชัดเจน แต่เป็นระบบช่องทางเดินของน้ำและลมปราณที่ครอบคลุมทั่วร่างกาย (แบ่งเป็นส่วนบน กลาง และล่าง)...อวัยวะตันและอวัยวะกลวงจะมีการจับคู่กันทำงานอย่างใกล้ชิด หากระบบใดระบบหนึ่งเสียสมดุลหรือเจ็บป่วย ก็จะส่งผลกระทบเชื่อมโยงไปถึงอวัยวะคู่ของตนด้วยเสมอ