หลังจากได้รับพระราชโองการถอนหมั้นแล้วไป๋เฟยจูดีใจรีบวิ่งลั้นลากลับเรือนชิงจู๋เมื่อเห็นว่าทุกคนแยกย้ายสลายตัวกันหมดแล้ว
“อ้ายเยว่ อ้ายเยว่ ทายซิในมือข้าคืออะไร”อาการกระดี๊กระด๊าเกินงามไม่มีใครเกิน ทำให้อ้ายเยว่เหนื่อยใจจนไม่อยากจะกล่าวสิ่งใดอีกแล้ว
“พระราชโองการถอนหมั้นเ้าค่ะ” อ้ายเยว่ตอบเสียงเรียบ
“เอ๋ เ้ารู้ได้อย่างไรเ้าแอบฟังหรือ”ไป๋เฟยจูสงสัยจนคิ้วขมวดมุ่น
“แหม คุณหนูเ้าขา มีคนมาตามให้คุณหนูรีบไปรับพระราชโองการเห็นคุณหนูดีอกดีใจกลับมาเสียขนาดนี้และบ่าวก็รู้ว่าคุณหนูเฝ้านับวันรอให้ได้รับการถอนหมั้น แล้วแบบนี้บ่าวจะเดาไม่ได้ได้อย่างไรกันเล่าเ้าคะ” อ้ายเยว่ตอบ
“โฮ้ อ้ายเยว่ของข้าฉลาดจริงๆสมแล้วที่เป็คนสนิทของข้า” ไป๋เฟยจูพยักหน้าพอใจ
“นี่ๆ วันนี้เรามาฉลองกันเถอะ” ไป๋เฟยจูเอ่ยชวน
“บ่าวเพิ่งเคยเห็นนี่แหละเ้าค่ะสตรีถูกถอนหมั้นดีใจจนต้องฉลอง” อ้ายเยว่กล่าว
“ก็ข้าไม่อยากออกเรือนกับไท่จื่อนี่นาหากเ้าไม่อยากออกเรือนกับผู้ใด แต่หากมีสัญญาหมั้นหมาย เมื่อได้รับการปลดปล่อยเ้าก็จะรู้สึกดีใจและรู้สึกถึงอิสรภาพเหมือนข้านี่แหละ” ไป๋เฟยจูโต้กลับ
“เ้าค่ะ เ้าค่ะ บ่าวไม่เถียงกับคุณหนูแล้วแล้วคุณหนูจะฉลองอย่างไรเ้าคะ” อ้ายเยว่ถาม
“แหมๆๆ เวลาฉลองสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็ต้องสุราสิ”ไป๋เฟยจูกล่าวแล้วรู้สึกอยากสุราขึ้นมาทันที ล่าสุดที่ได้ดื่มก็คือวันที่สิ้นชีวิตในชาติที่แล้วนี่แหละซึ่งก็เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเองนะ แต่วันนี้มันเป็วันพิเศษไง ต้องฉลอง
“คุณหนู! คุณหนูไม่เคยดื่มสุรานะเ้าคะจะดื่มได้อย่างไร” อ้ายเยว่ใ
“ดื่มอย่างไรเ้าไม่รู้หรือก็ถ้าแบบสุภาพก็เทใส่จอกแล้วดื่ม ถ้าเถื่อนๆ หน่อยก็ยกดื่มทั้งไหไง อิอิ”ไป๋เฟยจูหัวเราะคิกคักอารมณ์ดี
“คุณหนู!”อ้ายเยว่รู้สึกหงุดหงิดที่ไป๋เฟยจูพูดเล่นไปหมด
“น่าๆๆ เบี้ยหวัดรายเดือนของข้าไม่เคยได้ใช้เลยข้าสะสมไว้เยอะ นำไปซื้อมาสักสองไหเถอะ น่า นะ อ้ายเยว่คนงาม”กล่าวพลางจับคางสาวใช้คนสนิทสั่นไปมาอย่างอารมณ์ดีจนฉุดไม่อยู่
“ก็ได้เ้าค่ะ” ในที่สุดอ้ายเยว่ก็ต้องรับปาก
“แต่เื่นี้ให้นายท่านกับคุณชายใหญ่ทราบไม่ได้นะเ้าคะไม่งั้นทั้งคุณหนูและบ่าวต้องถูกลงโทษแน่ๆ” อ้ายเยว่เตือน
“รู้แล้วๆ อ้อ อย่าลืมกับแกล้มด้วยนะ เอาแซ่บๆ”ไป๋เฟยจูสั่ง
“แสบๆ หรือเ้าคะ” อ้ายเยว่ไม่แน่ใจว่าได้ยินถูกหรือไม่
“แซ่บๆ ไม่ใช่แสบๆ หมายถึงกับแกล้มอร่อยๆรสชาติจี๊ดจ๊าดน่ะ” ไป๋เฟยจูอธิบาย
“ได้เ้าค่ะ” อ้ายเยว่รับปาก จากนั้นนางมองซ้ายมองขวาแล้วแอบไปตลาดซื้อสุราและอาหารตามที่ไป๋เฟยจู้า
ไป๋เฟยจูนั่งรอที่เก้าอี้หน้าเรือนฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี
“เอ หมดภาระเื่หมั้นแล้วสิ ต่อไปหาวิธีทำเงินดีกว่าจะทำอะไรดีนะ” ไป๋เฟยจูนั่งพึมพำอยู่คนเดียว จากนั้นนั่งเท้าคางคิดถึงตลาดที่ไปมาเมื่อวานว่ามีอะไรขายบ้างแล้วนางพอจะนำความรู้ที่มีมาหารายได้ให้ตัวเองได้อย่างไร
“เออ ลืมคิดไปเลย อันดับแรกเราควรรู้เื่พื้นฐานทั่วไปเกี่ยวกับแคว้นนี้สักหน่อยนะไม่ใช่แค่มองที่ตลาดแล้วเอามานั่งเพ้อฝัน” ไป๋เฟยจูยกมือขึ้นตบต้นขาตนเองแล้วกล่าวออกมา
“แล้วจะไปถามข้อมูลจากใครได้ล่ะ”ไป๋เฟยจูพูดกับตัวเองอีกแล้ว ขณะที่กำลังพูดอยู่คนเดียว ไป๋เฟยิก็เดินเข้ามาหา
“จูเอ๋อร์ เ้าได้รับราชโองการแล้วใช่หรือไม่เ้าเป็อะไรหรือไม่” ไป๋เฟยิถามด้วยความเป็ห่วงแม้น้องสาวจะเคยกล่าวว่าไม่อยากออกเรือนกับไท่จื่อแต่ไม่แน่ว่านางอาจจะพูดไปอย่างนั้นแต่ไม่ได้อยากถอนหมั้นจริงๆ ก็เป็ได้
“พี่ใหญ่” ไป๋เฟยจูมองหน้าพี่ชายแล้วเอ่ยทัก
ไป๋เฟยินั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับนางมองนางด้วยสายตาเป็กังวล
ไป๋เฟยจูยิ้มสดใสส่งให้พี่ชาย“ข้าไม่เป็อะไรหรอกเ้าค่ะ ข้าดีใจที่ข้าได้ถอนหมั้น”
เมื่อได้เห็นรอยยิ้มสดใสั์ตาพราวระยับด้วยความยินดีจริงๆ เขาก็รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น
ระหว่างที่ไป๋เฟยิและไป๋เฟยจูกำลังพูดคุยกันด้วยความผ่อนคลายอีกด้านหนึ่งที่ห้องหนังสือของแม่ทัพไป๋กลับมีบรรยากาศตรงกันข้ามแม่ทัพไป๋ใบหน้ามืดครึ้มฟังการรายงานจากองครักษ์ชิวหรง
“ทุกครั้งที่ท่านแม่ทัพอยู่ค่าย ฮูหยินรอง อี๋เหนียง คุณหนูใหญ่และคุณหนูเล็ก มักจะมาพูดจาให้คุณหนูรองเสียใจขอรับ อี๋เหนียงและคุณหนูเล็กไปไม่บ่อยเท่าไรนักไม่ได้รังแกรุนแรงอะไร เพียงพูดจาให้นางเสียใจและขอเครื่องประดับที่คุณชายใหญ่ส่งมาให้คุณหนูรองหากคุณหนูรองไม่ให้คุณหนูเล็กก็จะแอบมาขโมยขอรับ คุณหนูรองเพียงแค่ร้องไห้เสียใจไม่กล้าไปตามทวงคืน แต่ฮูหยินรอง และคุณหนูใหญ่จะกลั่นแกล้งบ่อยและรุนแรงกว่าและมักจะหาเื่กล่าวหาให้คุณหนูรองถูกลงโทษเบาบ้างหนักบ้างขอรับอาหารที่คุณหนูรองได้รับ ก็ไม่ได้ดีนัก และฮูหยินรองอ้างว่าสุขภาพของคุณหนูรองไม่ค่อยดีไม่ควรรับประทานเนื้อสัตว์บ่อยเกินไป ดังนั้นอาหารส่วนมากจึงเป็ผักคุณหนูรองและคุณหนูเล็ก ได้รับเบี้ยหวัดประจำเดือนเพียงครึ่งหนึ่งของคุณหนูใหญ่และทุกปีก่อนสอบคุณหนูรองและคุณหนูเล็กจะต้องเจ็บป่วยทุกครั้งจนไม่สามารถเข้าสอบในสำนักศึกษาได้เพราะเจ็บป่วยกะทันหันข้าน้อยสืบจนรู้ว่าเพราะถูกวางยาขอรับ” องครักษ์ชิวหรงรายงานตามที่ตนสืบมาได้
“นอกจากนี้ยังมีข่าวลือในหมู่คุณชายและคุณหนูว่าคุณหนูรองและคุณหนูเล็กเป็คนโง่จึงไม่สามารถสอบเข้าสำนักศึกษาได้ และลือกันว่าคุณหนูรองเป็คนโมโหร้ายขี้หงุดหงิด ต่อหน้าผู้อื่นชอบทำตัวอ่อนแอน่าสงสาร และเป็สตรีอัปลักษณ์ขอรับ”องครักษ์ชิวหรงรายงานโดยไม่ได้สังเกตสีหน้าของแม่ทัพไป๋เลยว่าขณะนี้มืดครึ้มยิ่งกว่าเดิมไปมากแล้ว
ยิ่งฟังแม่ทัพไป๋ยิ่งต้องพยายามระงับอารมณ์ กำมือแน่น
“ฮูหยินรองไม่อนุญาตให้คุณหนูรองและคุณหนูเล็กออกนอกจวนเพราะเป็คนไม่รู้ความ จึงเกรงว่าจะทำให้จวนเสื่อมเสียขอรับแต่คุณหนูใหญ่ออกจากจวนได้ขอรับเพราะเรียนที่สำนักศึกษาต้องเข้าสังคมชั้นสูง”
แต่ละคำที่องครักษ์ชิวหรงรายงานทำให้ท่านแม่ทัพต้องกัดฟันกรอด เขารู้สึกถึงความเลวร้ายของฮูหยินรองและความอยุติธรรมที่ไป๋เฟยจูและไป๋ลี่มี่ได้รับ
ประกอบกับเมื่อวานที่ได้รับรายงานจากชิวอีและชิวเออร์ถึงความอยุติธรรมต่างๆที่ฮูหยินรองมอบให้บุตรสาวของตน เขาก็ยิ่งรู้สึกไม่พอใจ
“แล้วบ่าวทุกคนตายแล้วหรืออย่างไรจึงปล่อยให้คุณหนูรองถูกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่เห็นมีใครเสนอหน้ามาบอกข้า”แม่ทัพไป๋ถามอย่างกรุ่นโกรธ
“บ่าวทุกคนเกรงกลัวฮูหยินรองขอรับเพียงนางได้รู้ว่าผู้ใดพยายามจะแจ้งให้นายท่านทราบก็จะถูกลงโทษอย่างรุนแรงและขายทิ้งขอรับทำให้ไม่มีบ่าวคนใดกล้าขัดคำสั่งนาง” องครักษ์ชิวหรงตอบ
แม่ทัพไป๋หลับตาลง และพยายามสงบจิตใจ
“แล้วนางจัดหาอาจารย์มาสอนศาสตร์และศิลป์ให้จูเอ๋อร์กับมี่เอ๋อร์หรือไม่”แม่ทัพไป๋ถาม
“จัดขอรับ” องครักษ์ชิวหรงตอบ
“นับว่านางยังพอจะรู้ความ ถือเป็ความดีอยู่บ้าง”แม่ทัพไป๋กล่าว
“แต่การรังแกจูเอ๋อร์และมี่เอ๋อร์ก็ยังต้องถูกลงโทษอยู่ดี”แม่ทัพไป๋มีสีหน้าดุดัน
“แล้วเื่ฉีเอ๋อและไท่จื่อเล่า สืบได้ความหรือไม่”แม่ทัพไป๋ถาม
“ขอรับ คุณหนูใหญ่และไท่จื่อคบหาสนิทสนมกันจริงๆเพราะได้ใกล้ชิดในสำนักศึกษาขอรับ” องครักษ์ชิวหรงตอบ
“คบหาสนิทสนมกันเพียงใด” แม่ทัพถามต่อ
“ยังคลุมเครือขอรับ เื่นี้ยังสืบได้ไม่แน่ชัดเพียงแต่ว่าคนทั่วไปเห็นไท่จื่อและคุณหนูใหญ่ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆแต่ไท่จื่อไม่เคยมาพบนางในจวนขอรับ” องครักษ์ชิวหรงรายงานนับได้ว่าเขาเป็คนมีคุณภาพหาข้อมูลได้ฉับไวเลยทีเดียวแม้จะไม่ครบถ้วนทุกประการก็ตาม
แม่ทัพไป๋รู้สึกหนักใจหลับตาลงและถอนหายใจจากนั้นจึงสั่ง“ไปตามฮูหยินรอง อี๋เหนียง ฉีเอ๋อร์ และมี่เอ๋อร์มาพบข้า”
“ขอรับ”