หลังจากที่ช่วยให้เื่ราวของเด็กหญิงตัวน้อยได้พบกับตอนจบ เหวินก็เริ่มตระหนักว่าเขาเองก็ยังถูกพันธนาการไว้ด้วยอดีตของเขาเอง
เด็กสาวทั้งสองนำเขาไปยังอีกพื้นที่หนึ่งในห้องสมุด ที่นั่นมีกระจกบานใหญ่หลายบานตั้งเรียงรายอยู่ กระจกแต่ละบานสะท้อนภาพของเหวินในอดีตที่แตกต่างกันไป บางภาพเป็ตอนที่เขาล้มลงขณะพยายามจะเดิน บางภาพเป็ตอนที่เขานั่งจ้องมองปากกาอย่างสิ้นหวัง และบางภาพก็เป็ตอนที่เขาทิ้งต้นฉบับลงบนพื้นอย่างโกรธเกรี้ยว
“นี่คือพันธนาการของเ้า” เด็กสาวผมสีเงินม่วงกล่าวเสียงเบา “อดีตที่เ้าไม่ยอมรับ”
เหวินมองภาพในกระจกด้วยความรู้สึกที่เ็ป เขานึกถึงความสิ้นหวังและความรู้สึกไร้ค่าที่เคยรุมเร้าใจเมื่อหลายปีก่อน เขาพยายามที่จะลืมมันมาตลอด แต่ภาพเหล่านี้ก็ยังคงตามหลอกหลอนเขาอยู่เสมอ
“แต่ฉันกำลังเขียนเื่ราวใหม่แล้ว” เหวินกล่าว “ฉันกำลังช่วยเื่ราวที่ถูกทอดทิ้ง”
เด็กสาวผมสีน้ำตาลทองยิ้มแล้วตอบว่า “ใช่ แต่ถ้าเ้าไม่ปลดปล่อยตัวเองจากอดีต เ้าก็จะไม่สามารถเขียนเื่ราวที่สมบูรณ์ได้”
เหวินมองเข้าไปในดวงตาของเด็กสาวทั้งสองแล้วก็เข้าใจสิ่งที่พวกเธอพยายามจะสื่อ เขาตระหนักว่าการช่วยเื่ราวของคนอื่นไม่ได้หมายความว่าเื่ราวของเขาเองจะได้รับการแก้ไข เขาต้องเผชิญหน้ากับความเ็ปในอดีตและยอมรับมันเพื่อที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าได้
เขาเดินเข้าไปใกล้กระจกบานหนึ่ง แล้วใช้มือแตะที่ภาพสะท้อนของตัวเองในอดีต เขาพูดกับตัวเองในกระจกด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ฉันให้อภัยแก”
ทันทีที่เขากล่าวจบ ภาพในกระจกก็เริ่มแตกร้าวออกเป็เสี่ยงๆ ราวกับพันธนาการที่มองไม่เห็นได้ถูกทำลายลงทีละน้อย เหวินรู้สึกถึงความโล่งอกอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ความเ็ปที่เคยเป็เหมือนก้อนหินที่ถ่วงอยู่ในใจได้ถูกยกออกไปแล้ว
เมื่อภาพสุดท้ายในกระจกแตกสลายไปจนหมด เหวินก็พบว่าเขากำลังยืนอยู่ตรงหน้ากระดาษเปล่าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่ใช่กระดาษเปล่าของเื่ราวของคนอื่น แต่เป็กระดาษเปล่าที่สำหรับเื่ราวของเขาเอง