“ว่างกันมากนักหรือไงถึงได้หาเื่กัดกันั้แ่เช้าเนี่ย” เสียงที่คุ้นเคยดังออกมา ตามมาด้วยเด็กชายตัวเล็กคนหนึ่ง ซึ่งกำลังเดินจูงมือย่าทวดของเขาอยู่
“อรุณสวัสดิ์ค่ะคุณย่า” สูจิ่งหลิวเป็คนทำความเคารพก่อน
หยางจูมองไปที่ลูกชายของเธอ เขายังอยู่ในชุดเดิมั้แ่เมื่อวาน เพียงแต่ใบหน้าไม่ได้มอมแมมเหมือนเมื่อวานอีกต่อไป เห็นแบบนั้นเธอก็พยักหน้าอย่างพอใจ ทั้งยังส่งสายตาไปทักทายลูกชายของตัวเองด้วย
เด็กน้อยเห็นผู้เป็แม่มองมาก็รีบก้มหน้า เขาได้ยินเื่ที่แม่กับป้าสะใภ้รองถกเถียงกัน และเดาได้ว่าหลังจากนี้ตนก็คงจะถูกแม่ด่าว่าเป็ความผิดของเขาอย่างแน่นอน
“ฉันถามไม่ได้ยินเหรอไง?” คุณย่าหวงถามเสียงดัง
“ฉันไม่ได้ว่างหรอกค่ะ แต่บังเอิญพี่สะใภ้รองเดินเข้ามาทักก่อนก็เลยต้องมีมารยาทอยู่พูดคุยด้วยสักหน่อย ขอตัวนะคะ” เธอกำลังจะเดินผ่านย่าของสามีไป แต่ก็หยุดอยู่ตรงจุดที่ลูกชายยืนหลบมุมอยู่ “อย่าลืมไปหาฉันที่ห้องด้วย”
“หล่อนมีเื่อะไรถึงต้องให้ิเอ๋อร์ไปหาที่ห้อง มีธุระอะไรก็คุยมันเสียตรงนี้แหละ”
“จะมีอะไรล่ะคะคุณย่า ก็คงจะเรียกลูกไปด่าอีกตามเคย เกิดมาเพิ่งจะเคยเห็น แม่อะไรไม่รู้จักปกป้องลูกตัวเอง” พูดจบสูจิ่งหลิวก็เดินหนีไป แน่นอนว่าเธอไม่สามารถทะเลาะกันต่อหน้าผู้อาวุธโสท่านนี้ได้ เพราะต่อให้สามีจะรักและหลงเธอมากแค่ไหน แต่คำพูดของคุณย่าหวงก็ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ ลูกหลานทุกคนต้องทำตามอยู่ดี
หยางจูไม่โต้แย้งใดๆ เพราะเธอเองก็เห็นด้วยกับคำพูดเมื่อครู่ นึกตำหนิเ้าของร่างในใจว่าเป็แม่ประสาอะไรถึงทำให้ลูกชายหวาดกลัวได้ขนาดนี้
“คุณย่าไม่ใช่บอกให้ฉันทำดีกับเด็กนี่ให้มากหน่อยเหรอคะ ฉันก็กำลังทำอยู่นี่ไง” หยางจูนึกขึ้นได้ว่าต้องตอบคำถาม
คุณย่าหวงจ้องหน้าหลานสะใภ้อย่างไม่วางตา เห็นอีกฝ่ายจ้องตอบแบบไม่หลบสายตา ถึงยังไงก็เป็แม่ลูกกัน ท่านไม่สามารถพรากพวกเขาทั้งสองคนออกจากกันได้ อีกอย่างก็ไม่รู้ว่าเวลาของตัวเองเหลือมากน้อยแค่ไหน ดีที่สุดถ้าหากว่าแม่ลูกสามารถกลับมารักและดูแลกันได้
“เด็กดี ตามแม่ของเหลนไปเถอะย่าทวดจะไปเอนหลังสักหน่อย” คุณย่าหวงตบมือเหลนชายเบาๆให้เขาวางใจ
“ครับ” หวงชิวิก้มหน้ารับคำแล้วเดินตามผู้เป็แม่กลับเข้าห้องไป
เมื่อกลับมาถึงห้องก็ต้องแปลกใจ เพราะสภาพของมันตอนนี้ดูดีขึ้นมาก กลิ่นอับที่มีไม่หลงเหลืออยู่แล้ว หน้าต่างทุกบานถูกเปิดออก ฝุ่นที่เกาะตามผนังก็ไม่มี ทำให้สามารถหายใจได้โล่งมาก
“กินอะไรหรือยัง?” หยางจูพูดขึ้นทำลายความเงียบ ยืนกอดอกมองลูกชายที่เอาแต่ก้มหน้า
“กินแล้วครับ”
“เวลาคุยกับผู้ใหญ่ห้ามก้มหน้า มันเสียมารยาท” หยางจูพูดเสียงเรียบ ไม่แสดงออกว่ารู้สึกยังไง แต่แค่นี้ก็ทำเอาคนฟังรีบเงยหน้าขึ้นมาทันทีทันใด
“นั่งสิ ฉันเก็บซาลาเปาเอาไว้ให้” พอเห็นลูกชายอ้าปากค้างเธอก็รีบแก้ตัว “มันเหลือน่ะ กินไม่หมดก็เสียดายกลัวว่าจะบูดเสียก่อน”
เด็กชายได้ยินแบบนั้นก็รีบยัดเ้าก้อนกลมๆเข้าปากแล้วกัดเข้าไปคำใหญ่ทันที กลิ่นหอมของมัน แป้งเนียนนุ่ม รวมไปถึงน้ำของไส้ที่แตกออกมาทันทีที่กัดคำแรก กลิ่นหอมของเนื้อทำเอาเขาแทบจะกลืนลิ้นของตัวเองตามลงไปด้วย
“ค่อยๆกินไม่มีใครแย่งหรอก บอกแล้วไงว่ากินเหลือ” หยางจูยื่นน้ำชาส่งให้ลูกชาย ด้วยกลัวว่าซาลาเปาจะติดคอเขาเสียก่อน
ระหว่างที่นั่งรอลูกชายจัดการกับซาลาเปาลูกใหญ่ 2 ลูก เธอก็หาทางที่จะตกลงกับลูกชาย เพื่อที่จะพาตัวของเขากลับมาอยู่ด้วยกันที่ห้อง เธอไม่คิดจะอยู่ที่บ้านหลังนี้นาน แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ใจร้ายถึงขั้นทิ้งลูกชายได้ลง
ถึงแม้ว่าความเป็จริงเธอกับเด็กคนนี้จะไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ในความเป็จริงแล้วเขาก็คือลูกชายของร่างนี้ จะดีจะเลวก็ต้องเอาเขานี้ไปด้วย แต่ก่อนอื่นเลยต้องทำให้เขาหายกลัวเธอเสียก่อน
“วันๆอยู่แต่กับย่าทวด ท่านให้ทำอะไรบ้าง”
“นวด” เด็กชายตอบขณะที่เพิ่งจะกลืนซาลาเปาคำสุดท้ายลงท้องไป
“อะไรอีก” หยางจูชวนคุย
“ไม่มีแล้ว นวดเสร็จก็นอนเป็เพื่อนย่าทวด” เด็กชายส่ายหน้า
“ไม่อยากไปเล่นกับเด็กพวกนั้นเหรอ?” หยางจูพยักหน้าไปทางลานหน้าบ้าน ที่ตอนนี้มีเด็กๆกำลังวิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน
“ไม่” เด็กน้อยส่ายหน้า แต่กลับมองตามตาละห้อยคล้ายเสียดายอย่างมาก
“ก็ดี เพราะต่อไปแกจะต้องมาท่องหนังสือที่นี่ทุกวัน” หยางจูพยักหน้าเข้าใจ
แค่ฟังคำตอบก็รู้แล้วว่าเขาไม่น่าจะเป็ที่ยอมรับของคนที่นี่เช่นเดียวกัน ยิ่งได้เห็นแบบนี้แล้วก็ยิ่งเหนื่อยใจ ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหนก่อนเลย แต่สิ่งที่เห็นแล้วต้องเปลี่ยนในตอนนี้ก็คือโภชนาการของลูกชาย
เขาตัวเล็กและผอมมาก ถ้าให้เดาน่าจะไม่ได้กินนมเลยด้วยซ้ำ ตอนนี้ในมิติของเธอมีนมกล่องอยู่เป็จำนวนมาก คิดได้แบบนั้นก็แอบเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า ทำท่ารื้อหาของแล้วแอบหยิบเอานมออกมาจากในมิติแล้วก็ยื่นให้กับลูกชาย
“นอกจากท่องหนังสือแล้ว ต่อไปนี้แกจะต้องมากินข้าวที่นี่ทุกวัน แล้วก่อนนอนก็ต้องมากินเ้าสิ่งนี้ก่อนที่จะไปนอนห้องย่าทวด เข้าใจหรือเปล่า?” เธอพูดพร้อมทั้งยื่นกล่องนมให้กับลูกชาย
เด็กชายรับมาด้วยสีหน้ามึนงง แน่นอนว่าเขาไม่รู้สึกสิ่งนี้และกินไม่เป็ เลยได้แต่รับมา จับมันหันซ้าย-ขวาเพื่อดู
หยางจูถอนหายใจมองบนด้วยความเหนื่อยหน่าย จากนั้นก็ดึงกล่องนมกลับไป สาธิตวิธีการกินให้ลุกชายดู เสร็จแล้วก็ยื่นกลับคืนไปให้กับเขา เพราะลูกชายตัวเล็ก เธอเลยเลือกที่จะหยิบนมรสหวานให้กับเขา
“อร่อยไหม?” เธอถามด้วยความคาดหวัง
เด็กน้อยดูดไปคำแรกอย่างกล้าๆกลัวๆ แต่พอสิ่งที่อยู่ข้างในเข้าไปในปาก เขาถึงกับเบิกตากว้าง แล้วรีบดูดของเหลวในกล่องเข้ามาอย่างแรง ทำให้สำลักขึ้นมา
“แค่ก!!”
“บอกแล้วว่าให้ค่อยๆกิน ไม่มีใครแย่งสักหน่อย กินแบบนี้เดี๋ยวก็ได้ตายไวหรอก” หยางจูบ่นแต่ก็ยังเอื้อมมือไปลูบหลังให้ลูกชาย
ซึ่งตอนแรกที่เธอเอื้อมมือไปลูบหลัง เขาถึงกับหดตัวคล้ายเตรียมตัวเพื่อถูกลงโทษ เห็นแบบนี้แล้วหยางจูก็รู้สึกหดหู่ใจเพิ่มขึ้นไปอีกเป็เท่าตัว ได้แต่ปลอบตัวเองว่าระหว่างเธอกับลูกชายยังต้องใช้เวลาปรับเข้าหากันอีกเยอะ ก็แม่เ้าของร่างแสดงฤทธิ์เดชเอาไว้เยอะเสียเหลือเกิน เด็กที่ไหนจะไม่กลัวบ้าง
ระหว่างที่รอลูกชายดื่มนม เธอก็หยิบกระดาษขึ้นมา เขียนอักษรง่ายๆลงไปในกระดาษ อาจจะต้องหาเวลาเข้าไปในเมือง เพื่อดูสื่อการเรียนการสอนในยุคนี้
วันนั้นทั้งวันหวงชิวิมีความสุขมาก ถึงจะรู้สึกปลกใจที่แม่ของเขาเปลี่ยนไป นอกจากจะไม่ออกไปข้างนอก ยังคลุกตัวอยู่ในห้อง สอนหนังสือ แล้วก็ยังใจดีเล่านิทานก่อนนอนกลางวันให้เขาฟังอีกด้วย จนทำให้เขาเริ่มรู้สึกดีกับแม่ไปแบบไม่รู้ตัว และไม่ได้หวาดกลัวเธอมากเหมือนเมื่อก่อน แต่ก็ยังระวังตัวเองไม่ให้เข้าใกล้มากเกินไป
ซึ่งหยางจูเองก็รับรู้ได้เกี่ยวกับเื่นี้ และมองว่าพัฒนาการของเธอกับลูกชายถือว่าเป็ไปอย่างก้าวะโเลยทีเดียว