ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 78 คณะเดินทางจากสถาบันอเวกเคนเนอร์
จินถือไข่ใบสุดท้ายไว้ในมือก่อนที่จะบอกระบบให้ฟักมันออกมาในทันที
แสงเปล่งประกายออกมาจากเปลือกไข่ คราวนี้มันดูสุกสกาวยิ่งกว่าสองครั้งที่ผ่านมา นี่ทำให้ใจของบรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์เต้นรัว
'บางที.....' ร่างวิญญาณจ้องไปที่ไข่ด้วยความตื่นเต้น
สัญลักษณ์ลวดลายบางอย่างที่จินไม่เข้าใจความหมาย วิ่งวนไปทั่วไข่สีขาวนวล แสงสีแดงเปล่งออกมาจากสัญลักษณ์เหล่านั้นแทนที่แสงวาบจากเปลือกไข่ มันบังคับให้ไข่ทั้งฟองปริแตก
"กรี๊ซซซ" เสียงร้องของสัตว์ร้ายดังมาจากภายในไข่ เสียงแหลมเล็กดังขึ้นทำให้เปลือกไข่ที่แตกร้าว กระจายตัวออกไป เผยให้เห็นร่างที่อยู่ภายใน
ร่างสัตว์อสูรตัวเล็กนั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนฝ่ามือของจิน ภาพลักษณ์ของมันขัดกับเสียงเมื่อครู่นิดหน่อย เจ้าตัวเล็กที่นั่งอยู่ค่อยๆ ใช้ขาที่ยาวเก้งก้างของมันดันร่างตนเองให้ลุกขึ้น
[ยินดีกับผู้ใช้ ฟักไข่สัตว์อสูรเป็นผลสำเร็จ ได้รับสัตว์อสูรแรกเกิดเผ่าพันธุ์'พรีเมทอส']
มันเป็นสัตว์อสูรที่เดินสองขาเหมือนมนุษย์ แขนขายาวยื่นออกมาจากลำตัว ลักษณะโดยทั่วไปคล้ายลิงหรือไม่ก็สัตว์ในตระกูลไพรเมท มีขนสั้นๆ ปกคลุมบริเวณส่วนใหญ่ของร่างกาย
เจ้าสัตว์อสูรตัวเล็กค่อยๆ เปิดเปลือกตาของมันขึ้น ลูกตาด้านในเป็นสีดำสนิท และมีเพียงหนึ่งเดียวตรงกลางใบหน้า มีจมูกสั้นๆ แบนๆ ถัดลงมาจากตา ด้านล่างสุดเป็นริมฝีปากที่ค่อนข้างกว้าง
รูปลักษณ์โดยภาพรวมของเจ้าสัตว์อสูรตนนี้ดูตลกในสายตาของจิน มันดูไม่เหมือนจะเป็นสัตว์อสูรน่าเกรงขามเลยสักนิด
ลูกตาเพียงหนึ่งเดียวของสัตว์อสูรกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะหันมาสบตากับจินที่เฝ้ามองมันอยู่ แม้ทั้งดวงตาจะเป็นสีดำสนิท แต่จินก็รู้สึกได้ถึงสติปัญญาที่สูงล้ำของมันได้เพียงแค่สบสายตา
"กรูซ กรูซ" สัตว์อสูรส่งเสียงร้องแปลกๆ ออกมาจากปากหยาบหนาและกว้างของมัน ดูเหมือนว่ามันต้องการจะทักทายจิน?
จินพยักหน้าให้มันหนึ่งครั้งก่อนที่จะเห็นมันคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ก้มหัวให้กับตนเอง ดูเหมือนว่ามันกำลังทำความเคารพเขาในฐานะผู้เป็นเจ้านาย?
จินเบิกตากว้างมองสัตว์อสูรตรงหน้า ไม่น่าเชื่อว่าสติปัญญาของสัตว์อสูรแรกเกิดจะยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ ถึงกับรู้จักการแสดงออกผ่านท่าทางให้สื่อออกมาในเชิงสัญลักษณ์ นี่นับเป็นสัตว์อสูรที่มีสติปัญญาสูงล้ำอย่างไม่ต้องสงสัย!
"ข้ายินดีรับการเคารพจากเจ้า" จินเอ่ยออกมาเบาๆ ไม่แน่ใจว่าเจ้าตัวแขนขาเก้งก้างตรงหน้าจะเข้าใจหรือไม่ แต่อย่างน้อยพันธสัญญาที่เกิดขึ้นจากระบบน่าจะช่วยให้เขากับมันสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น
สัตว์อสูรเผ่าพันธุ์พรีเมทอสค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเมื่อได้ยินคำพูดของจิน ไม่รู้ว่ามันเข้าใจหรือไม่ แต่อย่างน้อยมันก็สามารถตอบสนองต่อคำพูดของวิญญาณชายหนุ่มได้อย่างแน่นอน
จินรีบเปิดหน้าต่างระบบตรวจสอบข้อมูลของสัตว์อสูรตรงหน้าทันที ดูเหมือนว่าเขาจะดูแคลนมันเกินไปในตอนแรก สัตว์อสูรตนนี้ฉลาดมาก ไม่มีทางเป็นสัตว์อสูรสายเลือดชั้นต่ำไปได้
[สัตว์อสูรระดับที่ 3 เผ่าพันธุ์พรีเมทอส
สายเลือด : สูง
ช่วงวัย : แรกเกิด
รายละเอียด : เผ่าพันธุ์พรีเมทอส เผ่าพันธุ์สัตว์อสูรที่ทรงพลัง เก่งกาจรอบด้าน ไม่มีจุดอ่อนใหญ่ที่เห็นได้ชัด สติปัญญาสูง]
จินมองข้อมูลของสัตว์อสูรสลับกับเจ้าตัวเล็ก ดูเหมือนสัตว์อสูรตนนี้เมื่อเติบใหญ่จะน่าเกรงขามน่าดู เป็นสัตว์อสูรที่มีความสมดุลในด้านพลังอย่างสูง ไม่ได้โดดเด่นในด้านใดเป็นพิเศษ แต่นั่นคือเมื่อเทียบในหมู่สัตว์อสูรสายเลือดชั้นสูงด้วยกัน หากนำไปเทียบกับสัตว์อสูรสายเลือดชั้นต่ำ ความสามารถแต่ละด้านของมันคงทิ้งห่างฝ่ายตรงข้ามไม่เห็นฝุ่น
จริงๆ เพียงแค่ดูจากการที่มันเป็นสัตว์อสูรระดับที่สามได้ตั้งแต่แรกเกิดก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว ความก้าวหน้าที่สามารถไปถึงได้นั้นสูงมาก ไหนจะความฉลาดที่มีนี่อีก
จินเชื่อมั่นเลยว่าเมื่อมันมาอยู่ภายใต้การเลี้ยงดูของตระกูลพีไรซ์ สัตว์อสูรตัวน้อยตัวนี้จะต้องมีอนาคตที่ไร้ขีดจำกัด หากมีเวลามากพอให้มันได้เติบโต มันจะกลายเป็นเจ้าแห่งพงไพรที่เหล่าสัตว์อสูรน้อยใหญ่ต้องยำเกรง!
ดวงตาของจินยามที่มองสัตว์อสูรตรงหน้าเต็มไปด้วยความยินดี รู้ตัวว่าตอนนี้เขาได้รับสิ่งดีๆ มาไว้ในกำมือแล้ว
วิญญาณชายหนุ่มพาสัตว์อสูรตรงหน้าไปพักที่โรงเลี้ยงสัตว์หลังสุดท้าย ให้มันได้พักผ่อน รอคอยการมาถึงของสมาชิกตระกูลพีไรซ์ในวันพรุ่งนี้
"เจ้าจงทำตัวดีๆ เชื่อฟังสมาชิกตระกูลพีไรซ์ทุกคน นับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปพวกเขาจะเป็นผู้ดูแลเจ้า แล้วข้าก็ฝากเจ้าดูแลสัตว์อสูรสองตนที่อยู่ถัดไปจากเจ้าด้วย พวกมันอาจจะไม่รู้ภาษาเท่าเจ้า จงดูแลพวกมันให้ดี เสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน เข้าใจไหม?" ร่างวิญญาณโปร่งแสงกำชับสัตว์อสูรตัวสุดท้ายด้วยคำพูดที่ยาวกว่าใครเพื่อน
"กรูซซ" สัตว์อสูรแขนยาวร้องออกมาด้วยเสียงแหลมสูง ดูเหมือนมันจะให้ความมั่นใจแก่จินว่า 'ข้าทำได้!' พร้อมกับพยักหน้าของมันเบาๆ
จินเองก็ดีใจกับการตอบสนองนั้น ลูบสัตว์อสูรตัวนั้นเบาๆ สัญญาว่าจะมาเยี่ยมมันบ่อยๆ ก่อนจะเดินจากไป
เจ้าจ๋อตัวน้อยมองตามร่างวิญญาณที่เดินจากไปจนสุดทาง โบกมือน้อยๆ ของมันไล่หลัง
-------------------------------
วันต่อมา
พื้นที่รกร้างระหว่างเมือง
"รุ่นน้อง อีกไกลหรือไม่?" ชายหนุ่มที่สวมแว่นตาสีเงินเดินปาดเหงื่อ พร้อมกับหันไปถามหญิงสาวที่เดินอยู่ด้านข้าง
"อีกไม่ไกลแล้ว ท่านเห็นจุดสีดำๆ ที่ปลายขอบฟ้าตรงนั้นหรือไม่? นั่นแหละเมืองปากัส" หญิงสาวที่มัดผมหางม้าไว้ด้านหลัง ชี้มือไปยังทิศทางเบื้องหน้าของตน เลยพื้นที่รกร้างสีน้ำตาลที่ไกลสุดลูกหูลูกตา มีจุดสีดำเล็กๆ ที่จำแนกไม่ออกเช่นกันว่ามันคือสิ่งใดอยู่ด้านหน้า
"แปลว่าไม่ไกลแล้ว พวกเราน่าจะไปถึงที่หมายภายในวันนี้" ชายร่างใหญ่ที่เดินนำหน้าพูดแทรกขึ้นหลังจากได้ยินการสนทนาจากสองคนด้านหลัง
คนกลุ่มนี้มีทั้งสิ้นสี่คน นอกเหนือจากชายร่างใหญ่ที่หน้าตาดูมุ่งมั่น ชายสวนแว่นที่คุยสนทนากับหญิงสาวผมหางม้า ก็ยังมีหญิงสาวที่ดูเรียบร้อยเดินตามมาด้านหลังโดยไม่ได้พูดอะไรด้วยอีกคนหนึ่ง
ทั้งสี่ต่างเป็นนักเรียนจากสถาบันอเวกเคนเนอร์สังกัดเขต C ซึ่งเดินทางออกจากสถาบันย่อยมาทำภารกิจที่มีจุดหมายอยู่ที่เมืองปากัสแห่งนี้
ภารกิจโดยภาพรวมนั้นไม่ยาก เพียงกำจัดสมาชิกกลุ่มนักฆ่าหัวใจทมิฬที่หลบหนีมากบดานอยู่ในเมืองแห่งนี้
สมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬนับว่าเป็นกลุ่มที่สร้างความวุ่นวายให้กับสังคมภายในมหานครอย่างมาก สถาบันอเวกเคนเนอร์เขต C จึงนับว่ามันเป็นภัยร้ายที่สร้างความสั่นคลอนให้กับความมั่นคงของเขต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเร็วๆ นี้มีหลักฐานสำคัญหลายอย่างที่เชื่อได้ว่าสมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬได้รับว่าจ้างจากกลุ่มกบฏและสายลับจากภายนอกอาณาเขต ให้สร้างความวุ่นวายครั้งใหญ่
สถาบันอเวกเคนเนอร์เขต C จึงไม่อาจนิ่งนอนใจ สร้างภารกิจจำนวนมากทั้งการสืบข่าว การสังหาร การชี้แหล่งกบดาน ตั้งใจจะกวาดล้างกองกำลังนักฆ่าพวกนี้ให้หมดไป
ซึ่งกลุ่มนักเรียนทั้งสี่คนที่กำลังเดินเท้ามายังเมืองปากัสกลุ่มนี้เองก็รับภารกิจกวาดล้างกลุ่มนักฆ่าหัวใจทมิฬมาเช่นกัน
ภารกิจคือเสาะหา และทำลายกลุ่มนักฆ่าให้สิ้น!
สำหรับนักเรียนอีกสามคนนั้น ไม่แน่ใจเช่นกันว่ารับภารกิจที่ดูเดินทางยากลำบาก ต้องดั้นด้นเดินทางมายังสถานที่อันห่างไกลเช่นนี้เพราะสาเหตุใด
อาจจะเพื่อความท้าทาย สนใจศึกษาพื้นที่ชนบท คว้าภารกิจอื่นที่ดีกว่าไม่ทัน…หรืออาจจะตัดสินใจมาเพราะเหตุผลส่วนตัว
แต่สำหรับหญิงสาวผมหางม้าที่เดินอยู่ตรงกลาง เธอตั้งใจเลือกภารกิจนี้ตั้งแต่แรกเห็น เพราะเธอเป็นพลเมืองโดยกำเนิดของเมืองปากัส เป็นเวลานานแล้วที่เธอไม่ได้กลับมาเยี่ยมเยียนตระกูล
ไอด้า เจเวลเลอร์! เธอคือหลานสาวอัจฉริยะของหัวหน้าตระกูลเจเวลเลอร์คนปัจจุบัน
เธอสอบคัดเลือกเข้าสถาบันอเวกเคนเนอร์สังกัดเขต C ได้สำเร็จ และต้องเดินทางไปยังสถาบันย่อยในเมืองขนาดใหญ่ C-04 ที่ควบคุมโดยสถาบันอเวกเคนเนอร์ในมหานครเขต C
หลักสูตรที่เธอเรียนเป็นเพียงหลักสูตรพื้นฐานเท่านั้น สำหรับหลักสูตรขั้นสูงที่มีการเรียนการสอนอยู่ในมหานคร ผู้มีสิทธิเข้าศึกษาจะต้องผ่านหลักสูตรขั้นพื้นฐานจากสถาบันย่อยมาก่อน และอีกข้อกำหนดคือจะต้องเป็นอเวกระดับเจ็ดให้ได้ก่อนอายุยี่สิบสองปี หากอายุเกินจะไม่สามารถศึกษาต่อในหลักสูตรขั้นสูงของสถาบันอเวกเคนเนอร์ได้
แม้พรสวรรค์ของนางจะไม่ได้โดดเด่นเมื่ออยู่ภายในสถาบันย่อย แต่ความสามารถในการมองผู้คนของเธอนั้นเด็ดขาดอย่างยิ่ง เกาะติดกับรุ่นพี่ที่มีอนาคตดีๆ หลายคน ทรัพยากรมากมายที่รุ่นพี่มอบให้กับเธอทำให้การเลื่อนระดับเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว
เพียงสองปีกว่าเธอก็สามารถขึ้นมายืนอย่างมั่นคงอยู่ในระดับที่ห้า! นับว่าไม่ย่ำแย่เมื่อเทียบกับอายุของเธอ มีโอกาสเล็กน้อยที่จะกลายเป็นอเวกระดับที่เจ็ดก่อนอายุยี่สิบสองปี
เหตุผลที่เธอเก็บตัวอยู่แต่ในสถาบันย่อยมาตลอดสองปี ไม่เคยกลับบ้านแม้แต่ครั้งเดียว เพราะด้วยระยะทางระหว่างสองสถานที่มันไกลอย่างยิ่ง และเงินทองของตระกูลในเมืองขนาดเล็กก็ไม่ได้มีมากมายอะไรนัก มันไม่พอที่จะให้เธอจ้างกองกำลังคุ้มกันเพื่อกลับบ้าน
การเดินทางระยะไกลเท่านี้ไม่ใช่ง่ายๆ หากไม่มีความแข็งแกร่งที่มากพอ หรือครอบครัวที่คอยดูแลอย่างซีเลียจากเมืองขนาดกลาง B-24 อย่างน้อยก็ต้องมีกำลังเงินที่สามารถจ้างกองทหารคุ้มกันไปตลอดการเดินทาง เพราะพื้นที่รกร้างหาใช่สนามเด็กเล่นเสียเมื่อไหร่ มีอันตรายแฝงเร้นอยู่ทั่วทุกหย่อมหญ้า
ภารกิจกำจัดกลุ่มสมาคมนักฆ่าหัวใจทมิฬจึงกลายเป็นโอกาสเดียวที่ทำให้เธอสามารถกลับบ้านได้ สถาบันอเวกเคนเนอร์อำนวยความสะดวกให้ทุกอย่าง ทั้งค่าเดินทางและพรรคพวกที่ร่วมทางไปทำภารกิจแบบเดียวกัน
ส่วนทำไมพวกเขาถึงได้มาเดินเท้าอยู่เช่นนี้ก็เป็นเพราะบริหารจัดการค่าเดินทางผิดพลาดเล็กน้อย สุดท้ายจึงแก้ปัญหาโดยการเดินเท้าจากเมืองปิแอสมายังเมืองปากัส ซึ่งแน่นอนว่าด้วยระดับอเวกของพวกเขาแต่ละคน ระยะทางเท่านี้ไม่นับเป็นปัญหาอะไรเลย
หญิงสาวที่มัดผมหางม้าเงยหน้ามองตรงไป แววตาเต็มไปด้วยความคิดถึง
ต่อให้เธอจะไปได้ดีที่ด้านนอกนั่นมากสักเท่าไร แต่บ้านก็ยังเป็นบ้าน เป็นสถานที่ที่ชวนให้นึกถึงตลอด
กลุ่มคณะเดินทางจากสถาบันอเวกเคนเนอร์ทั้งสี่คนเดินทางต่อไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็มาถึงกำแพงเมืองปากัสก่อนตะวันตกดิน...