ไม่นานก็มีรถตำรวจคันหนึ่งแล่นเข้ามาในหมู่บ้านหลานหยวนและพาตัวโจวเหล่ยไป ส่วนหลินเฟิงก็ถูกเชิญตัวไปที่สถานีตำรวจด้วยกัน ครั้งนี้หลินเฟิงมาที่เขตอวี่ฮวา สถานีตำรวจในฐานะผู้ให้ความร่วมมือในการสืบสวนของเ้าหน้าที่ตำรวจ แน่นอนว่าการปฏิบัติที่เขาได้รับย่อมดีกว่าก่อนหน้านี้มาก
ผ่านไปราว ๆ ครึ่งชั่วโมง หลินเฟิงก็ให้ปากคำเสร็จเรียบร้อย แถมคุณตำรวจยังบอกว่าเขาสามารถกลับบ้านได้แล้ว
หลินเฟิงจะยอมกลับบ้านไปอย่างว่าง่ายแบบนี้น่ะเหรอ? แน่นอนว่าไม่มีทาง! เขาฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบเดินตรงดิ่งไปหาฉู่อิ๋งอิ๋งที่ยืนอยู่ไม่ไกลทันที
"ผู้กองฉู่ ครั้งนี้ต้องขอขอบคุณคุณมากจริง ๆ ครับ" หลินเฟิงส่งยิ้มอย่างจริงใจ แสดงท่าทีนอบน้อม พร้อมกับยื่นมือทั้งสองข้างส่งไปให้ฉู่อิ๋งอิ๋ง
เห็นได้ชัดเลยว่าเขา้าจะจับมือกับเธอเพื่อแสดงความขอบคุณ และถือโอกาสเก็บหีบสมบัติเงินใบนั้นบนข้อมือของเธอไปด้วย!
ฉู่อิ๋งอิ๋งมีท่าทีอึ้งไปเล็กน้อย ขณะเดียวกันในแววตาของเธอก็ฉายแววลังเลขึ้นมาวูบหนึ่ง บางทีอาจจะเป็เพราะอยู่ในที่สาธารณะจึงไม่ค่อยดีนักหากจะหักหน้าหลินเฟิง ดังนั้นเธอจึงค่อย ๆ ยื่นมือขวาออกไปหาหลินเฟิง
'เวรเอ๊ย! ผิดข้างแล้ว! หีบสมบัติเงินไม่ได้อยู่บนมือขวาของเธอ แต่อยู่บนมือซ้ายต่างหาก!'
ใน่วินาทีหน้าสิ่วหน้าขวาน หลินเฟิงหลบมือขวาของฉู่อิ๋งอิ๋งโดยไม่ได้คิดอะไร จากนั้นก็คว้ามือซ้ายของเธอขึ้นมาด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ แล้วกุมเอาไว้ในฝ่ามือของตัวเองแน่น
[ติ๊ง! กำลังเก็บหีบสมบัติ กรุณารอสักครู่...]
[20, 19, 18...]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบที่ดังขึ้นข้างหูทำเอาหลินเฟิงสะดุ้งใ
'ให้ตายเถอะ! การเก็บหีบสมบัติเงินหนึ่งใบต้องใช้เวลาตั้ง 20 วินาทีเลยเหรอเนี่ย? แล้วแบบนี้จะทำยังไงดีล่ะ?'
"นายชินกับการจับมือซ้ายของคนอื่นเหรอ?" สีหน้าของฉู่อิ๋งอิ๋งดูไม่ค่อยสบอารมณ์นัก บางทีอาจจะเป็เพราะสัญชาตญาณในสายอาชีพ ตอนนี้สายตาที่เธอมองหลินเฟิงจึงแฝงไปด้วยความสงสัย
"แหะ ๆ มือข้างไหนก็เหมือนกันนั่นแหละครับ หลัก ๆ คือผมตื่นเต้นมากเกินไปจนไม่รู้ว่าจะแสดงความขอบคุณคุณยังไงดี ถ้าไม่ได้ผู้กองฉู่ช่วยตรวจสอบอย่างละเอียด ผมก็คงจะถูกใส่ร้ายจนย่ำแย่..."
หลินเฟิงกุมมือฉู่อิ๋งอิ๋งเอาไว้แล้วเริ่มพูดพล่ามไม่หยุด ก็มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนี่นา! การเก็บหีบสมบัติต้องใช้เวลาถึง 20 วินาที แน่นอนว่าเขาก็ต้องเตรียมบทพูดที่ยืดยาวเอาไว้ถ่วงเวลาอยู่แล้ว!
"ไม่ต้องมาขอบคุณฉันหรอก นี่มันเป็หน้าที่ของฉันอยู่แล้ว" ฉู่อิ๋งอิ๋งขมวดคิ้วขัดจังหวะบทสนทนาอันยืดยาวของหลินเฟิง
[12, 11, 10...]
เสียงแจ้งเตือนของระบบเพิ่งจะนับถอยหลังเข้าสู่ 10 วินาทีสุดท้าย แล้วหลินเฟิงจะยอมปล่อยมือของฉู่อิ๋งอิ๋งไปง่าย ๆ ได้ยังไงกันล่ะ?
"ต้องขอบคุณสิครับ เื่นี้ยังไงก็ต้องขอบคุณ เอาแบบนี้ดีไหม ผมขอเลี้ยงข้าวคุณสักมื้อเพื่อเป็การแสดงความขอบคุณ คุณคิดว่าไงครับ?" เหงื่อบนหน้าผากของหลินเฟิงเริ่มไหลซึมออกมา มือทั้งสองข้างที่กุมมือของฉู่อิ๋งอิ๋งเอาไว้ก็กำลังสั่นเทาเล็กน้อย
"ไม่จำเป็!" สีหน้าของฉู่อิ๋งอิ๋งเ็าลง เธอจ้องมองหลินเฟิงแล้วถามว่า "ปล่อยมือของฉันได้หรือยัง?"
น่าอึดอัดชะมัด!
ในวินาทีนี้หลินเฟิงไม่รู้จริง ๆ ว่าควรจะทำยังไงต่อไปดี? จะหน้าด้านหน้าทนยื้อเวลาต่อไปงั้นเหรอ? ตำรวจหญิงสุดเ็าที่อยู่ตรงหน้าแม้จะดูหุ่นเพรียวบาง แต่ความจริงแล้วมีพละกำลังมหาศาล หลินเฟิงมั่นใจมากว่าถ้าเขาทำให้เธอโกรธ เขาอาจจะมีสิทธิ์ได้ลงไปนอนกองกับพื้นได้ทุกเมื่อ...
"ถ้ายังไม่ปล่อยอีก ฉันจะถือว่านายกำลังลวนลามเ้าพนักงานแล้วนะ!" น้ำเสียงของฉู่อิ๋งอิ๋งเริ่มเย็นเยียบขึ้นมาบ้างแล้ว
เหงื่อบนหน้าผากของหลินเฟิงผุดพรายออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ แต่เขาก็ยังคงกุมมือของฉู่อิ๋งอิ๋งเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
"เอ่อ ผู้กองฉู่ครับ!" จู่ ๆ หลินเฟิงก็เปลี่ยนสีหน้า จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังสุดขีด "ผมมีเื่สำคัญมาก ๆ จะบอกคุณครับ!"
"เื่อะไร? รีบพูดมา!" ความอดทนของฉู่อิ๋งอิ๋งใกล้จะหมดลงเต็มทนแล้ว
หลินเฟิงรีบฉวยโอกาสถ่วงเวลาต่อไปอีกนิด และในที่สุดเวลานี้ หีบสมบัติเงินตรงหน้าก็กลายเป็แสงวูบหนึ่งแล้วหายวับไป พร้อมกันนั้นเสียงแจ้งเตือนอันไพเราะของระบบก็ดังขึ้นข้างหู
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์หลินเฟิง ได้รับหีบสมบัติเงิน 1 ใบ!]
'เยส! เรียบร้อย!'
ท่ามกลางความตื่นเต้น หลินเฟิงอดไม่ได้ที่จะฉีกยิ้มกว้างให้ฉู่อิ๋งอิ๋งพลางหัวเราะร่วน "โธ่เอ๊ย! โดนคุณขู่ซะจนผมลืมไปหมดเลยเนี่ย!"
ในที่สุดสีหน้าของฉู่อิ๋งอิ๋งก็ดูไม่ได้ขึ้นมาทันที ริมฝีปากแดงระเรื่อของเธอเผยอขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพ่นคำด่าสุดคลาสสิกออกมาคำหนึ่ง "ไสหัวไป!"
"ได้เลยครับ!" หลินเฟิงสะดุ้งเฮือก เขารีบปล่อยมือของฉู่อิ๋งอิ๋งทันที ก่อนจะยิ้มเจื่อน ๆ ส่งให้เธอ แล้วรีบเผ่นแน่บออกจากสถานีตำรวจไปโดยไม่หันหลังกลับมามองอีกเลย!
ขณะจ้องมองแผ่นหลังของหลินเฟิงที่รีบจ้ำอ้าวจากไป เปลือกตาของฉู่อิ๋งอิ๋งก็กระตุกเบา ๆ ภายในแววตาอันเ็าของเธอยิ่งทอประกายแหลมคมดุจเข็มที่น่าสะพรึงกลัวออกมา...
หลินเฟิงรีบเดินทางกลับมาที่บ้านของตัวเองโดยไม่ได้หยุดพัก เมื่อดูเวลาก็พบว่าเป็เวลา 23.30 น. แล้ว ระบบค้นหาสมบัติมีสิทธิ์เปิดหีบสมบัติได้วันละ 3 ครั้ง แน่นอนว่าสิทธิ์ครั้งสุดท้ายของวันนี้เขาจะปล่อยให้สูญเปล่าไม่ได้เด็ดขาด!
ก๊อก ๆ ๆ
ในขณะที่หลินเฟิงเตรียมตัวจะเปิดหีบสมบัติใบสุดท้ายอย่างเงียบ ๆ ประตูห้องก็ถูกใครบางคนเคาะ
"ใครน่ะ?" หลินเฟิงร้องถามด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะรีบเดินไปเปิดประตูห้อง
"เอ่อ หลินเฟิง ฉัน..." คนที่ยืนอยู่หน้าประตูคือซูเม่ย เธอถามด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนว่า "ฉันขอคุยกับนายหน่อยได้ไหม?"
"มีธุระอะไรก็พูดมาตรง ๆ เลย ดึกป่านนี้แล้ว ฉันต้องนอนแล้ว" หลินเฟิงเร่งเร้าด้วยความรำคาญ
'มาขอคุยอะไรป่านนี้? มารบกวนเวลาเปิดหีบสมบัติของฉันเนี่ยนะ? ไม่ไล่ตะเพิดเธอกลับไปก็ถือว่าปรานีมากแล้ว!'
"ฉัน... ฉันตั้งใจมาขอโทษนายอย่างจริงใจนะ" ซูเม่ยขบเม้มริมฝีปากแน่น ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกละอายใจ
"ช่างเถอะ ๆ ฉันให้อภัยเธอแล้ว แค่นี้แหละ ไปนอนได้แล้วไป!" หลินเฟิงโบกมือปัดอย่างลวก ๆ จากนั้นก็ปิดประตูใส่หน้าเธอดังปัง!
ซูเม่ยที่ยืนอยู่หน้าประตูเปลี่ยนสีหน้าจากละอายใจกลายเป็ตกตะลึง จากตกตะลึงก็กลายเป็น้อยเนื้อต่ำใจ และในที่สุด หยาดน้ำตาก็ร่วงหล่นลงมาจากหางตาของเธออีกครั้ง
'หลินเฟิงเกลียดฉันขนาดนี้เลยเหรอ? เขายังไม่ยอมให้อภัยฉันใช่ไหม? ก็ถูกของเขา! ฉันสร้างาแให้เขาไว้ตั้งมากมาย แถมยังเกือบจะทำลายชื่อเสียงของเขาจนป่นปี้ แล้วเขาจะยอมให้อภัยฉันง่าย ๆ ได้ยังไงกันล่ะ? เฮ้อ!'
ซูเม่ยถอนหายใจในใจอย่างเงียบงัน จากนั้นก็เดินกลับห้องของตัวเองไปด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง...
หลินเฟิงที่ปิดประตูไปแล้วพุ่งพรวดเดียวไปที่เตียงของตัวเอง เขาลูบมือเข้าหากันด้วยความตื่นเต้น จากนั้นก็สั่งการในใจอย่างไม่ลังเลเลยว่า
'เปิดหีบสมบัติ!'
ฟึ่บ!
แสงสีเงินสว่างจ้าสาดส่องขึ้นมาตรงหน้า หีบสมบัติเงินที่นอนนิ่งอยู่ในช่องเก็บของสั่นะเือย่างรุนแรง
ผ่านไปราว 3 วินาที ฝาหีบสมบัติก็เด้งเปิดออกอย่างแรง จากนั้นหลอดแก้วทดลองที่บรรจุของเหลวสีเหลืองทองเอาไว้ก็กระเด้งออกมาจากในหีบ
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์หลินเฟิง ได้รับยาปลุกพลัง 1 ขวด]
[ยาปลุกพลัง : มีโอกาสระดับหนึ่งที่จะช่วยให้มนุษย์สามารถทะลวงขีดจำกัดของร่างกาย และกลายเป็ผู้วิวัฒนาการที่แข็งแกร่งได้]
ข้อมูลแนะนำสั้น ๆ เพียงบรรทัดเดียวบนตัวยา ทำเอาหลินเฟิงถึงกับแข็งทื่อเป็หินไปในทันที ถ้าหากจะบอกว่าการ์ดสองใบก่อนหน้านี้ทำให้เขาตื่นตะลึงจนแทบจะเป็บ้าไปแล้วล่ะก็ ยาปลุกพลังขวดนี้ก็ถือว่าเป็การพลิกโลกทัศน์ในชีวิตของเขาไปอย่างสิ้นเชิง!
ทะลวงขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์? ผู้วิวัฒนาการที่แข็งแกร่ง? ของพวกนี้มันมักจะปรากฏให้เห็นแต่ในภาพยนตร์ไซไฟไม่ใช่หรือไง? คิดไม่ถึงเลยว่าวันหนึ่งเขาจะได้มาัักับสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเอง หลินเฟิงถึงกับทำตัวไม่ถูกขึ้นมาทันที...
ในค่ำคืนนี้ หลินเฟิงไม่รู้ว่าตัวเองสูบบุหรี่ไปมากแค่ไหนแล้ว ภายในที่เขี่ยบุหรี่บนโต๊ะเต็มไปด้วยก้นบุหรี่อัดแน่นไปหมด ทั่วทั้งห้องอบอวลไปด้วยกลิ่นควันบุหรี่คละคลุ้ง
คนเราเกิดมาชาตินี้ ตกลงแล้วมันเพื่ออะไรกันแน่? เรียนหนังสือ ทำงาน หาเงิน แต่งงานมีลูก เลี้ยงดูพ่อแม่ยามแก่เฒ่าจนวาระสุดท้าย... มนุษย์ส่วนใหญ่มักจะใช้ชีวิตอยู่ในวงโคจรเดียวกันทั้งนั้น
แต่ตอนนี้ จู่ ๆ ก็มีโอกาสหนึ่งมาวางอยู่ตรงหน้าหลินเฟิง มันสามารถทำให้เขาเดินไปบนเส้นทางที่แตกต่างจากคนอื่นได้ มันสามารถทำให้เขาได้ัักับชีวิตอันแสนวิเศษที่ไม่เหมือนใคร มันเปรียบเสมือนผลไม้ต้องห้ามในสวนอีเดนที่มอบความเย้ายวนใจให้กับหลินเฟิงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด!
แต่ทว่า ในวินาทีนี้หลินเฟิงกลับเกิดความลังเลใจขึ้นมา บนขวดยาระบุเอาไว้ว่ามีโอกาสระดับหนึ่งที่จะช่วยให้มนุษย์ทะลวงขีดจำกัดได้ แต่โอกาสที่ว่ามันมากน้อยแค่ไหนกันล่ะ? ถ้าล้มเหลวขึ้นมา มันจะส่งผลข้างเคียงอะไรต่อร่างกายหรือเปล่า? แล้วผู้วิวัฒนาการเนี่ย มันจะเหมือนกับซูเปอร์ฮีโร่ในหนังไซไฟจริง ๆ ไหม? สามารถเหาะเหินเดินอากาศทำได้ทุกอย่างเลยหรือเปล่า?
หลินเฟิงอยากจะรู้ใจแทบขาดว่าถ้าดื่มยาหลอดนี้เข้าไปมันจะมีอันตรายอะไรไหม? แล้วอันตรายที่ว่ามันคุ้มค่ากับผลลัพธ์ที่จะได้มาหรือเปล่า? ทว่าระบบค้นหาสมบัติกลับไม่ได้ให้คำใบ้อะไรมาเลย นอกเหนือจากคำแนะนำสั้น ๆ เพียงบรรทัดเดียวนั้น หลินเฟิงก็ไม่สามารถหาเบาะแสอื่นใดได้อีกเลย!
นี่มันคือการเดิมพันชัด ๆ ถ้าทำสำเร็จ หลินเฟิงก็จะได้โบยบินขึ้นสู่์ และหลุดพ้นจากขอบเขตของคนธรรมดาทั่วไปนับั้แ่นี้เป็ต้นไป แต่ถ้าล้มเหลว หลินเฟิงก็จะต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงที่ไม่อาจล่วงรู้ได้ และเพราะว่าความเสี่ยงนั้นมันเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่รู้ มันถึงได้ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัว!
เมื่อหวนนึกถึงประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา มันช่างจืดชืด ธรรมดา และไร้ความสำเร็จใด ๆ ปณิธานอันยิ่งใหญ่ในวัยเด็กถูกความเป็จริงอันโหดร้ายบดขยี้จนแหลกสลายไปนานแล้ว!
ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว ทำไมเขาถึงจะไม่ลองเสี่ยงดูสักตั้งล่ะ? หลินเฟิงไม่ยอมรับหรอกนะที่จะต้องใช้ชีวิตอย่างราบเรียบไปจนตาย เขาก็เหมือนกับคนธรรมดาอีกนับหมื่นนับแสนคนที่ลึก ๆ แล้วภายในใจต่างก็มีความฝันที่อยากจะเป็ฮีโร่กันทั้งนั้น!
เกิดเป็คนมีแต่เจ๊ากับเจ๊ง ถ้าไม่ตายก็สบายไปทั้งชาติ! เอาวะ ขอเดิมพันสักตั้ง!