หลังจากแตะหน้าผากอันอี่เจ๋อก็พบว่าไข้ลดลงมากแล้วอีกทั้งสีหน้าท่าทางของอันอี่เจ๋อก็ไม่ได้ดูง่วงงุนอ่อนแรงอีกต่อไปซูเจี๋ยนจึงตัดสินเอาเองว่าอันอี่เจ๋อน่าจะใกล้หายดีแล้ว
“พวกนี้เป็ยาที่คุณหมอจางให้ไว้คุณต้องกินให้ตรงเวลาด้วยนะ” ซูเจี๋ยนยืดตัวขึ้นแล้วชี้นิ้วไปยังกระปุกยาที่วางไว้ตรงหัวเตียง หยุดคิดอยู่ชั่วอึดใจก่อนจะมองอันอี่เจ๋อด้วยรอยยิ้มล้อเลียน : “นอกจากกลัวเข็มแล้วคงไม่ใช่ว่าคุณยังกลัวกินยาขมๆ ด้วยหรอกนะ? นี่ต้องให้ฉันเตรียมลูกอมไว้ให้ด้วยรึเปล่าล่ะ”
อันอี่เจ๋อปรายตามองตอบ : “ถ้าฉันบอกว่ากลัวเธอจะมีความสุขมากรึไง”
ซูเจี๋ยนหลิ่วตาน้อยๆ : “จะเป็แบบนั้นได้ยังไงฉันก็แค่.....”
“อ้อ”อันอี่เจ๋อกล่าวตอบอย่างสุขุมเยือกเย็น : “ไม่ ฉันไม่กลัว”
ซูเจี๋ยน : “......”
หลังจากทานอาหารที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการสำหรับผู้ป่วยซึ่งซูเจี๋ยนไปค้นหามาจากในอินเทอร์เน็ตโดยเฉพาะเรียบร้อยแล้วทั้งคู่ก็ไปนั่งดูทีวีกันในห้องนั่งเล่น
อันอี่เจ๋อยังไม่อยากกลับห้องเพราะเขานอนหลับมาตลอดทั้งบ่ายแล้วส่วนซูเจี๋ยนกลับตรงกันข้าม เพราะกินจนอิ่มเกินไปก็เลยต้องเอนกายอย่างเกียจคร้านอยู่บนโซฟาระหว่างรอให้อาหารย่อยก็เล่นโทรศัพท์มือถือไปด้วย
“ฮ่ะฉันจะอ่านเื่ตลกเื่นึงให้ฟัง!” ซูเจี๋ยนจ้องหน้าจออ่านเนื้อหาในหน้าเว็บออกเสียงออกมาอย่างอารมณ์ดี : “เมื่อกี้ฉันไปคุยกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งเธอเล่าให้ฟังว่าแฟนของเธอต้องไปทำงานที่ปากีสถานฉันก็ถามเธอว่าแฟนต้องไปทำงานที่ไกลๆ แบบนั้นคงวางใจไม่ได้ใช่รึเปล่าแต่เธอกลับตอบว่าเธอวางใจมาก
“แล้วก็เล่าให้ฟังว่าในหน่วยงานของแฟนมีเื่ของเพื่อนร่วมงานชายคนหนึ่ง เขามีภรรยากับลูกรออยู่ในประเทศแต่ระหว่างที่ทำงานอยู่ปากีสถานกลับนอกใจไปหาหญิงอื่นแถมยังทำผู้หญิงคนนั้นท้องขึ้นมา ครอบครัวฝ่ายหญิงก็เลยไปที่สถานทูตจีนแล้วจากเื่นอกใจธรรมดาๆ ก็ได้เลยกลายเป็ ‘เื่ระหว่างประเทศ’ไปทันที! จากนั้นผู้ชายเ้าชู้ก็ถูกบังคับส่งตัวกลับประเทศถูกบังคับให้หย่า บังคับให้ละทิ้งสัญชาติ บังคับให้กลายเป็คนปากีสถานบังคับให้เปลี่ยนไปนับถือศาสนาของพวกเขาสุดท้ายก็ต้องติดแหง็กอยู่ในปากีสถาน......ดังนั้นก่อนที่ผู้ชายทุกคนในหน่วยงานของแฟนเพื่อนฉันต้องไปทำงานที่ปากีสถานหัวหน้าหน่วยก็เป็อันต้องจุดบุหรี่ขึ้นมาคีบไว้ ทอดถอนใจแล้วเล่าเื่ราวชีวิตพลิกผันจากการนอกใจของสหายโชคร้ายคนนั้นให้ทุกคนได้ฟัง.......”
“ฮ่าๆๆๆเ้าผู้ชายในเื่นี่ช่างซวยดีจริงๆ ฉันขำจะตายอยู่แล้ว ฮ่าๆๆๆ”
ซูเจี๋ยนอ่านไปขำไประหว่างนั้นก็ยังหันมาถามทั้งๆ ที่ยังขำไม่หยุด : “ตลกสุดๆเลยเนอะ”
อันอี่เจ๋อมองหญิงสาวหัวเราะขบขันอย่างน่ารักพลางกลิ้งตัวไปมาอยู่บนโซฟามุมปากก็ยกขึ้นน้อยๆ อย่างห้ามไม่ได้ : “ก็ตลกดี”
ซูเจี๋ยนตั้งหน้าตั้งตาขำอย่างเอาจริงเอาจังจนแทบหายใจไม่ทันผ่านไปครู่ใหญ่จึงค่อยสงบสติลงได้อย่างยากลำบาก ก้มหน้าไถโทรศัพท์ต่อไปไม่นานก็ส่งเสียงขึ้นมาอีก : “เอ๋?”
อันอี่เจ๋อปรายตามองอีกฝ่าย : “มีอะไรอีก”
“มีข่าวซุบซิบวงการบันเทิงบอกว่าเทพธิดาจี๋กำลังจะแต่งงานแล้ว”
อันอี่เจ๋อแข็งค้างไปทั้งร่างอย่างไม่อาจควบคุมแต่เพียงพริบตาก็พลันเอ่ยออกมาประโยคหนึ่งราวกับไม่ใส่ใจ : “งั้นเหรอ”
ซูเจี๋ยนไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกตินี้แม้แต่น้อยยังพูดคุยอย่างสนุกสนานต่อไป : “ว่ากันว่าเธอแต่งเข้าไปในตระกูลไฮโซครอบครัวหนึ่งขอฉันดูก่อนนะ อ้อ เป็ลูกชายคนรองของตระกูลหลี ‘หลีิอี้’ ไอ๊ย์ไอ๊ย์ถึงขนาดเป็เ้าหนุ่มไฮโซเงินหนาหลีิอี้ที่เกิดมาบนกองเงินกองทองคนนั้นเชียวเหรอเนี่ยคราวนี้จี๋เหยียนกลับจับได้ปลาใหญ่ตัวนึงเข้าให้แล้วจริงๆ!”
ซูเจี๋ยนยืดขาเล็กน้อยเอ่ยปากออกมาด้วยท่าทางเกียจคร้าน : “พูดถึงจี๋เหยียนคนนี้...รูปร่างหน้าตาก็ช่างสะสวยไร้ที่ติจริงๆฝีมือการแสดงก็ยอดเยี่ยม ข่าวคราวเสียหายก็ไม่ค่อยมีหลุดรอดออกมาเลยนับว่าหาได้ยากสำหรับวงการบันเทิง ยังไงก็เถอะคนที่ปีนป่ายอยู่ในวงการบันเทิงจนขึ้นมาถึงจุดนี้จะเป็ดอกบัวขาวบริสุทธิ์แสนดีไร้เดียงสาจริงๆ ได้ยังไงกัน? เคยได้ยินมาว่าตอนแรกที่จี๋เหยียนเริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงก็เป็ไปตามธรรมเนียมเป๊ะๆเธอเองก็มีคนที่คอยอุปถัมภ์ค้ำชูอยู่หลายปีเหมือนกัน เพียงแต่ไม่รู้ว่าป๋าดันคนนั้นคือใครกันแน่....อ๊ะ! ทำอะไรของคุณน่ะ”
อันอี่เจ๋อดึงโทรศัพท์ออกจากมือเล็กโยนทิ้งไว้ด้านข้าง กล่าวออกมาอย่างเ็า : “เื่ไร้สาระพวกนี้อ่านให้น้อยลงบ้างเถอะ” จากนั้นก็หยัดกายเต็มความสูงเดินหน้าตึงเข้าไปในห้องหนังสือ
ซูเจี๋ยนมองดูพฤติกรรมไร้เหตุผลของอีกฝ่ายแล้วก็พึมพำกับตัวเอง: “เ้านี่เป็อะไรของเขากันเนี่ย”
แม้ว่าตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันอันอี่เจ๋อจะปั้นหน้าเฉยชาตายด้านอยู่เสมอแต่นั่นก็เป็เพียงเปลือกนอกเท่านั้น ทว่าคราวนี้ซูเจี๋ยนััได้ว่าอันอี่เจ๋อโกรธขึ้นมาจริงๆ แล้ว
่หลายวันที่ผ่านมานี้แม้ว่าอันอี่เจ๋อจะไม่ค่อยพูดค่อยจาอยู่บ่อยครั้งแต่หากพูดถึงเื่โกรธเกรี้ยวเดือดดาลดูเหมือนนี่จะเป็ครั้งแรกที่เขาแสดงออกมาอย่างแท้จริง
ซูเจี๋ยนเกาศีรษะครุ่นคิดนี่เขาควรจะดีใจดีไหมนะ
ยังไงก็เถอะ เ้าหมอนี่โกรธเคืองเื่อะไรกันแน่ตนเองก็แค่อ่านข่าวซุบซิบนินทาของดาราให้ฟังแค่นั้นเองนะไปล่วงเกินเขาตรงไหนไม่ทราบ
ซูเจี๋ยนขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ได้ข้อสรุป :สงสัยว่าเทพธิดาจี๋คนนี้จะเป็ไอดอลในดวงใจของอันอี่เจ๋อ!
ต้องเป็แบบนี้แน่นอน! เพราะจี๋เหยียนนั้นเป็เทพธิดาผู้สูงส่งในใจของอันอี่เจ๋อพอได้ยินข่าวว่าเทพธิดาในดวงใจกำลังจะแต่งงาน อันอี่เจ๋อก็คงรู้สึกใจสลายอย่างมากยิ่งพอเขาได้ยินซูเจี๋ยนพูดถึงเื่ที่ว่าเธอเองก็เป็ไปตามธรรมเนียมวงการบันเทิงอะไรนั่นอีกอันอี่เจ๋อก็ย่อมโกรธเคืองหนักกว่าเดิมเป็ธรรมดา เพราะไม่อาจทนมองดูเทพธิดาในดวงใจของตนแต่งงานไปกับชายอื่นไม่อาจทนเห็นเทพธิดาของตนถูกทำให้แปดเปื้อนได้!
งั้นนี่ก็หมายความว่าเ้าคนสูงหล่อรวยแบบอันอี่เจ๋อก็กลายเป็ไอ้งั่งหัวปักหัวปำในเื่ความรักได้เหมือนกัน!
ซูเจี๋ยนพลันมองเห็นแสงสว่างขึ้นมาทันใด
……………………………….
อย่างไรก็ตาม ซูเจี๋ยนไม่คิดเลยว่าการโกรธเคืองของอันอี่เจ๋อครั้งนี้ จะเอาจริงเอาจังเป็อย่างมาก
วันถัดมา อันอี่เจ๋อออกไปทำงานตามปกติแต่่เย็นนั้นไม่ได้กลับมาบ้านตรงเวลาอีกแล้ว
วันที่สาม วันที่สี่ และวันอื่นๆต่อจากนั้น.....อันอี่เจ๋อก็ไม่เคยกลับบ้านตรงเวลาอีกเลย
ตอนแรกๆ ซูเจี๋ยนยังคิดว่าอันอี่เจ๋อเพียงแค่ทำงานล่วงเวลาเท่านั้นทว่าพอเวลาผ่านไป ซูเจี๋ยนก็ค่อยๆ ทำความเข้าใจได้ว่า : ดูเหมือนว่าอันอี่เจ๋อจะกำลัง....ตีตัวออกห่างและใช้ชีวิตในแบบของตัวเองอยู่?
แม่มเหอะ ใครกันนะที่บอกไว้ว่าตามข้อตกลงแล้วภายในปีนี้พวกเราสองคนต้องปิดบังความจริง ต่อหน้าคนนอกต้องแสดงออกว่า ‘รักกันอย่างลึกซึ้ง’ นี่เพิ่งผ่านมาไม่เท่าไหร่ เ้าอันอี่เจ๋อก็เป็ฝ่ายผิดข้อตกลงไปหาเศษหาเลยนอกบ้านเอาเองซะแล้วไม่ใช่รึไง?ไม่มีเหตุผล ไม่รู้จักขอบเขตเอาซะเลยจริงๆ!
ไม่นึกเลยว่านายจะออกไปหาสาวๆแถมยังไม่ชวนฉันซักนิด! ในใจซูเจี๋ยนทั้งอิจฉาทั้งชิงชัง
อันอี่เจ๋อ แน่จริงนายก็อย่าได้กลับมาอีกเลย!เฮอะ!
………………………………. -.- -...
วันนี้ ซูเจี๋ยนก็อยู่บ้านคนเดียวอีกตามเคยที่เหนือความคาดหมายคือกลับมีเสียงออดดังขึ้นที่หน้าประตู
อันอี่เจ๋อมีกุญแจห้องอยู่แล้วย่อมไม่จำเป็ต้องกดออดหน้าประตู พอซูเจี๋ยนเดินไปเปิดประตูก็เห็นว่าเป็คนแปลกหน้ายืนอยู่ด้านนอกจริงๆ
ซูเจี๋ยนมองดูกลุ่มคนแต่งตัวในชุดสูทพิธีการเต็มขั้นที่ยืนอยู่ตรงหน้าดูแล้วไม่ธรรมดาอย่างมาก ในใจก็อดไม่ได้ต้องระแวดระวังขึ้นมา : “เอ่อ ขอโทษนะ พวกคุณมาหาใครเหรอ”
ผู้ชายหน้ากลุ่มที่ดูค่อนข้างเป็มิตรอยู่บ้างพลันเอ่ยขึ้น: “นายหญิงน้อยครับนายหญิงบอกให้คุณกลับไปเยี่ยมที่บ้านใหญ่สักครั้ง”
นายหญิง? บ้านใหญ่?
ซูเจี๋ยนกะพริบตาปริบๆนายหญิงกับบ้านใหญ่นี่คงไม่ได้หมายถึง......
ไม่มีทาง เขาไม่ใช่สาวน้อยแซ่ซูคนนั้นจริงๆซะหน่อย! ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเื่ที่ว่าสาวน้อยซูกับอันอี่เจ๋อก็เพียงแค่แต่งงานกันปลอมๆเท่านั้นเองเื่ที่จะกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมแล้วพบปะคุณแม่แบบนี้น่ะทำไม่ได้เด็ดขาด! แถมตอนนอนเจ็บอยู่ที่โรงพยาบาลก็ไม่มีคนจากทางบ้านของอันอี่เจ๋อมาเยี่ยมเลยแม้แต่คนเดียวใช้สมองคิดดูก็รู้แล้วว่าทางบ้านของอันอี่เจ๋อไม่ได้นิยมชมชอบอะไรในตัวลูกสะใภ้ซูเจี๋ยนที่มาจากครอบครัวบ้านๆธรรมดาๆ คนนี้สักนิดถึงแม้ตนจะไม่เคยได้มีประสบการณ์ดราม่าทำนองว่าโดนบ้านฝ่ายชายดูถูกเหยียดหยามในชีวิตจริงมาก่อนแต่พล็อตละครน้ำเน่าประเภทนี้มีให้เห็นในทีวีถมเถไป เื่จำพวกแม่สามีใจร้ายทำการข่มเหงรังแกลูกสะใภ้สาวสวยผู้ไร้ทางสู้นี่ก็ซ้ำๆซากๆ จนไม่รู้จะซ้ำยังไงแล้ว!เขาไม่มีทางยอมเอาตัวเองไปประเคนให้แม่สามีใจร้ายถึงหน้าประตูบ้านแน่นอน!
“แหะๆก็คือว่า ขาฉันยังเจ็บอยู่เลย ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่....”ซูเจี๋ยนพยายามเค้นสมองคิดหาข้ออ้างอย่างสุดความสามารถ
“นายหญิงน้อยอย่าได้กังวลทางเราได้เตรียมวีลแชร์ชั้นดีมาโดยเฉพาะ”ชายในชุดสูทสุดเนี๊ยบพลันผายมือราวกับเล่นมายากล เสกรถเข็นออกมาทันที
ซูเจี๋ยนได้แต่สบถ ‘แม่งเอ๊ย’อยู่ในใจ ฝืนเค้นรอยยิ้มออกมา : “อีกอย่างตอนนี้อี่เจ๋อเขาก็ยังไม่กลับมาบ้านเลยด้วย ไม่สู้รอให้เขากลับมาก่อนแล้วฉันถึงค่อยออกไป....”
“ตอนนี้นายน้อยเพิ่งออกเดินทางไปเจรจาเื่ธุรกิจที่ต่างเมืองนายหญิงน้อยกลับไปคนเดียวก็ใช้ได้เหมือนกันครับ”ชายในชุดสูทเรียบหรูบอกปัดข้ออ้างนี้ทิ้งได้อย่างนุ่มนวลไร้ที่ติ
ป๊ะป๋าก็ต้องรู้แหงอยู่แล้วสิว่าตอนนี้เ้าหมอนั่นไปทำธุระที่ต่างเมืองอยู่ ก็เพราะแบบนี้แหละตอนนี้ป๊ะป๋าถึงยิ่งไปกับพวกนายไม่ได้! ซูเจี๋ยนแอบคำรามอยู่ในใจเมื่อสองวันก่อน ในที่สุดเขาก็ได้พบหน้าอันอี่เจ๋อกลับบ้านมาในเวลาปกติจากนั้นอันอี่เจ๋อก็บอกว่าตัวเองต้องออกไปจัดการเื่ธุรกิจที่ต่างเมืองตอนนั้นซูเจี๋ยนก็แค่แค่นหัวเราะเสียงหนึ่งพลางตอบกลับไปว่า : “อ้อ งั้นเหรอ งั้นก็ขอให้คุณเดินทางปลอดภัยนะ” ส่วนอันอี่เจ๋อหลังจากปรายตามองเขาด้วยใบหน้าเฉยชาแวบหนึ่งแล้วก็เพียงเดินไปจัดข้าวของใส่กระเป๋า ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกแม้แต่คำเดียวซูเจี๋ยนนึกถึงแล้วก็ยังหงุดหงิดใจอยู่จนถึงตอนนี้
“แต่ว่า....” ซูเจี๋ยนยังไม่ละความพยายามคิดจะสรรหาข้ออ้างต่อไป แม่มเหอะ พูดไปแล้วสภาพฉันตอนนี้จะเรียกว่า ‘จะถูกเปิดโปงแหล่มิแหล่’ แล้วก็ว่าได้!
ชายในชุดสูทนั้นคล้ายจะอ่านใจซูเจี๋ยนได้พูดขัดคอขึ้นทันที : “นายหญิงได้บอกไว้ชัดเจนว่าไม่ว่ายังไงก็ต้องพานายหญิงน้อยกลับบ้านใหญ่ไปให้ได้นายหญิงน้อยโปรดอย่าทำให้พวกเราลำบากใจเลยครับ”
เชี่ยไรเนี่ย! นี่มันบังคับกันเห็นๆ!ที่ข้างหน้านี่มันมีบทละครดราม่าน้ำเน่าชุดใหญ่รอโถมเข้าใส่อยู่ชัดๆซูเจี๋ยนพลันนึกถึงซีนละครน้ำเน่าแบบคลาสสิคโบราณขึ้นมาได้เป็ฉากๆ : มารดาที่เคารพรักของอันอี่เจ๋อผู้มีใบหน้าเป็หรงหมัวมัว [1] กำลังถือเข็มปักผ้าเดินแสยะยิ้มมุมปากเข้ามาหาตนเอง : ‘ข้าจะจิ้ม ข้าจะจิ้ม ข้าจะจิ้มๆๆๆ เ้าให้พรุนไปเลย! เ้ามันนังปีศาจจิ้งจอก! ใครใช้ให้เ้ามายั่วยวนลูกชายของข้า!ข้าจะจิ้มนังแพศยาอย่างเ้าให้ตาย! จิ้มๆๆ!จิ้มๆๆ!’
โอ้ม่ายยยย!
ซูเจี๋ยนฝืนเค้นรอยยิ้ม : “งั้นฉันขอโทรบอกอันอี่เจ๋อก่อน” ถึงเ้าอันอี่เจ๋อจะน่ารำคาญแล้วน่ารำคาญอีกสักแค่ไหนแต่ตอนนี้ คนที่จะช่วยตนเองออกไปจากสถานการณ์ตรงหน้าได้ก็มีแต่ไอ้เ้าศัตรูหัวใจที่น่ารังเกียจนั่นเท่านั้นแล้วขอแค่ช่วยฉันออกไปให้ได้ก็พอแล้วล่ะนาทีนี้! ถึงตอนนี้จะกำลังทำาเย็นใส่กันอยู่แต่นี่มันเื่ฉุกเฉินเร่งด่วน จะมามัววางท่าไม่ได้แล้ว!
ชายในชุดสูทแย้มยิ้มกล่าว : “นายหญิงน้อยไม่ต้องกังวลเื่นี้ครับ นายหญิงบอกแล้วว่าท่านจะเป็คนโทรบอกนายน้อยสามด้วยตัวเอง”
เย*ดแม่นี่แม้แต่จะโทรขอความช่วยเหลือก็ยังไม่ยอมเปิดโอกาสให้ฟางเส้นสุดท้ายก็ไม่เหลือให้คว้าจับเลยนี่หว่า! ซูเจี๋ยนหวาดหวั่นขวัญผวาอย่างที่สุดอีกทั้งยังคิดหาทางเอาตัวรอดไม่ออกโดยสิ้นเชิง
ชายในชุดสูทมีสีหน้ายิ้มแย้มั้แ่ต้นจนจบ :“นายหญิงน้อย เชิญครับ”
เชิงอรรถ
[1] หรงหมัวมัว(容嬷嬷) แม่นมหรง ในที่นี้คือตัวร้ายในเื่องค์หญิงกำมะลอมีบทเด่นที่ใช้เข็มปักผ้าทิ่มแทงทำร้ายนางเอกคนหนึ่งในเื่อย่างทารุณ
--------------------------
ขออภัยทุกคนด้วยนะที่ลงช้า กำลังจัดการเื่เล่ม กับ ebook มีทั้งสองแบบให้สะสม เป็นิยายที่ไม่ยาวมากทั้งเื่มี2 เล่มหนาๆ ออกทีละเล่ม อดใจรอแปบนึงนะ
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แฟนเพจ ‘Akanirawan’ https://bit.ly/3gBu94T