ความเงียบที่โรยตัวลงมาหลังสิ้นเสียงทักทายนั้นหนักอึ้งยิ่งกว่าหินผา มันกดทับอากาศในโถงทางเดินจนเอลาร่ารู้สึกหายใจลำบาก เธอยืนนิ่งอยู่ที่ธรณีประตู ไม่กล้าก้าวเข้าไปในอาณาเขตของชายผู้เป็ลุง แสงจันทร์ที่สาดส่องมาจากด้านหลังขับเน้นให้เงาของเธอยืดยาวเข้าไปในคฤหาสน์ ราวกับว่าความมืดมิดกำลังพยายามจะกลืนกินเธอเข้าไปทีละน้อย
ชายคนนั้น—คาอิน—ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ในเงา ดวงตาสีแดงฉานของเขาสำรวจเธอั้แ่หัวจรดเท้า มันไม่ใช่การมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่เป็การประเมินค่าอย่างเ็า เหมือนพ่อค้าที่กำลังพิจารณาสินค้าชิ้นหนึ่งว่าคุ้มค่ากับความยุ่งยากที่จะตามมาหรือไม่ ในที่สุด เขาก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ เป็ลมหายใจที่แฝงไปด้วยความเบื่อหน่ายนับร้อยปี
"เข้ามาสิ" เขากล่าวเสียงเรียบ "จะยืนให้ยุงกัดเล่นอยู่ตรงนั้นหรืออย่างไร หรือว่ากลัวข้าจะจับเ้ากินเสียก่อน?"
คำพูดประชดประชันนั้นทำให้เอลาร่าสะดุ้งเล็กน้อย เธอเม้มปากแน่น ความกลัวเริ่มถูกแทนที่ด้วยความดื้อรั้น เธอไม่ใช่เด็กน้อยขี้ขลาดที่จะยอมให้ใครมาข่มขู่ได้ง่ายๆ แม้ว่าคนคนนั้นจะเป็แวมไพร์ในตำนานก็ตาม เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ ยืดตัวตรง และก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาในคฤหาสน์อย่างท้าทาย
ทันทีที่เท้าของเธอััพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ ประตูบานใหญ่ก็ปิดลงเองเสียงดัง "ปัง!" ตัดขาดเธอจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ความมืดเข้าปกคลุมรอบกายในทันที แต่เพียงชั่วอึดใจ เทียนบนเชิงเทียนเหล็กดัดที่ตั้งอยู่ตามผนังก็พลันสว่างวาบขึ้นทีละดวง เปลวไฟสีส้มไล่ความมืดออกไป เผยให้เห็นความโอ่อ่าที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเสื่อมโทรม
โถงทางเดินนั้นกว้างใหญ่และสูงโปร่งจนเสียงฝีเท้าของเธอสะท้อนก้อง พื้นหินอ่อนสีดำขัดมันวาววับสะท้อนแสงเทียนราวกับผืนน้ำในยามค่ำคืน ผนังบุด้วยไม้สีเข้มที่สลักลวดลายอย่างวิจิตร แต่กลับถูกบดบังด้วยหยากไย่และฝุ่นหนาเตอะ บันไดโค้งขนาดใหญ่ทอดตัวขึ้นไปยังชั้นสองราวกับกระดูกสันหลังของอสูรกายโบราณ ทุกสิ่งทุกอย่างในที่แห่งนี้กรีดร้องบอกถึงความมั่งคั่งในอดีตที่ถูกกาลเวลากลืนกินไปจนหมดสิ้น
เอลาร่าหันไปมองภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่บนผนัง แม้จะเก่าและซีดจางไปแล้ว แต่ก็ยังคงเห็นภาพของสตรีงามในชุดราตรีสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าของเธอดูคุ้นตา แต่เอลาร่าก็ไม่อาจระลึกได้ว่าเคยเห็นที่ไหน ข้างๆ ภาพวาดนั้นมีเกราะดาบโบราณแขวนอยู่ ใบดาบยาวที่เคยเปล่งประกายคงจะมืดมัวไปแล้วตามกาลเวลา
"พ่อ...พ่อของหนูบอกว่าท่านจะช่วย" เอลาร่าพูดขึ้น ทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเธอสั่นเล็กน้อย แต่ก็พยายามควบคุมไว้ให้มั่นคงที่สุด
คาอินหันหลังให้เธอและเริ่มเดินนำเข้าไปในคฤหาสน์ เสียงฝีเท้าของเขาไม่ดังเลย เหมือนกับว่าเขากำลังลอยไปมากกว่าเดิน "น้องชายเ้านั่นก็พูดแบบนี้เสมอ 'คาอิน ช่วยข้าหน่อยสิ' 'คาอิน ข้าเป็หนี้ชีวิตเ้า' แต่สุดท้ายก็มีแต่ข้าที่ต้องมาตามเช็ดตามล้างเื่ที่มันก่อไว้" เขาบ่นพึมพำ แต่ดังพอที่จะให้เธอได้ยิน "แล้วครั้งนี้เื่อะไรล่ะ? ไปติดหนี้พนันมนุษย์หน้าโง่ที่ไหน หรือไปทำลูกสาวผู้นำเผ่าหมาป่าท้องเข้า?"
"ไม่ใช่!" เอลาร่าเผลอตะคอกกลับไปอย่างลืมตัว "แม่ถูกจับตัวไป! โดยพวกเอลฟ์! พ่อกลับไปช่วยแม่และให้หนูมาหาท่าน!"
ฝีเท้าของคาอินหยุดชะงัก เขาหันกลับมาอย่างช้าๆ แววตาที่เคยว่างเปล่าบัดนี้มีประกายบางอย่างวูบขึ้น...เป็ประกายที่เอลาร่าอ่านไม่ออก มันอาจจะเป็ความประหลาดใจ หรืออาจจะเป็ความสมเพช หรือบางทีอาจจะเป็ความทรงจำที่เ็ปบางอย่าง
"เอลฟ์รึ?" เขาทวนคำ เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ริมฝีปากที่เคยเรียบเฉยเริ่มเบี้ยวเป็รอยยิ้มขื่น "อา...ในที่สุดวันนั้นก็มาถึงจนได้สินะ ข้าเคยเตือนมันแล้ว ความรักระหว่างเผ่าพันธุ์ที่แตกต่างมันก็เหมือนการเล่นกับไฟ ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องมีคนถูกเผาไหม้"
เขาเดินไปหยุดที่หน้าต่างบานใหญ่ มองออกไปยังป่าทึบที่ปกคลุมไปด้วยหมอกจาง แสงจันทร์ส่องผ่านเมฆบางทำให้ใบหน้าของเขาดูซีดขาวยิ่งขึ้น "พวกเอลฟ์...มันเป็เผ่าพันธุ์ที่หยิ่งทะนงในสายเืบริสุทธิ์ของตน พวกมันเชื่อว่าตัวเองเป็เผ่าพันธุ์ที่สูงส่งที่สุด และจะไม่ยอมให้ใครมาปนเปื้อนสายเืของพวกมัน แต่ในขณะเดียวกัน พวกมันก็้าพลังของเืผสมเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับเผ่าที่กำลังเสื่อมถอย"
เขามองมาที่เธออีกครั้ง คราวนี้สายตาของเขาดูจริงจังขึ้น และมีความเศร้าโศกแฝงอยู่ลึกๆ "แล้วเ้าล่ะ? เ้าคือ 'ความผิดพลาด' ที่ว่านั่นสินะ เืผสม...แวมไพร์กับเอลฟ์ ช่างเป็การผสมผสานที่น่าขันสิ้นดี พลังแห่งความมืดกับพลังแห่งชีวิต แตกต่างกันสุดขั้วจนน่าประหลาดใจที่เ้ายังคงรักษารูปร่างเป็มนุษย์อยู่ได้"
คำพูดของเขาเหมือนมีดที่มองไม่เห็นกรีดลงบนผิวของเธอ เอลาร่ารู้สึกเ็ปและโกรธเกรี้ยวในเวลาเดียวกัน "หนูไม่ใช่ความผิดพลาด!"
"งั้นรึ?" คาอินแสยะยิ้มมุมปาก เป็รอยยิ้มที่ไม่มีความขบขันเจือปน "งั้นเ้าก็คงไม่รู้สินะว่าการดำรงอยู่ของเ้ามันสั่นคลอนสมดุลของโลกนี้มากแค่ไหน พวกเอลฟ์ที่หยิ่งทะนงในสายเืบริสุทธิ์ไม่มีวันยอมรับตัวตนของเ้า และพวกแวมไพร์ส่วนใหญ่ก็มองว่าเ้าเป็แค่ของเล่นที่น่ารังเกียจ เ้าไม่มีที่ยืนในโลกไหนเลย...เด็กน้อย"
เขาเดินกลับมาใกล้เธอ ดวงตาสีแดงจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ "เ้ารู้ไหมว่าเมื่อแวมไพร์กับเอลฟ์มีลูกด้วยกัน โอกาสที่ลูกจะรอดตายได้มีีแค่ร้อยละสิบเท่านั้น? และแม้จะรอดมาได้ ก็มักจะมีความผิดปกติทางร่างกายหรือจิตใจ เ้าเป็ข้อยกเว้นที่หายาก...หรือบางทีอาจจะเป็เพียงการหลอกตัวเองก็ได้"
เอลาร่ากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ เธออยากจะเถียงกลับไป อยากจะกรีดร้องใส่หน้าเขาว่าเธอไม่ใช่แบบนั้น แต่เธอก็ไม่มีคำพูดใดๆ จะไปโต้แย้งได้ เพราะลึกๆ แล้ว เธอก็รู้สึกเช่นนั้นมาตลอดชีวิต...ความรู้สึกแปลกแยก ไม่เป็ส่วนหนึ่งของที่ไหนเลย ความรู้สึกที่ว่าเธอแตกต่างจากคนอื่นโดยไม่รู้สาเหตุ
"แต่เ้าก็ไม่ต้องกังวลไปมาก" คาอินกล่าวต่อ เสียงของเขาเบาลงเล็กน้อย "ข้าไม่ได้มีความตั้งใจจะทำร้ายเ้า อย่างน้อยก็ไม่ใช่ตอนนี้ เ้าเป็หนี้สินที่น้องชายข้าฝากไว้ และข้าก็เป็คนที่ชำระหนี้เสมอ"
เขาเห็นแววตาที่สั่นไหวของเธอ ความกลัวและความสับสนที่ปะปนกับความโกรธ เขาก็เบือนหน้าหนีไปอีกครั้ง เหมือนกับว่าการมองเห็นความเ็ปของเธอทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ "ตามมา ข้าจะหาห้องให้เ้าอยู่ แต่จงจำไว้ ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเ้า เ้าเป็แค่ 'ปัญหา' ที่น้องชายข้าโยนมาให้ข้าจัดการชั่วคราวเท่านั้น อย่าได้ทำตัววุ่นวาย"
เขาเดินนำเธอผ่านห้องต่างๆ ที่ปิดตายและคลุมด้วยผ้าขาวราวกับสุสานของเฟอร์นิเจอร์ราคาแพง ทางเดินยาวเหยียดไปเรื่อยๆ ผนังทั้งสองข้างเต็มไปด้วยภาพวาดโบราณที่ดูเหมือนจะเล่าเื่ราวของครอบครัวในอดีต เอลาร่าเหลือบมองภาพเ่าั้ เธอเห็นใบหน้าที่คล้ายคลึงกับคาอิน แต่ดูอ่อนเยาว์กว่าและมีความสุขมากกว่า มีภาพของผู้หญิงงดงามหลายคน และเด็กน้อยที่ยิ้มแย้มแจ่มใส
กลิ่นอับชื้นและกลิ่นฝุ่นคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ปนกับกลิ่นแปลกๆ ที่เธอไม่เคยได้กลิ่นมาก่อน มันเป็กลิ่นที่หวานแต่ก็น่าขนลุกในเวลาเดียวกัน เหมือนกลิ่นของดอกไม้ที่กำลังเน่าเปื่อย เอลาร่าเดินตามเงาของเขาไปอย่างเงียบๆ ความรู้สึกโดดเดี่ยวและสิ้นหวังถาโถมเข้ามาในใจอย่างรุนแรง เธอเพิ่งสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างมา และตอนนี้เธอก็ต้องมาอยู่ในความดูแลของชายผู้เ็าที่มองเธอเป็เพียงภาระ
ระหว่างทางที่เดินขึ้นบันไดไปยังชั้นสอง เอลาร่าสังเกตเห็นว่าบันไดไม้แต่ละขั้นส่งเสียงแหลมแหลมเมื่อเธอเหยียบ แต่เมื่อคาอินเดิน กลับไม่มีเสียงใดๆ เลย เหมือนกับว่าเขาไม่มีน้ำหนัก หรือบันไดเ่าั้ไม่กล้าส่งเสียงเมื่อเ้าของบ้านเดินผ่าน
ผนังของชั้นสองเต็มไปด้วยหน้าต่างทรงสูงที่ปิดด้วยผ้าม่านหนา แสงจันทร์แทรกเข้ามาเป็แถบๆ สร้างลวดลายแสงเงาที่เปลี่ยนแปลงไปตามการเคลื่อนไหวของเมฆ เอลาร่ารู้สึกเหมือนกับว่าเธอกำลังเดินอยู่ในโลกที่หยุดนิ่งในเวลา โลกที่ทุกสิ่งทุกอย่างค้างอยู่ในอดีตอันไกลโพ้น
"ห้องนี้เคยเป็ห้องของใครคะ?" เธอถามขึ้นเมื่อพวกเขาเดินผ่านประตูไม้สีเข้มที่มีลวดลายสลักอย่างวิจิตร
คาอินหยุดเดินชั่วครู่ มองไปที่ประตูบานนั้นด้วยสายตาที่เศร้าโศก "ห้องของน้องสาวข้า" เขาตอบเสียงแ่ "นางเสียชีวิตไปแล้วนานมาก...นานมากจนข้าเกือบลืมหน้าตาของนางไปแล้ว"
เขาไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม แต่เอลาร่าก็รู้สึกได้ถึงความเศร้าโศกที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของเขา มันเป็ความเศร้าที่ลึกซึ้งและเก่าแก่ ความเศร้าที่ถูกฝังไว้ลึกๆ ในใจมานานจนกลายเป็ส่วนหนึ่งของตัวตน
ในที่สุด คาอินก็หยุดลงที่หน้าประตูบานหนึ่งที่อยู่สุดทางเดินของชั้นสอง ประตูบานนี้ดูใหม่กว่าบานอื่นๆ เล็กน้อย และไม่มีฝุ่นหนาเหมือนที่อื่น "ห้องนี้แล้วกัน อย่างน้อยก็ยังมีเตียงที่พอจะนอนได้อยู่" เขาเปิดประตูเข้าไปโดยไม่รอให้เธอตอบรับ
ห้องนั้นกว้างขวางกว่าห้องนอนเก่าของเธอหลายเท่า มีเตียงสี่เสาขนาดใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง เสาเตียงแกะสลักด้วยลวดลายเถาวัลย์และดอกกุหลาบที่ละเอียดอ่อน ผ้าม่านสีแดงเข้มห้อยลงมาจากเพดาน เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นดูหรูหราแต่ก็ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นเช่นเดียวกับส่วนอื่นๆ ของบ้าน มีโต๊ะเครื่องแป้งไม้สักขนาดใหญ่ที่มีกระจกเงาตั้งอยู่ และตู้เสื้อผ้าไม้โอ๊คที่สูงจรดเพดาน
มีเพียงหน้าต่างทรงสูงบานหนึ่งที่ดูสะอาดเป็พิเศษ มันเผยให้เห็นวิวของป่าสนทึบที่อาบไล้ด้วยแสงจันทร์สีเงินยวง ใบสนเคลื่อนไหวเบาๆ ตามสายลม สร้างเสียงกรอกแกรกที่ทำให้รู้สึกเหงาและโดดเดี่ยว
"ห้องน้ำอยู่ทางนั้น" คาอินชี้ไปยังประตูอีกบานที่อยู่มุมห้อง "ส่วนเสื้อผ้า...คงต้องใส่ชุดเก่าของเ้าไปก่อนแล้วกัน ข้าไม่มีเสื้อผ้าสำหรับ 'เด็กผู้หญิง' อยู่ในบ้านหลังนี้หรอก" เขาเน้นคำว่าเด็กผู้หญิงอย่างจงใจ เหมือนกับว่าการมีผู้หญิงในบ้านเป็สิ่งที่น่ารำคาญ
เอลาร่าไม่ได้ตอบอะไร เธอเดินเข้าไปในห้องและวางกระเป๋าเป้ใบเล็กที่คว้าติดมือมาได้ลงบนพื้น มันเป็สิ่งเดียวที่เหลืออยู่จากชีวิตเก่าของเธอ ข้างในมีเพียงเสื้อผ้าสองสามชุด หนังสือเล่มหนึ่ง และภาพถ่ายครอบครัวใบเดียวที่เธอคว้ามาได้ทัน
เธอนั่งลงบนขอบเตียง ฝุ่นฟุ้งกระจายขึ้นมาเล็กน้อย ทำให้เธอจาม เสียงจามของเธอก้องไปในห้องที่เงียบสงัด คาอินยืนอยู่ที่ประตู ดูเหมือนจะลังเลว่าควรจะพูดอะไรดี
"แล้ว...แล้วพ่อกับแม่ของหนูจะเป็ยังไงบ้างคะ?" เธอถามขึ้นเบาๆ ด้วยความหวังริบหรี่ เสียงของเธอสั่นเครือ
คาอินหันมามองเธอที่หน้าประตู แววตาของเขากลับไปเรียบเฉยดังเดิม แต่เอลาร่าก็จับได้ว่ามีความลังเลแฝงอยู่ "น้องชายข้ามันไม่ใช่คนโง่ มันรู้ดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ มันแข็งแกร่งกว่าที่เ้าคิด และมันก็มีประสบการณ์ในการต่อสู้มามาก ส่วนแม่ของเ้า...ถ้าพวกเอลฟ์้าตัวนางไปเพื่อใช้ประโยชน์ ก็คงยังไม่ฆ่าทิ้งในเร็วๆ นี้หรอก พวกมัน้าเืของนางเพื่อทำพิธีกรรมบางอย่าง"
คำตอบของเขาตรงไปตรงมาและไร้ซึ่งการปลอบโยนใดๆ แต่มันก็ยังดีกว่าความไม่รู้อะไรเลย อย่างน้อยเธอก็รู้ว่าพ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่
"พิธีกรรมอะไรคะ?" เธอถามต่อ
คาอินเงียบไปชั่วครู่ ดูเหมือนจะลังเลว่าควรจะบอกความจริงหรือไม่ "พิธีกรรมเพื่อฟื้นฟูพลังของเผ่าเอลฟ์ เืของเอลฟ์ที่มีลูกกับแวมไพร์จะมีพลังพิเศษ พวกมันเชื่อว่าถ้านำเืนั้นมาทำพิธี จะสามารถเพิ่มพลังให้กับเผ่าพันธุ์ของพวกมันได้"
เอลาร่ารู้สึกเหมือนมีน้ำแข็งไหลเข้าไปในเส้นเื "แล้ว...แล้วหลังจากพิธีกรรมเสร็จ?"
"นางก็จะตาย" คาอินตอบอย่างเรียบเฉย "แต่นั่นก็ยังไม่ใช่สิ่งที่พวกมัน้าที่สุด สิ่งที่พวกมัน้าจริงๆ คือตัวเ้า เืผสมในตัวเ้าจะมีพลังมากกว่าแม่ของเ้าหลายเท่า"
เอลาร่าสั่นะเื ไม่ใช่เพราะความหนาวเย็น แต่เพราะความกลัว เธอเพิ่งรู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็เพียงเด็กธรรมดาที่ต้องหนีจากอันตราย แต่เธอคือเป้าหมายหลักของพวกเอลฟ์ เธอคือสิ่งที่พวกเขา้าจริงๆ
"พักผ่อนซะ" คาอินกล่าวเป็คำสั่ง เสียงของเขาอ่อนลงเล็กน้อย "พรุ่งนี้เรามีเื่ต้องคุยกันอีกเยอะ เ้าต้องเรียนรู้วิธีควบคุมพลังในตัว และเรียนรู้วิธีปกป้องตัวเอง ถ้าเ้าจะอยู่รอดในโลกนี้ได้"
พูดจบ เขาก็หันหลังและกำลังจะเดินจากไป แต่เอลาร่าก็รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีและเอ่ยถามในสิ่งที่เธอสงสัยที่สุด "ทำไมคะ?"
คาอินหยุดเดิน มือที่จับลูกบิดประตูแข็งทื่อ "ทำไมอะไร?"
"ทำไมท่านถึงยอมช่วยหนู? ในเมื่อท่านดู...รังเกียจหนูขนาดนี้ ทำไมไม่ปล่อยให้พวกเอลฟ์เอาตัวหนูไปเสียให้หมดเื่?"
คาอินนิ่งไปชั่วครู่ เขาไม่ได้หันกลับมามองเธอ แต่เอลาร่าก็เห็นไหล่ของเขาตึงขึ้น "ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าข้าเป็หนี้ชีวิตน้องชายเ้า" เขากล่าว น้ำเสียงเปลี่ยนไป มีความเศร้าโศกแฝงอยู่ "เมื่อนานมาแล้ว ข้าเคยทำผิดพลาดครั้งใหญ่...ผิดพลาดจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด น้องชายเ้าเป็คนช่วยข้าไว้โดยไม่ลังเล แม้ว่ามันจะหมายถึงการที่เขาต้องทรยศต่อกฎของแวมไพร์ก็ตาม หนี้ครั้งนั้นมันใหญ่หลวงเกินกว่าจะชดใช้ได้หมด"
เขาเงียบไปอีกครั้ง ราวกับกำลังจมอยู่ในความทรงจำอันไกลโพ้น "ข้าเคยมีครอบครัว เคยมีคนที่รัก แต่ความโง่เขลาและความหยิ่งผยองของข้าทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง น้องชายข้าเป็คนเดียวที่ยังคงเชื่อใจข้า แม้หลังจากที่ข้าทำให้ทุกคนต้องสูญเสียทุกสิ่ง"
เขาหันกลับมามองเธอในที่สุด ดวงตาสีแดงของเขาเต็มไปด้วยความเ็ปที่ถูกฝังลึก "การดูแลเ้า...ก็ถือซะว่าเป็การชดใช้หนี้ส่วนหนึ่งแล้วกัน แต่อย่าได้คิดว่าข้าทำเพราะความเมตตา ข้าทำเพราะหน้าที่ เท่านั้น"
สิ้นคำพูดนั้น เขาก็เดินจากไป เสียงฝีเท้าของเขาค่อยๆ จางหายไปในทางเดินยาว ทิ้งให้เอลาร่ายืนอยู่คนเดียวในห้องที่กว้างใหญ่และเย็นเยียบ เธอเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนเตียง ฝุ่นฟุ้งกระจายขึ้นมาเล็กน้อย เธอไม่ได้สนใจมัน เธอเหนื่อยเกินกว่าจะสนใจอะไรแล้ว ทั้งร่างกายและจิตใจ
น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ไหลทะลักออกมาอีกครั้ง เธอซบหน้าลงกับฝ่ามือและร้องไห้ออกมาอย่างเงียบๆ เสียงสะอื้นของเธอเป็สิ่งมีชีวิตเพียงอย่างเดียวที่เคลื่อนไหวอยู่ในห้องนี้ เธอร้องไห้ให้กับบ้านที่ถูกเผาไหม้ ร้องไห้ให้กับพ่อแม่ที่ยังไม่รู้ชะตากรรม และร้องไห้ให้กับตัวเองที่ต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้
เธอร้องไห้ให้กับความจริงที่เพิ่งรู้ ว่าเธอไม่ใช่เด็กธรรมดาที่เธอเคยคิด แต่เป็สิ่งมีชีวิตที่ไม่ควรจะมีอยู่ เป็ผลผลิตของความรักที่ต้องห้าม เป็เป้าหมายของผู้ที่้าใช้เืของเธอเพื่อพลังอำนาจ
หลังจากร้องไห้จนหมดแรง เธอก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงทั้งชุดที่ยังไม่ได้เปลี่ยน เปลือกตาของเธอหนักอึ้งและปิดลงในที่สุด ความเหนื่อยล้าเข้าครอบงำและดึงเธอจมดิ่งสู่ห้วงนิทราที่ปราศจากความฝัน
แต่แม้ในความมืดมิดของการหลับใหล เธอก็ยังรู้สึกได้ถึงสายตาที่กำลังจ้องมองเธออยู่จากที่ไหนสักแห่ง เป็สายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความหิวกระหาย แต่เธอเหนื่อยเกินกว่าจะตื่นขึ้นมาดู
...
เอลาร่าไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปนานแค่ไหน แต่เมื่อเธอตื่นขึ้น แสงแดดยามเช้าก็สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างแล้ว แสงสีทองอ่อนๆ ทำให้ห้องดูอบอุ่นขึ้นเล็กน้อย เธอลุกขึ้นนั่งอย่างงัวเงีย ความทรงจำอันเลวร้ายของเมื่อคืนย้อนกลับมาทำร้ายเธออีกครั้ง แต่แล้วเธอก็สังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติ
บนเก้าอี้ข้างเตียง มีเสื้อผ้าชุดใหม่วางพับไว้อย่างเรียบร้อย เป็ชุดเดรสผ้าฝ้ายเรียบๆ สีครีมที่ดูสะอาดสะอ้าน ขนาดดูเหมือนจะพอดีตัวเธอ และข้างๆ กันนั้น มีถาดอาหารวางอยู่ บนถาดมีขนมปังปิ้งร้อนๆ ไข่คน และนมสดหนึ่งแก้ว ไอร้อนจางๆ ยังคงลอยขึ้นมาจากอาหาร แสดงว่ามันเพิ่งถูกนำมาวางไว้ไม่นาน
เธอขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ หรือว่าลุงของเธอจะไม่ได้ใจร้ายอย่างที่แสดงออก? หรือว่านี่จะเป็ฝีมือของคนอื่น?
ความคิดนั้นทำให้เธอฉุกใจขึ้นมา...เป็ไปได้ไหมว่าในบ้านหลังนี้ไม่ได้มีแค่เธอกับคาอินสองคน? เป็ไปได้ไหมว่าจะมีคนรับใช้หรือคนอื่นๆ อยู่ด้วย?
ความอยากรู้อยากเห็นเอาชนะความกลัว เธอตัดสินใจที่จะออกไปสำรวจ เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ซึ่งพอดีตัวอย่างน่าประหลาดใจ และจัดการกับอาหารเช้าอย่างรวดเร็ว รสชาติของอาหารดีกว่าที่เธอคาดไว้ ขนมปังหอมกรุ่น ไข่คนนุ่มลิ้น และนมสดหวานมัน
หลังจากทานเสร็จ เธอก็ค่อยๆ แง้มประตูห้องออกไปดู ทางเดินข้างนอกเงียบสนิท ไม่มีวี่แววของคาอินหรือใครคนอื่น แสงแดดเช้าส่องเข้ามาทางหน้าต่างทำให้ทางเดินดูสว่างขึ้นกว่าเมื่อคืน เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ และเริ่มเดินไปตามทางเดินอย่างเงียบเชียบที่สุด
เธอเดินผ่านห้องต่างๆ ที่ยังคงปิดตายเหมือนเดิม ประตูแต่ละบานดูเหมือนจะซ่อนเื่ราวบางอย่างไว้ เธออยากจะเปิดดู แต่ก็ไม่กล้า จนกระทั่งมาถึงสุดทางเดินอีกฝั่งหนึ่ง ที่นั่นมีประตูไม้บานใหญ่ที่ดูแตกต่างจากบานอื่นๆ มันเป็ประตูไม้สีเข้มที่ขัดมันวาววับ และมีลูกบิดทองเหลืองที่ส่องประกายราวกับของใหม่
มันคือห้องทำงานของคาอิน...ห้องที่เขาเคยเตือนเธอเมื่อคืนว่า "ห้ามเข้า"
ความดื้อรั้นในตัวเธอกรีดร้องขึ้นมาอีกครั้ง ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ เธอรู้ว่ามันเป็ความคิดที่โง่เง่าและเสี่ยงอันตราย แต่ความ้าที่จะรู้ความลับของชายผู้เป็ลุงมันรุนแรงกว่า เธอค่อยๆ ยื่นมือไปจับลูกบิด...มันไม่ได้ล็อก
เธอแง้มประตูเข้าไปอย่างช้าๆ ภายในห้องนั้นแตกต่างจากส่วนอื่นๆ ของบ้านราวฟ้ากับเหว มันสะอาดสะอ้านและเป็ระเบียบเรียบร้อย ชั้นหนังสือสูงจรดเพดานตั้งเรียงรายอยู่เต็มผนัง หนังสือเก่าแก่นับพันเล่มเรียงรายอย่างเป็ระบบ บนโต๊ะทำงานขนาดใหญ่กลางห้องมีเอกสารและหนังสือวางซ้อนกันอยู่ แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเธอมากที่สุดคือภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่บนผนังด้านในสุด
มันเป็ภาพวาดของหญิงสาวคนหนึ่ง...หญิงสาวแวมไพร์ที่งดงามจนแทบหยุดหายใจ เธอมีผมสีดำขลับยาวสลวย ดวงตาสีไวน์แดงที่คมกริบและแฝงไปด้วยแววอันตราย ริมฝีปากอิ่มสีแดงสดเหยียดยิ้มอย่างเย่อหยิ่งและเต็มไปด้วยความรู้สึกเป็เ้าของ เธองดงาม...และน่ากลัวในเวลาเดียวกัน
เอลาร่าจ้องมองภาพนั้นราวกับต้องมนตร์สะกด เธอรู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากภาพวาด เป็พลังงานที่ทั้งดึงดูดและผลักไสในคราวเดียวกัน ผู้หญิงคนนี้เป็ใคร? เธอมีความสำคัญกับคาอินมากแค่ไหนถึงได้มีภาพวาดขนาดใหญ่อยู่ในห้องทำงานส่วนตัวของเขา?
ขณะที่เธอกำลังจมอยู่ในความคิดนั้นเอง หางตาของเธอก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่มุมล่างของภาพวาด...ลายเซ็นของผู้วาด และชื่อของภาพ
Isabella
และในวินาทีที่เธออ่านชื่อนั้นจบ...
"ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามเข้าใกล้ที่นี่"
เสียงเย็นเยียบของคาอินดังขึ้นจากด้านหลังของเธอ มันใกล้มาก...ใกล้จนเธอรู้สึกได้ถึงลมหายใจเย็นๆ ของเขาที่เป่ารดต้นคอ เอลาร่าสะดุ้งสุดตัวและหันขวับกลับไปทันที
คาอินยืนอยู่ตรงนั้น ห่างจากเธอไม่ถึงหนึ่ง่แขน ดวงตาสีแดงของเขาหรี่ลงอย่างน่ากลัว ความโกรธฉายชัดอยู่ในแววตาของเขาอย่างไม่ปิดบัง แต่ก่อนที่เธอจะได้เอ่ยคำขอโทษหรือแก้ตัวใดๆ สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งที่ทำให้หัวใจของเธอหยุดเต้น
บนปกเสื้อเชิ้ตสีดำของเขา...มีเส้นผมยาวสีดำขลับเส้นหนึ่งติดอยู่
มันเป็เส้นผมสีเดียวกับผู้หญิงในภาพวาด...อิซาเบลล่า