หลังจากที่เสิ่นอี้ได้ “หยอกล้อ” กับสาวใช้คนสนิทจนเป็ที่พอใจแล้ว ความคิดที่จะออกสำรวจจวนสกุลเซี่ยก็ยังคงคุกรุ่นอยู่ในใจอย่างไม่จางหาย วันรุ่งขึ้น หลังจากจัดการกิจยามเช้าเสร็จสิ้น เขาก็ตัดสินใจที่จะเริ่มแผนการของตนเองอย่างจริงจังเสียที
เขาปล่อยให้เสี่ยวชุ่ยไปวุ่นวายอยู่กับการจัดเตรียมหีบห่อสำหรับการเดินทาง ส่วนตนเองก็เดินออกมาจากเรือนไผ่หยกตามลำพัง โดยมีเพียงพัดด้ามจิ้วเป็เพื่อนคู่กาย การเดินทางครั้งนี้ เขาไม่ได้มุ่งหน้าไปยังเขตเรือนหลักอันโอ่อ่า แต่กลับเลือกเส้นทางที่เล็กกว่า ลัดเลาะไปยังส่วนที่ลึกและสงบยิ่งขึ้นของจวน
ยิ่งเดินลึกเข้ามามากเท่าใด ความเจริญหูเจริญตาก็ยิ่งลดน้อยถอยลงเท่านั้น สวนหย่อมที่เคยได้รับการตัดแต่งอย่างงดงามแปรเปลี่ยนเป็พงหญ้าที่ขึ้นรกเรื้อ ทางเดินหินอ่อนที่เคยสะอาดสะอ้าน บัดนี้มีใบไม้แห้งและฝุ่นดินจับตัวอยู่ประปราย บรรยากาศที่เคยสดใสกลับกลายเป็ความเงียบสงบที่แฝงไว้ด้วยความวังเวงและอ้างว้าง
เสิ่นอี้เดินไปตามทางเดินแคบๆ พลางใช้ปลายพัดเกี่ยวใบไม้ที่ขวางทางเล่นอย่างไม่ใส่ใจ ในใจก็ครุ่นคิดถึงภาพสะท้อนของสังคมในจวนแห่งนี้ได้อย่างชัดเจน
‘ที่นี่ก็ไม่ต่างจากโลกที่ข้าจากมานัก...’ นางนึกหยัน ‘ผู้ที่ได้รับความโปรดปรานย่อมอยู่ในที่ที่สว่างและสูงส่งที่สุด ส่วนผู้ที่ถูกหลงลืม...ก็ต้องอยู่อย่างเงียบงันในมุมมืดที่ไม่มีใครเหลียวแลเช่นนี้’
นางเดินมาจนถึงเขตเรือนพักของเหล่าอนุภรรยาชั้นล่างที่บัดนี้แทบจะร้างไปแล้ว เรือนไม้หลายหลังดูทรุดโทรม ขาดการดูแลรักษา ประตูบางบานถึงกับมีใยแมงมุมเกาะอยู่ด้วยซ้ำ เป็ภาพที่น่าหดหู่ใจยิ่งนัก
ขณะที่เขากำลังจะหมุนกายกลับ เพราะคิดว่าคงไม่มีสิ่งใดน่าสนใจอีกแล้วนั่นเอง...
พลันนั้น! ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งก็วิ่งพรวดพราดออกมาจากหลังพุ่มดอกโบตั๋นที่ขึ้นอยู่อย่างรกร้างด้วยท่าทีตื่นตระหนกสุดขีด..! เด็กหญิงตัวน้อยในอาภรณ์ผ้าป่านสีซีดที่ดูหลวมโพรกไปทั้งตัว วิ่งอย่างไม่คิดชีวิตราวกับกำลังหนีจากภูตผีปีศาจ นางไม่ทันได้มองทางเบื้องหน้า...
ตุ้บ..!
ร่างเล็กๆ นั้นวิ่งเข้ามาชนเข้ากับขาของเซี่ยหยางอย่างจัง!
ด้วยความแรงของการปะทะ ทำให้เด็กหญิงผู้นั้นเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้น นางเงยหน้าขึ้นด้วยความใ ดวงตากลมโตที่ควรจะสดใสสมวัยกลับเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวจนถึงขีดสุด เมื่อนางเห็นชายผ้าอาภรณ์แพรไหมสีม่วงอ่อนอันสูงศักดิ์ของเซี่ยหยาง...ใบหน้าของนางก็ซีดเผือดราวกับคนเห็นผีในทันที!
นางไม่ร้องไห้...ไม่งอแง...และไม่เอ่ยคำขอโทษใดๆ
แต่สิ่งที่นางทำกลับทำให้หัวใจของเสิ่นอี้กระตุกวูบ..!
เด็กหญิงตัวน้อยรีบพลิกกาย...คุกเข่าลงกับพื้น แล้วโขกศีรษะเล็กๆ ของตนเองลงกับทางเดินหินอย่างแรง..!
ปัก..! ปัก..! ปัก..!
เสียงหน้าผากกระทบพื้นดังขึ้นอย่างน่าใจหาย ฝุ่นดินบนพื้นกระจายขึ้นมาเล็กน้อย เด็กน้อยกำลังขอขมา...ด้วยความหวาดกลัวจนตัวสั่นเทา โดยปราศจากเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่เม้มแน่นจนเป็เส้นตรงนั้น
ภาพตรงหน้าทำให้จิติญญาของเสิ่นอี้แทบแตกสลาย! นี่มันเื่บ้าอะไรกัน! เด็กตัวเพียงเท่านี้...เหตุใดจึงต้องแสดงความหวาดกลัวออกมาในรูปแบบที่ป่าเถื่อนและทำร้ายตัวเองถึงเพียงนี้!
“หยุดนะ! เ้ากำลังทำอะไร..!”
น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นสั่นเทาด้วยโทสะที่พุ่งขึ้นมาอย่างรุนแรง เซี่ยหยางรีบทิ้งพัดในมือแล้วทรุดตัวลงไปคว้าร่างเล็กๆ นั้นขึ้นมาจากพื้นอย่างรวดเร็ว ััได้ถึงร่างกายที่ผอมบางและสั่นเทาราวกับลูกนกที่ตกลงมาจากรัง
เขาประคองร่างนั้นให้ลุกขึ้นยืนตรงๆ ใช้ชายแขนเสื้อของตนเช็ดคราบฝุ่นดินออกจากหน้าผากเล็กๆ นั้นอย่างแ่เบา ก่อนจะพบว่ามันแดงช้ำและมีรอยถลอกจนเืซิบ
และวินาทีนั้นเอง...ดวงตาของทั้งสองก็ได้สบประสานกัน...
สำหรับ เซี่ยหลิงหลัน...ในโลกอันมืดมนและเงียบงันของนาง นางคุ้นเคยแต่สายตาที่เ็า รำคาญ หรือดูแคลน แต่มือที่ประคองนางอยู่นี้ช่างอบอุ่น และสายตาของพี่ชายต่างมารดาที่นางแทบไม่เคยพบเจอคนนี้...มันกลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง มันไม่มีแววตำหนิ ไม่มีแม้แต่ความสงสารที่เชือดเฉือนใจ แต่กลับมีความอบอุ่น...ความอ่อนโยน...และ “ความเข้าใจ” บางอย่างที่นางไม่เคยได้รับมาก่อน
สำหรับ เสิ่นอี้...นางมองลึกลงไปในดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงนั้น และนางไม่ได้เห็นเพียงความหวาดกลัวของเด็กน้อย แต่เห็น “าแ” อันล้ำลึกที่ถูกซุกซ่อนไว้จนมิด ความทรงจำอันเ็ปของเซี่ยหยางคนเดิมที่เคยรู้สึกโดดเดี่ยวและเป็ส่วนเกินในบ้านของตนเองซ้อนทับขึ้นมา ทำให้นางรู้สึกผูกพันกับเด็กคนนี้ในทันที ราวกับได้พบเจอสหายร่วมชะตากรรม
เด็กน้อยหลิงหลันยังคงหวาดกลัว นางฝืนยืนตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับ แต่ก็ไม่ได้ดิ้นรนขัดขืน นางััได้ถึงความเมตตาจากดวงตาคู่นั้น...เป็ครั้งแรกในรอบปีที่นางรู้สึก...ปลอดภัย
“เ้า...ชื่ออะไร?” เซี่ยหยางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้
เด็กหญิงสะดุ้งเล็กน้อย นางส่ายหน้าไปมาอย่างรวดเร็ว สองมือกำชายเสื้อของตนเองไว้แน่น ดวงตาเริ่มมีน้ำใสๆ เอ่อคลอขึ้นมาด้วยความอึดอัดใจ
นางพูดไม่ได้...
“เด็กคนนี้คือใคร?” เซี่ยหยางหันไปเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็เ็าและกดดันในทันที เขาเพิ่งสังเกตเห็นบ่าวหญิงชราผู้หนึ่งที่กำลังทำทีเป็กวาดใบไม้อยู่ไม่ไกลนัก
บ่าวหญิงผู้นั้นสะดุ้งสุดตัว รีบวิ่งเข้ามาคุกเข่าลงด้วยความหวาดกลัว “เรียน...เรียนคุณชายใหญ่เ้าค่ะ...นะ...นางคือ...คุณหนูเจ็ด...เซี่ยหลิงหลัน...บุตรีของหลิวอี๋เหนียงที่...ที่สิ้นไปแล้วเ้าค่ะ”
“หลิวอี๋เหนียง?” เสิ่นอี้ทวนคำ ความทรงจำที่เลือนรางผุดขึ้นมา...เป็อนุภรรยาที่บิดาเคยโปรดปรานอยู่พักหนึ่ง แต่กลับล้มป่วยและเสียชีวิตไปอย่างกะทันหันเมื่อปีก่อน
“เหตุใดนางจึงไม่พูด?” เขาเอ่ยถามคำถามสำคัญ
บ่าวหญิงชราก้มหน้าจนคางแทบชิดอก เสียงสั่นเทายิ่งกว่าเดิม “เมื่อ...เมื่อปีก่อนเ้าค่ะ...หลังหลิวอี๋เหนียงสิ้นไปได้ไม่นาน...คุณหนูเจ็ดก็ล้มป่วยหนัก เป็ไข้สูงอยู่หลายวัน...หลังจากนั้น...ก็พูดไม่ได้อีกเลยเ้าค่ะ หมอหลวงบอกว่า...ความเศร้าโศกเสียใจอาจทำให้เส้นเสียงของนางเสียหายไป...”
‘เื่โกหก..!’ เสิ่นอี้ตวาดลั่นอยู่ในใจ!
ความเศร้าโศกอาจทำให้คนไม่อยากพูด...แต่มันไม่สามารถทำลายเส้นเสียงได้! การเสียชีวิตของมารดา...การล้มป่วยหนักอย่างกะทันหัน...และการสูญเสียการพูดไป...เื่ราวทั้งหมดนี้มันประจวบเหมาะเกินไป! นี่ไม่ใช่เื่บังเอิญ...แต่มันคือ “การฆ่าคนปิดปาก!”
เซี่ยหยางหันกลับมามองเด็กหญิงตัวน้อยที่ยังคงยืนตัวสั่นอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง บัดนี้นางไม่ใช่แค่เด็กน่าสงสารในสายตาเขาอีกต่อไปแล้ว...แต่นางคือพยานเพียงคนเดียว คือกุญแจดอกสำคัญที่จะไขไปสู่ความลับอันดำมืดที่ซุกซ่อนอยู่ในจวนแห่งนี้
เขาย่อตัวลงให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกับนางอีกครั้ง ใช้ปลายนิ้วเช็ดหยาดน้ำตาที่กำลังจะรินไหลออกจากหางตาของนางอย่างแ่เบา
“ไม่ต้องกลัว...” เขากระซิบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและจริงใจ “ข้าอยู่นี่แล้ว...พี่ใหญ่ของเ้า...อยู่นี่แล้ว”
ความอยากรู้อยากเห็นที่เคยมีได้มลายหายไปสิ้น บัดนี้มันได้แปรเปลี่ยนเป็ความมุ่งมั่นอันเย็นเยียบ...เขาได้พบภารกิจแรกที่แท้จริงในโลกใบนี้แล้ว...ภารกิจในการปกป้องดอกไม้ใบ้ดอกนี้...และทวงคืนความยุติธรรมให้กับนางให้จงได้!
หลังจากที่เซี่ยหยางได้รับรู้ความจริงอันน่าอดสูของน้องสาวต่างมารดาแล้ว ความรู้สึกสงสารและโกรธแค้นก็พลุ่งขึ้นมาอย่างรุนแรง เขาก้มลงมองเซี่ยหลิงหลันที่ยังคงยืนตัวสั่นเทาอยู่ข้างกาย ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวในทันที
เขาจับมือน้อยๆ ที่เย็นเฉียบของนางขึ้นมากุมไว้แน่น “ไม่ต้องกลัว...” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นและอบอุ่น “มาเถิด...ไปอยู่กับพี่ใหญ่ที่เรือนไผ่หยก”
สิ้นคำนั้น เขาก็ตั้งใจจะพานางเดินกลับไปยังเรือนพักของตนเอง ที่นั่น...อย่างน้อยนางจะปลอดภัย อยู่ข้างกายเขา และได้รับการดูแลที่ดีกว่านี้เป็แน่
ทว่า...ยังไม่ทันที่เขาจะได้ก้าวเท้าออกไป!
ร่างของบ่าวหญิงชราคนเดิมก็รีบทถลาเข้ามาคุกเข่าขวางทางไว้!
“คุณชายใหญ่..! ไม่ได้นะเ้าคะ..! ทำเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด..!” นางร้องเสียงหลง ใบหน้าซีดเผือดเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดขีด
เสิ่นอี้ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “มีเหตุอันใดจึงจะทำไม่ได้? นี่คือน้องสาวของข้า ข้าจะพานางไปดูแล เหตุใดเ้าต้องมาขวาง!”
“กฎ...กฎของจวนเ้าค่ะ..!” บ่าวชราโขกศีรษะลงกับพื้น “บ้านมีกฎบ้าน เมืองมีกฎเมือง...จวนสกุลเซี่ยมีกฎเหล็กที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ...ห้ามมิให้บุตรของอนุภรรยา หรือตัวอนุภรรยาเอง ย่างกรายเข้าไปในเขตเรือนหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาตเด็ดขาดเ้าค่ะ..! พวกนาง...ทำได้เพียงใช้ชีวิตอยู่ในเขตเรือนหลังเท่านั้น การที่คุณชายจะนำคุณหนูเจ็ดกลับไปที่เรือนไผ่หยกซึ่งถือเป็ส่วนหนึ่งของเรือนหน้า...หากเื่นี้รู้ถึงหูฮูหยินใหญ่หรือนายท่าน...บ่าว...บ่าวคงต้องโทษถึงตายนะเ้าคะ!”
คำพูดของนางราวกับโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น พุ่งเข้ามารัดพันธนาการเจตนาดีของเสิ่นอี้ไว้จนสิ้น.!
‘กฎบ้าบออะไรกัน..!’ นางตวาดลั่นอยู่ในใจ ‘นี่มันบ้านหรือคุก! แบ่งแยกแม้กระทั่งพี่น้องร่วมสายเื..! สกุลเซี่ยอันเน่าเฟะนี่..!’
ความโกรธจากโลกยุคใหม่ที่ให้คุณค่ากับสิทธิมนุษยชนปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง นางอยากจะะโแหวกฎบ้าๆ นี่ทิ้งเสีย แล้วลากเด็กคนนี้กลับไปดูแลให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่...นางก็ฉุกคิดขึ้นมาได้
การทำเช่นนี้ คือการกระทำที่โง่เขลาที่สุด...
มันจะทำให้เื่ราวบานปลาย กลายเป็ที่โจษจันไปทั่วจวน ศัตรูที่ซ่อนอยู่ (เช่นหวังอี๋เหนียง) จะได้โอกาสนำเื่นี้ไปฟ้องร้องท่านพ่อ และที่เลวร้ายที่สุด...คือตัวนางเองอาจจะถูกลงโทษ และเด็กน้อยหลิงหลันก็จะยิ่งตกอยู่ในอันตรายยิ่งกว่าเดิม
พญาหงส์ผู้ชาญฉลาด...ย่อมไม่เอาหัวไปชนกำแพง...แต่จะเรียนรู้ที่จะบินข้ามกำแพงนั้นไป
เสิ่นอี้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ สะกดกลั้นเพลิงโทสะในใจลง เขามองบ่าวชราที่คุกเข่าตัวสั่นอยู่ตรงหน้าด้วยแววตาเ็า ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยมือเล็กๆ ของหลิงหลันออก
“กฎนี้...ข้าจะจำไว้” เขากล่าวเสียงเรียบ เป็การยอมรับ...แต่ไม่ใช่การยอมจำนน
จากนั้น เขาก็ยืดตัวขึ้นเต็มความสูง กวาดสายตามองไปรอบๆ ราวกับจะประกาศให้ทุกสรรพสิ่งในบริเวณนั้นได้รับรู้ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังและทรงอำนาจยิ่งกว่าเดิม
“แต่ในเมื่อนางเป็ “น้องสาว” ของข้า! คุณหนูเจ็ดแห่งสกุลเซี่ย! ต่อให้ต้องอยู่ในเรือนหลัง ก็ต้องอยู่อย่างสมเกียรติ!”
เขาชี้ไปยังบ่าวหญิงชราคนนั้น “เ้าจงฟังให้ดี! นับั้แ่วินาทีนี้เป็ต้นไป คุณหนูเจ็ดจะอยู่ภายใต้การดูแลของข้าแต่เพียงผู้เดียว..! ข้าจะให้เสี่ยวชุ่ยนำเสื้อผ้าอาภรณ์ชุดใหม่ อาหารชั้นดี และยาบำรุงร่างกายมาส่งให้นางทุกวัน ห้ามขาดตกบกพร่องแม้แต่อย่างเดียว!”
เขาหรี่ตามองอย่างน่าเกรงขาม “และจงไปบอกบ่าวไพร่ทุกคนในเขตเรือนหลังให้รับรู้ทั่วกัน...หากข้ารู้ว่ามีใครหน้าไหนกล้ารังแก หรือดูแคลนนางอีก...ก็อย่าหาว่าข้า...คุณชายใหญ่ผู้นี้...ไม่เตือน..!”
สิ้นคำประกาศกร้าวนั้น บรรยากาศรอบกายก็พลันเงียบสงัดลงทันที บ่าวหญิงชราเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงระคนหวาดกลัว นางไม่เคยเห็นคุณชายใหญ่ผู้อ่อนโยนแสดงอำนาจที่น่าเกรงขามถึงเพียงนี้มาก่อน
นี่คือการเดินหมากที่เหนือชั้นที่สุดของเสิ่นอี้...นางไม่ได้ทำผิดกฎแม้แต่ข้อเดียว แต่นางได้ใช้ “อำนาจ” ของคุณชายใหญ่เข้ามาแทรกแซงกฎนั้นอย่างเต็มรูปแบบ เป็การประกาศาเย็นกับทุกคนที่เคยรังแกเด็กน้อยผู้นี้ และยังเป็การสร้าง “เหตุผล” อันชอบธรรม ให้นางสามารถแวะเวียนมาหาหลิงหลันที่เรือนหลังแห่งนี้ได้บ่อยๆ โดยไม่มีใครกล้าสงสัย
นางทำลายกำแพงแห่งจารีตไม่ได้...แต่นางได้สร้าง “ประตู” บานใหม่ขึ้นมาด้วยอำนาจของตนเอง..!
หนึ่งคอมเม้น หนึ่งดวงหัวใจ คือกำลังใจของนักประพันธ์