บทที่ 1 สตรีฟั่นเฟือน
ทุกชีวิตบนโลกใบนี้ต่างเวียนว่ายตายเกิดมานับไม่ถ้วนเช่นเดียวกับหนิงเฟิ่งที่มาจากโลกที่มีสีสัน แต่เมื่อเธอเสียชีวิตลงโดยไม่ตั้งใจจึงได้มาเกิดใหม่ในร่างของเด็กน้อยวัยเพียงไม่กี่เดือน แต่ชะตาพลิกผันเด็กหญิงตัวน้อยถูกนำมาทิ้งไว้ที่ศาลร้างไร้ผู้คน จากเหตุผลที่ว่านางเกิดมาเป็เด็กหญิง ไม่ใช่เด็กชาย
ชีวิตของนางเติบโตมาได้ ด้วยหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งนามว่า ซินยี่ ผู้ที่มีชะตาโดดเดี่ยวก่อนที่ทั้งคู่จะได้พบหน้า ซินยี่ได้ขอพรจากเทพแห่งโชคชะตาขอให้ตนเองมีบุตรที่น่ารักสักคนหนึ่ง
แต่แล้ววันหนึ่งสามีกลับพาสตรีอีกคนเข้าบ้านและนำมาซึ่งการหย่าร้างกันภายหลังนางถูกขับไล่ออกจากจวน ด้วยคำกล่าวหาว่าเป็แม่ไก่ออกไข่ไม่ได้ นางเดินเตร็ดเตร่ไร้ที่ไปกระทั่งได้พบเด็กน้อยที่ส่งเสียงร้องอยู่ในตะกร้า ในศาลร้าง จากชีวิตนางสิ้นหวังกลับมีเด็กน้อยมาเติมเต็ม
ชีวิตของเด็กน้อยและซินยี่ไม่ได้ย่ำแย่นักเริ่มแรกอาจจะล้มลุกคลุกคลานไปบ้างแต่พอนานวันก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างประหลาด
เวลาผ่านไปถึงสิบห้าปี
ซินยี่ยิ้มกว้างบุตรสาวของนางรู้ความ ซ้ำยังหาเงินเข้าบ้านได้เก่งกาจ หากเกิดเป็บุตรชาย นางจะส่งให้ไปสอบจิ้นซื่อเสียให้รู้แล้วรู้รอด
ยิ่งคิดก็ยิ่งภูมิใจกับบุตรสาวที่เลี้ยงมาแต่ติดตรงที่ว่าบุตรสาวไม่เหมือนสตรีทั่วไปที่เชื่อฟัง แต่หญิงเฟิ่งกลับแตกต่างหรืออาจจะเป็เพราะนางฉลาดล้ำกว่าเด็กวัยเดียวกัน
หนิงเฟิ่งแม้จะอายุเพียงสิบห้าหนาวแต่มีความงดงามยิ่งนักทว่ากลับไร้บุรุษเหลียวแล ไม่เหมือนบุตรสาวจวนอื่นที่มีบุรุษผู้กล้าต่างส่งของขวัญหรือไม่ก็เทียบเชิญไปจิบน้ำชามีแม่สื่อถามหา และสิ่งนี้ทำให้ซินยี่กลุ้มใจและยังคงมุ่งมั่นมองหาบุตรเขยที่จะมาดูแลชีวิตบุตรสาวคนเดียวของนางอยู่ตลอด
หนิงเฟิ่งในคราบบุรุษหนุ่มน้อยเดินออกมาจากห้องนอนเพื่อมานั่งรับประทานของว่างที่ซินยี่ได้ทำขึ้น ผู้เป็มารดาได้แต่ถอนหายใจยาวเมื่อเห็นบุตรสาวที่แต่งตัวเยี่ยงบุรุษนางสั่งตัดเย็บเสื้อผ้าสตรีแต่หนิงเฟิ่งกลับไม่คิดที่จะสวมใส่ให้นางได้ชื่นใจแม้แต่น้อย
“หนิงเฟิ่ง เหตุใดเ้าถึงแต่งกายเป็บุรุษเช่นนี้ ใครๆก็รู้ว่าเ้าเป็ผู้หญิง จะแต่งตัวเป็บุรุษไปทำไมกัน มิสู้แต่งตัวให้งดงามไม่ดีกว่าหรือ”
“ท่านแม่ หากข้าไม่แต่งกายเช่นนี้เกรงว่าคนในละแวกนั้นจะคิดว่าเราไม่มีทางสู้ โดยเฉพาะตาเฒ่าเกากวงผู้นั้นที่จับจ้องข้าั้แ่หัดเดินกระมัง”
“แต่เ้าถึงวัยปักปิ่นแล้ว ควรมองหาคู่ที่ดีๆ เพื่อที่จะดูแลเ้าไปชั่วชีวิต”
หนิงเฟิ่งได้แต่ถอนหายใจชีวิตของมารดาถือว่าเป็บทเรียนมิใช่หรือ วันนี้รักมากพรุ่งนี้ก็เกลียดมากเช่นกันเดิมทีนางก็ไม่อยากจะซ้ำเติมเื่ในอดีตของมารดา จึงได้แต่เอ่ยขัดขึ้น
“ท่านแม่ หากข้าแต่งออกไปแล้วใครจะดูแลท่าน ปกป้องท่านและที่สำคัญใครจะหาเงินให้ท่านใช้ จริงหรือไม่”
“สตรีทุกคนล้วนใฝ่ฝันการออกเรือนกันทั้งนั้นเ้าอย่าเอาเื่เก่าเก็บของแม่มาใส่ใจ แม่แค่เจอคนเลวคนหนึ่งเท่านั้นซ้ำยังสูญเสียวัยสาวของตนเองไป นึกแล้วเสียดายเวลาชีวิต ฮือๆ”
พูดจบซินยี่ก็เริ่มคร่ำครวญและเริ่มร้องงิ้วให้บุตรสาวฟังบ้างลงไปชักดิ้นชักงออยู่ที่พื้น จากนั้นก็ลุกขึ้นมาแสร้งหลั่งน้ำตาเล่าถึงความทุกข์ระทมของตน แต่นั่นละคือมารดาของนาง
แม้ว่าจะเป็การร้องไห้ที่ไร้น้ำตาแต่นางรู้ดีว่ามารดาเ็ปใจไม่น้อย ไม่เช่นนั้นคงไม่ให้บุตรสาวแต่งเื่ที่เกิดขึ้นเล่าเป็บทละครที่ขายกันตามร้านหนังสือ
“ท่านแม่ เมื่อวานข้าเห็นท่านหยวน มาเกี้ยวพาท่านอยู่เลย”
“นั้นไม่ใช่ประเด็น ตาเฒ่านั้นคิดจะใช้แม่เป็สะพานเข้าหาเ้ามองด้วยตาข้างเดียวก็รู้”
เมื่อพูดจบมารดาที่มีหน้าตาบิดเบี้ยวขึ้นมานึกแล้วซินยี่อยากจะบุกไปเผาจวนตาเฒ่านั้น ให้ตายกันไปข้างหนึ่งแต่ใช่ว่าจะทำได้โดยง่าย ดีไม่ดีอาจจะเป็การหาเื่ให้กับตนเองเสียมากกว่า
ส่วนผู้ที่จับจ้องกิริยาของมารดาอยู่ตลอดได้ร้องออกมาอย่างตระหนก
“โอ! เหตุใดใบหน้าของท่านแม่ถึงบิดเบี้ยวอย่างนั้นเหล่า”
“จริงรึ!”
ซินยี่วิ่งเข้าไปด้านในของห้องเพื่อควานหากระจกแผ่นทองเหลืองมาสำรวจใบหน้าของตนว่าเป็อย่างที่บุตรสาวกล่าวหรือไม่ ในใจนึกโล่งอกขึ้นมา แต่เมื่อนางนึกขึ้นได้ ว่านี้คือกลอุบายที่บุตรสาวจะออกไปเที่ยวก็สายเกินไปเสียแล้ว
“หนิงเฟิ่งกลับมาเดี๋ยวนี้!..แม่ยังไม่ได้พูดเื่การหมั้นหมายกับเ้าเลย”
สำหรับหนิงเฟิ่งการแต่งงานไม่ใช่ทุกอย่างแต่มันคือการเริ่มต้นของความหายนะ ยิ่งเป็สตรีที่เกิดในยุคมืดเช่นนี้ยิ่งลำบากแสนเข็ญเนื่องจากถูกสอนมาให้เชื่อฟัง ชั่วชีวิตของตนผูกมัดไว้กับคนผู้หนึ่ง แล้วเหตุใดนางจะต้องเอาตนเอง ไปยุ่งกับสิ่งที่ไม่มีผู้รับประกันได้ว่าจะชีวิตจะมีความสุขด้วยเล่าชีวิตนี้มีแต่เงินทองเท่านั้น ที่นางจะมอบความรักให้เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่มีวันทรยศ
เป็ที่รู้กันดีว่าบุตรสาวของหญิงหม้าย มีความคิดที่ขัดต่อแย้งต่อขนบธรรมเนียมของสตรี รวมถึงไม่เป็ที่ยอมรับในหมู่ชุมชนเมื่อพวกเขาพบเจอหนิงเฟิ่งก็มักจะซุบซิบนินทาตามหลัง ว่านางสติฟั่นเฟือน บ้างพูดจาถากถางใส่ ตามแต่สถานการณ์จะเอื้ออำนวย
ณ ตลาดหนิงเฟิ่งมีอาชีพเป็นักเล่าเื่ที่หอบัณฑิตตงฮวา ทว่ากลับพบสตรีสองนางที่จงใจหาเื่ ส่วนหนิงเฟิ่งที่เป็ฝ่ายถูกหาเื่ ย่อมเล่นไปตามบทบาทที่อีกฝ่ายหยิบยื่นให้
“ดูนางเถิด ทำตัวราวกับจะไปสอบจ้วงหยวน ที่แท้ก็เป็แค่เป็สตรีไร้ค่าผู้หนึ่ง อีกหน่อยก็ต้องแต่งงานออกไป เพื่อปรนนิบัติสามี มีบุตรชายบุตรสาว”
“ว่าแต่สตรีเช่นนางจะมีผู้ใดชอบพอเล่า หรือหากมีก็คงไม่พ้นพวกบ้าตัณหาชาติตระกูลต่ำต้อย”
คำพูดดังพอที่จะทำให้ผู้คนในร้านตงฮวาสนใจ พร้อมกับหันมาทางนักเล่าเื่อย่างหนิงเฟิ่งว่าจะจัดการเช่นไรกับสตรีผู้ที่ขึ้นชื่อว่ามีป้ายคุณธรรมห้อยติดไว้ที่คอของสตรีสองนางนี้
จากที่เรียนรู้จากมารดาที่เป็นักแสดงงิ้วกอปรกับละครน้ำเน่าที่เห็นบ่อยๆอยู่ในโลกที่จากมา แน่นอนว่านางจะต้องเล่นดีเยี่ยมกว่ามารดาเป็แน่
“คุณหนูทั้งสอง ที่ท่านมากล่าวถูกต้อง ชีวิตข้าลำบาก มีมารดาเป็หญิงหม้ายไฉนเลยนางจะสอนขนบธรรมเนียมให้ดีได้ เหมือนคนที่เพียบพร้อมอย่างเช่นคุณหนูทั้งสอง แต่ถึงอย่างนั้นมารดาข้า อะฮึ อะฮึ ก็ไม่เคยสอนให้เหยียบย่ำผู้อื่น หรือคุณหนูกลัวว่าตนเองจะไม่ได้รับคำชื่นชมจึงคิดกลั่นแกล้งข้าให้อับอาย โอ ์ นี่หรือ? คือสตรีผู้มีคุณธรรม อะฮึ อะฮึ”
แม้การแสดงจะไม่ยอดเยี่ยมเท่ามารดาและดูเหมือนว่านางกำลังเสแสร้งแกล้งทำแต่ก็นับว่าเรียกสายตาผู้คนจำนวนไม่น้อย
การที่หาเื่หนิงเฟิ่งนับว่าเป็การหาเื่ใส่ตัวโดยแท้สายตาของผู้คนต่างจับจ้องมาที่หญิงสาวทั้งสองราวกับว่าพวกนางเป็คนผิดเสียอย่างนั้น
“เ้านับว่ามีความสามารถมาก ที่สามารถกลับดำเป็ขาวได้”
“ดำ-ขาวอะไร ข้าเดินของข้าอยู่ดีๆคุณหนูก็เข้ามาขวางพูดจาถากถางข้า”
“ข้าแค่พูดลอยๆ ไม่ได้เอ่ยชื่อเ้าแม้ประโยคเดียว เหอะ! เกรงว่าเ้าคงเข้าใจผิด”
ใบหน้าของคุณหนูทั้งสองเชิดขึ้นเล็กน้อยพร้อมกับยิ้มหยันอีกฝ่าย อีกทั้งดูแคลนสติปัญญาของสตรีนักเล่าเื่ สำหรับหนิงเฟิ่งแล้วผู้ใดอดทนกว่า หน้าหนากว่าย่อมเป็ผู้ชนะ
“หากท่านไม่ได้กล่าวหาข้าก็แล้วไป แต่ท่านจะกล่าวคำเลื่อนลอยไม่ได้”
“แม่นาง! หากเ้าไม่ได้กล่าวร้ายหนิงเฟิ่งแล้วเ้ากล่าวร้ายผู้ใดกัน พูดออกมาเลย” ท่านป้าเขียงเนื้อตวาดขึ้นเสียงดังเมื่อนางคือผู้ที่ได้ยินการสนทนาั้แ่ต้นจนจบ
“นั้นสิ หรือว่าคุณหนูเช่นพวกเ้า นึกจะพูดสิ่งใดก็พูดได้อย่างนั้นหรือ? หรือสิ่งที่จวนของพวกเ้าสอน คือการดูิ่ผู้อื่นอย่างนั้นหรือ”
ท่านลุงผู้หนึ่งพับแขนเสื้อขึ้นจ้องเขม่นมาที่คุณหนูสองนางเริ่มมีสีหน้ากระอักกระอ่วน การหาเื่หนิงเฟิ่งนับว่าผิดคาดเกินกว่าที่คิดไว้มาก
“ฝากไว้ก่อนเถิด”
หนึ่งในสตรีทั้งสองกล่าวขึ้นนั้นทำให้ทุกคนเชื่อว่า นางตั้งใจจะมาเื่หนิงเฟิ่งทว่าสตรีเช่นหนิงเฟิ่งมีหรือจะปล่อยให้ศัตรูจากโดยง่ายๆ
“นั้นอย่างไร ในที่สุดเ้าก็ยอมรับแล้วว่าคิดจะมาหาเื่ข้า”
ในเมื่อเห็นหนิงเฟิ่งเริ่มเล่นงิ้วก่อนเช่นนั้นพวกนางก็ต้องเล่นให้ดีกว่าหนิงเฟิ่ง สตรีทั้งสองพยักหน้าให้กันแล้วเริ่มตัดพ้อหนิงเฟิ่งทันที
“หนิงเฟิ่ง เ้าเข้าใจผิด เราสองแค่อยากมาเตือนเื่คุณธรรมของสตรีเท่านั้นหวังเพียงเ้าจะปฏิบัติตัวให้ดีขึ้น แต่ในเมื่อเ้าคิดว่าพวกข้าไม่ใช่สหายความหวังดีนี้ก็คิดเสียว่าไม่ได้ยินก็แล้วกัน”
เมื่อกล่าวจบนางก็นำผ้าเช็ดหน้าสลัดหนึ่งทีแล้วยกขึ้นมาซับน้ำตาดูแล้วนางทั้งสองมีการแสดงที่เหนือชั้นกว่าหนิงเฟิ่งหลายเท่าตัวนักแต่ถึงอย่างไรการแสดงของหนิงเฟิ่งก็ใช่ว่าจะย่ำแย่ไปเสียทีเดียวหญิงสาวล้วงหาผ้าเช็ดหน้าสลัดสองที แล้วกล่าวตอบ
“ขอบใจที่เ้าหวังดีต่อข้า อะฮึ อะฮึ คิดว่านอกจากพวกเ้าแล้ว คงไม่มีใครยื่นมือมาสอดเื่ของผู้อื่นเห็นทีข้าคงต้องยอมรับการสอนสั่งจากสตรีที่มีขนบธรรมเนียมเป็เลิศอย่างพวกเ้าทั้งสองแล้ว”
เสียงขบขันของผู้คนดังขึ้นหากผู้ใดคิดกลั่นแกล้งหนิงเฟิ่งให้ได้อาย คงต้องคิดใหม่เพราะนอกจากนางจะไม่อายแล้วยังถึกทน ต่อว่าคนที่มาหาเื่อับอายกันไปข้างหนึ่ง
เมื่อเห็นว่าการโต้ตอบคนเช่นนางไร้ผลทั้งสองจึงไม่คิดที่รั้งจะอยู่ต่อ ก่อนที่จะวิ่งฝ่าผู้คนที่รายล้อมออกไปแต่ก็มิวายหันกลับไปมองหนิงเฟิ่งที่ยืนสะเอว พลางถ่มน้ำลายลงพื้นโดยไม่สนต่อสิ่งใด
ในสายตาผู้อื่นหนิงเฟิ่งคือคนสติฟั่นเฟือน แม้หน้าตาจะงดงาม แต่ทว่าก็ไม่มีผู้ใดรับเป็ภรรยาหรือแม้แต่ชื่อเสียงของมารดาก็เป็การการันตีได้ว่า ยากที่จะหาคู่ครองที่ดีได้