สีหน้าเย่เฉินดูสิ้นหวังมาก มันต้องมอบสิ่งที่เย่จื่อเฟิงต้องการโดยไม่มีข้อโต้แย้ง แต่หากเย่จื่อเฟิงขอมากเกินไป มันก็จําเป็นจะต้องตอบโต้กลับ อย่างไรเสียมันก็ยังถือเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสของตระกูลที่มีคนเคารพนับถือมาก ซึ่งเย่จื่อเฟิงไม่สามารถปฏิเสธข้อนี้ได้
เย่จื่อเฟิงยังคงมีท่าทางสุขุมเขายิ้มพร้อมกล่าวขึ้น "อารองกล่าวตรงเกินไป ข้าจื่อเฟิงไม่ใช่คนหยาบกระด้างนิสัยต่ำช้า" เขายิ้มแล้วชูขึ้นมาสี่นิ้ว
เย่เฉินมองแล้วรู้สึกงุนงง "เจ้าหมายความว่าอย่างไร? "
"จงมอบเหรียญทองให้ข้าสี่ร้อยเหรียญ"
เย่เฉินถอนหายใจเบาๆ "เจ้าต้องการเงิน? "
อยู่ในตระกูลเย่มาหลายปี เขาย่อมได้รับสินบนเป็นจํานวนมากและปกปิดเอาไว้พอสมควร สําหรับเย่เฉินแล้วการจ่ายเงินออกไปบ้างไม่ใช่ปัญหา
"หากเจ้าต้องการเงินก็ย่อมได้ แต่เจ้าไม่คิดว่าจะตีค่าตนเองมากเกินไปรึ? "
ในตระกูลเย่นั้น แม้แต่ถังเฟิงที่เป็นถึงภรรยาของผู้นำตระกูลเองก็ได้เงินเดือนแค่ 50 เหรียญทองเท่านั้น
เย่จื่อเฟิงคนนี้ต้องการเงินที่เทียบเท่ากับเงินเดือนของนางแปดเดือนจริงๆ รึ?
เย่จื่อเฟิงส่ายหัว "อย่างไรข้าก็ยังเป็นนายน้อยแห่งตระกูลเย่ ชีวิตของข้ามีค่ามากกว่า 400 เหรียญทองแน่นอน นี่เป็นสิ่งที่ต่อรองกับท่านโดยเฉพาะ คนอื่นในตระกูล 400 เหรียญทองนั้นน่าจะมีปัญหาบ้าง แต่สำหรับอารองแล้วมันไม่ได้มากมายอะไรเลย "
เย่จื่อเฟิงรู้ดีว่าตระกูลหลิวกับเย่เฉินนั้นสุมหัววางแผนการต่ำช้า เขารู้ว่าตระกูลหลิวได้แอบมอบเงินให้เย่เฉินเป็นการตอบแทนสำหรับการดำเนินงานบางเรื่อง ดูเหมือนสาเหตุที่ตระกูลเย่ตกต่ำไม่ใช่เพราะเย่จื่อเฟิงทั้งหมด บางทีเย่เฉินเองก็มีส่วนเช่นกัน
สีหน้าของเย่เฉินสงบมากกว่าเก่า "ก็ได้ๆ เย่จื่อเฟิง ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากินยาอะไรเข้าไปถึงได้กล้ามากถึงเพียงนี้ เจ้ากล้าแม้กระทั่งรีดไถเงินอารองของตัวเอง"
เย่เฉินหยุดไปพักหนึ่งแล้วกล่าวต่อ " เอาล่ะข้าสัญญาจะให้ 400 เหรียญทอง ถือเสียว่าเป็นค่ายาก็แล้วกัน แต่ว่าก่อนที่ข้าจะมอบให้เจ้า เจ้าจะต้องทําพันธะโลหิต...."
"ตกลง... ข้าเย่จื่อเฟิงจะทำพันธะโลหิต เมื่อข้าได้รับ 400 เหรียญทองจากเย่เฉินแล้ว ข้าจะไม่กล่าวเรื่องเตาหลอมยาที่ระเบิดนี้กับผู้ใด หากข้าผิดคําสัญญาขอให้ฟ้าผ่าตาย ประสบเภทภัยหายนะ"
ในขณะที่กล่าวเขาก็กัดนิวโป้ง แล้วหยดโลหิตที่มีลมปราณกระจายไปทั่วพื้น
"เอาล่ะ หลังจากทายาที่หลังแล้วให้มาที่ห้องข้า ข้าจะเอา 400 เหรียญทองให้เจ้า "
"ตกลงตามนั้น"
ทั้งสองยิ้มให้กัน สําหรับทั้งสองที่เกลียดกันเข้าไส้ มันเป็นเรื่องไม่คาดคิดที่พวกเขาสามารถจับมือทําข้อตกลงกันได้ เย่เฉินไม่มีทางเลือกนอกจากรับข้อเสนอของจื่อเฟิง มันเป็นคนระมัดระวังรอบคอบ หากไม่ใช่เพราะลูกชายของตนไม่สามารถเอาชนะเย่จื่อเฟิงได้ มันก็คงไม่ต้องใช้อุบายเล่ห์กลเช่นนี้ นอกจากครั้งนี้มันจะลอบสังหารฆ่าเย่จื่อเฟิงไม่สําเร็จแล้ว ยังทําให้ทุกคนในตระกูลเริ่มสงสัยว่ามันมีส่วนเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุในครั้งนี้อีกด้วย หากมันยังคงเคลื่อนไหวอีกหลังจากเกิดเรื่องคงได้ปูดแดงขึ้นมาแน่ และเมื่อเย่ฉงเทียนกลับมามันจะต้องถูกฆ่าอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นสิ่งที่เย่เฉินต้องทําก็คือสงบศึกกับเย่จื่อเฟิงชั่วคราว โดยใช้เงินปิดปากก็ถือเป็นการกระทําที่ดีที่สุด
เย่เฉินลังเลเล็กน้อยแต่ก็ถามออกไป "อย่างไรก็ตาม ข้ามีคําถาม ท่านช่วยอธิบายได้ไหม..."
เย่จื่อเฟิงยิ้ม "เชิญถามมาได้เลย"
"จริงๆ แล้ว ครั้งนี้ข้าไม่ได้ต้องการฆ่าเจ้า ข้าให้เย่หุ้ยฉือใส่ระเบิดลงไปแค่พอให้เตาหลอมยาระเบิดเท่านั้น สิ่งที่ข้าไม่เข้าใจก็คือระเบิดแค่นั้น ไฉนถึงทําให้เจ้าบาดเจ็บรุนแรงได้ถึงเพียงนี้ ในตอนที่ข้ากับเย่หุ้ยฉือเห็นหลังเจ้า พวกข้าตกใจมาก ข้าไม่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น"
เย่จื่อเฟิงมองไปที่เขาอย่างสงบนิ่งแล้วมุมปากก็ยกขึ้น เขาจ้องไปที่เย่เฉินด้วยแววตาที่เย็นยะเยือก "ในตอนที่เตาระเบิด ท่านคิดจริงๆ รึว่าผู้ฝึกยุทธ์์เช่นข้าจะได้รับบาดเจ็บเหมือนคนทั่วไป? "
เย่เฉินตกตะลึงด้วยความไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน "จะบอกว่า...เจ้าทําเพื่อการนี้ "
ในตอนที่มันกล่าวนั้น มันได้ก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
"ถูกต้องในตอนที่เตาระเบิด คลื่นกระแทกไม่ได้รุนแรงมากมายนัก หากข้าใช้ลมปราณป้องกันตัว ข้าย่อมไม่บาดเจ็บแม้แต่น้อย อย่างมากก็แค่เสื้อข้าฉีกขาดเท่านั้น แต่ชั่วเสี้ยวอึดใจข้ากลับนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ข้านึกวิธีที่จะหาตัวคนน่าสงสัยที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทุกอย่างนี้ ดังนั้นข้าก็เลยไม่ได้ใช้ลมปราณป้องกันตัวเองและใช้ร่างกายตนเองเป็นเหยื่อล่อ"
"เจ้า....เพื่อที่จะทําให้ผู้คนสงสัยข้า เจ้าถึงกับยอมทําเช่นนั้นเชียวรึ? " เย่เฉิน อ้าปากค้างหายใจไม่ทั่วท้อง
ผู้ที่กล้าถึงขนาดทำให้ตนเองบาดเจ็บ ช่างเป็นศัตรูที่น่าสะพรึงกลัว
"หากเตาระเบิดแล้วข้าไม่บาดเจ็บ เรื่องทั้งหมดก็จะเป็นอย่างที่เย่หุ้ยฉือกล่าว แล้วทุกๆ คนคงคิดว่าข้ามีความสามารถไม่พอที่จะปรุงยา แต่ตอนนี้...ท่านว่าคนอื่นๆ กําลังคิดอะไรอยู่? "
เย่จื่อเฟิง จ้องมองมันด้วยสายตาเย็นเยียบชาราวกับน้ำแข็ง แต่ละคําที่เขากล่าวนั้นเสียดแทงหัวใจของเย่เฉินราวกับใบมีดอันคมกริบ
นอกจากเด็กๆ ที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้ ทุกคนต่างก็สงสัยเย่เฉินทั้งสิ้น
เย่เฉินยิ้มอย่างขมขื่นแล้วส่ายศีรษะ มันกำลังไปหาเรื่องคนแบบไหนกัน ชายหนุ่มที่มีจิตใจเด็ดเดี่ยวขนาดที่กล้าใช้ร่างกายตนเองเป็นกับดักเหยื่อล่อ เพื่อให้ทุกคนมุ่งเป้าสงสัยมาที่ตัวมัน!
สำหรับสี่ร้อยเหรียญทองนี้ สมควรที่จะให้เย่จื่อเฟิง อย่างแท้จริง
....
สองชั่วยามต่อมา เย่จื่อเฟิงไปเอาสี่ร้อยเหรียญทองของตนแล้วเดินกลับไปที่ห้อง
นอกห้องของเขา เย่เสวี่ยอี๋กําลังจัดของนู่นนี่มาสักพักแล้ว เมื่อเห็นว่าเย่จื่อเฟิงกลับมาในที่สุด นางก็รีบวิ่งไปหาเขา
"ท่านพี่จื่อเฟิง อารองข่มขู่อะไรท่านหรือไม่? ข้าจะได้เขียนจดหมายไปบอกให้ท่านพ่อรีบกลับบ้าน! "
เย่เสวี่ยอี๋รู้สึกกังวลอย่างมาก
เย่จื่อเฟิงหัวเราะเบาๆ แล้วตอบกลับว่า " ฮ่าๆ ไม่ต้องเป็นห่วง อารองกับข้าทําข้อตกลงกันแล้ว หลังจากจบเรื่องนี้เขาจะไม่ทําอะไรกับข้าอีก และข้าเองก็จะไม่เปิดเผยเรื่องเขา อีกอย่าง เขาให้ข้ามาสี่ร้อยเหรียญทองเป็นค่าทําขวัญ"
หลังจากกล่าวเช่นนั้น เขาก็วางถุงเงินลงบนโต๊ะ
เย่เสวี่ยอี๋อึ้งสี่ร้อยเหรียญทองเป็นเงินจํานวนมาก มันไม่ง่ายเลยที่จะดึงเอาเงินจากตระกูลเย่ได้ ยิ่งเป็นผู้เยาว์อย่างเสวี่ยอี๋ด้วยแล้ว นี่ถือเป็นเงินก้อนมหาศาลมาก เงินจํานวนขนาดนี้เขาสามารถเอาไปซื้อเตาหลอมยาใบใหม่กับวัตถุสิ่งอื่นๆ ได้อีกมากมาย!
เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้นี้ เสวี่ยอี๋ก็ถามพี่ชายตนเอง
"ท่านพี่จื่อเฟิง ท่านจะออกไปซื้อเตาหลอมยาใบใหม่แล้วเอากลับมาที่บ้านรึเปล่า? "
เย่จื่อเฟิงส่ายหัว
"ไม่มีทาง หากข้าเอามันกลับมาที่นี่อีก คนในตระกูลจะต้องสงสัยแล้วยิ่งจับตามองข้าสิ นั่นจะทําให้ข้ามาปรุงยาที่นี่ลําบากมากขึ้น อีกอย่างเดี๋ยวไอ้เด็กโง่เย่หุ้ยฉืออาจจะเอาอะไรมาใส่เตาข้าอีกก็ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นข้ามิต้องมานั่งเฝ้าเตาทุกวันหรอกหรือ นั่นถือเป็นปัญหา"
"ฮิฮิ" เสวี่ยอี๋หัวเราะคิกคัก
"เจ้าหัวเราะเรื่องอะไร? "
"แต่ก่อนเย่หุ้ยฉือเกลียดเรื่องที่ท่านทําตัวโง่เง่า แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าท่านเรียกเขาว่าเจ้าเด็กโง่"
เย่จื่อเฟิงรู้สึกประหลาดใจมาก ดูเหมือนเย่จื่อเฟิงคนเก่าจะไม่ได้เป็นเพียงคนขี้โรคไร้ค่าเท่านั้น แต่ยังเป็นคนโง่เง่าด้วย? ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ ....
"เอาล่ะ อย่ากล่าวถึงเรื่องนั้นเลย"
เย่เสวี่ยอี๋เห็นว่าพี่ชายของตนลําบากใจ
"ตอนนี้เตาหลอมยาของท่านพี่กระจุยไปแล้ว และท่านก็ไม่สามารถปรุงยาในบ้านได้อีก ท่านจะทําอย่างไรต่อไป? "
"อืม ข้าวางแผนว่าจะไปที่ร้านยาในเช้าวันพรุ่งนี้แล้วดูว่าข้าจะทําอะไรได้บ้าง หากพวกนั้นมีเตาหลอมยาเก็บไว้ล่ะก็ ข้าจะซื้อมันแล้วเอาไปซ่อนไว้ในป่า อีกอย่างข้าจะได้ฝึกยุทธ์และปรุงยาไปด้วย ข้าไม่อยากเสียเวลาเดินทางไปมา"
เย่จื่อเฟิงคิดเรื่องนั้นแล้วกล่าวออกมา
"ปรุงยานอกเมือง? โหววว...." เย่เสวี่ยอี๋ควรอยู่พักหนึ่งแล้วกล่าว " ก็ได้ๆ แล้วท่านมีอะไรให้ข้าช่วยบ้างล่ะ? พี่จื่อเฟิงไม่ต้องเกรงใจนะมีอะไรก็บอกข้าได้ หากท่านไม่อยากให้ข้าเข้ามายุ่งเดี๋ยวข้าจะให้ท่านแม่เป็นคนช่วยเหลืออีกแรง "
เย่จื่อเฟิงยิ้มแล้วลูบหัวนางเบาๆ แล้วกล่าวว่า "เจ้าขายแม่ตัวเองอย่างรวดเร็วเหลือเกินนะ หากข้าเป็นแม่ของเจ้าข้าคงจะรู้สึกเสียใจในสิ่งที่เจ้ากล่าว "
เย่เสวี่ยอี๋หัวเราะด้วยใบหน้าแดงก่ำเพราะความอาย ก่อนนางจะผลักเย่จื่อเฟิงออก
เมื่อถูกผลัก เย่จื่อเฟิงถอยเซจนหลังกระแทกเข้ากับผนัง ทําให้เขามีสีหน้าเจ็บปวดอย่างที่สุด ถึงกับหายใจติดขัด
"ท่านพี่จื่อเฟิง ข้าขอโทษ ข้าตื่นเต้นไปหน่อยก็เลยลืมว่าท่านกําลังบาดเจ็บอยู่" เย่เสวี่ยอี๋ขอโทษอย่างอ่อนโยนและรู้สึกเสียใจกับการกระทำของตนเอง
เย่จื่อเฟิงฝืนยิ้ม แล้วกล่าวว่า "ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าทายาแล้ว บาดแผลแค่นี้มันขี้ปะติ๋ว พักสักหน่อยเดี๋ยวพรุ่งนี้มันก็ดีขึ้นแล้ว"
เย่เสวี่ยอี๋ขอโทษขอโพยแล้วพยักหน้า "เอาล่ะท่านพี่จื่อเฟิง ตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว ข้าไม่รบกวนท่านดีกว่า ช่วงที่นอนหลับท่านต้องระวังตัวให้มากๆ "
"ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะระวังตัวไว้"
เย่เสวี่ยอี๋มองเขาด้วยสายตาเลื่อนลอย นางพูดคุยกับจื่อเฟิงอีกประมาณสองสามประโยคก่อนจากไป วันนี้เย่จื่อเฟิงไม่ลังเลที่จะเสี่ยงชีวิตช่วยนางเอาไว้ นางจึงรู้สึกหวั่นไหวเป็นอย่างยิ่งหากไม่ติดที่ความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องกั้นขวาง นางอาจจะอยู่ในอ้อมแขนของเขาแล้วร่ำไห้เป็นเผาเต่า
หลังจากเย่เสวี่ยอี๋ออกไป เย่จื่อเฟิงก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ความเจ็บปวดเริ่มประดังเข้ามา สีหน้าของเขาซีดเผือดดูเหมือนอาการบาดเจ็บจะรุนแรงมากกว่าที่เขาคิดไว้
เขาทําเป็นแข็งแรงต่อหน้าคนทั้งตระกูลเย่ ต่อหน้าเย่เฉิน และต่อหน้าเย่เสวี่ยอี๋ แต่ตอนนี้เขาไม่อาจทานทนได้อีก ความเจ็บปวดที่พรั่งพรูเข้ามาราวกับโดนมีดนับพันเล่มทิ่มแทง เขารู้สึกเจ็บปวดมากจนอยากจะเฉือนหลังทิ้ง
เขาเสี่ยงชีวิตครั้งนี้ก็เพื่อเอาชนะเย่เฉิน ในตอนที่เกิดระเบิดขึ้น เขาไม่ได้ใช้ลมปราณป้องกันตัวเอง เขาใช้ชีวิตเป็นเดิมพันเพื่อที่จะเอาชนะแผนชั่วร้ายสองพ่อลูก หากคนในตระกูลเย่มาไม่ทันกาลและหมอไม่ได้ทายาให้ทัน ป่านนี้เย่จื่อเฟิงก็คงจะตายไปแล้วจริงๆ ก็ได้
เย่จื่อเฟิงนั่งขัดสมาธิแล้วเริ่มใช้ลมปราณของตัวเองรักษาบาดแผล
เมื่อเขาเริ่มโคจรลมปราณ ปราณปีศาจก็ปรากฏขึ้นทันที ปราณปีศาจนี้ไม่ได้ทําอันตรายเขา แต่ทําให้เส้นโลหิตบนแขนของเขาโดดเด่นชัดเจนขึ้น ที่สําคัญที่สุดคือเมื่อเส้นโลหิตขยายขึ้น ลมปราณนั้นก็เริ่มรักษาบาดแผลที่อยู่บนแผ่นหลังของเขา เพียงครู่เดียวหลังของเขาก็ฟื้นฟูกลับสู่ปกติ ไม่หลงเหลือร่องรอยบาดแผลใดๆ ให้เห็น ไม่แม้กระทั่งแผลเป็น
เย่จื่อเฟิงรู้สึกตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น "นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน? หรือว่าภูตยุทธ์์นี่ไม่เพียงจะช่วยข้าด้านการโจมตี แต่ยังช่วยรักษาข้าด้วย? "
จบตอน