การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 38 หลิวยวนขยันขันแข็ง

            ที่จริงแล้วการร่วมมือกันเช่นนี้พึ่งพาไม่ได้ที่สุดหากต่างฝ่ายต่างเอาผลประโยชน์ก็จะไม่มีทางจริงใจต่อกัน

            เพราะถ้าการร่วมมือถึงเป้าหมายหรือว่าระหว่างทางไม่ต้องการอีกฝ่ายแล้ว ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจฉีกสัญญาที่มีต่อกันจากนั้นก็หาพรรคพวกใหม่ ส่วนคนที่เคยร่วมมือจะกลายเป็นคนแปลกหน้าหรือไม่ก็ศัตรู

            เรื่องในอนาคตใครจะรู้ได้? ไม่แน่ว่าจัดการหลิวหรงคนหนึ่งได้ อาจจะมีหลิวหรงคนถัดไปโผล่มาอีกก็ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดของต้วนชิงหมิงคือจะต้องจัดการหลิวหรงจากนั้นรีบสร้างอำนาจให้กับต้วนอวี้ นางรู้ว่าตนเองจะไม่ได้อยู่ในจวนต้วนตลอดไปเมื่อถึงเวลาก็ต้องแต่งงานออกไปถึงเวลานั้นต้วนอวี้มีอำนาจในมือมากพอที่จะไม่ต้องเกรงกลัวใครอีก

            ต้วนชิงหมิงยังคงต้องวางแผนต่อไปไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะดำเนินไปอีกนานแค่ไหนกว่าทุกอย่างจะสิ้นสุด

            เรื่องเหล่านี้ต้วนชิงหมิงไม่ได้บอกเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ประการแรกคือประสบการณ์ของคนคนหนึ่งแสดงถึงมุมมองต่อสิ่งนั้น ต้วนชิงหมิงกลับชาติมาเกิดและยังมีความประสบการณ์จากชาติที่แล้วการมองโลกย่อมแตกต่างออกไปประการที่สองคือถ้าไม่ได้อยู่ในสภาพเดียวกันก็มักจะไม่คิดเรื่องนั้น  มีบางสิ่งที่ต้วนชิงหมิงเก็บซ่อนไว้  ไม่ว่าอย่างไรเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ก็จะไม่มีทางรู้ดังนั้นเรื่องบางเรื่องไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจได้

            ทั้งสองคุยกันจนไปถึงสวนด้านหลังสายลมที่พัดมาแผ่วเบาหอบเอาเสียงจากที่ไกลๆ เป็นเสียงอ่านที่คล่องแคล่ว

            “ฟ้าประทานคุณสมบัติของคนที่เรียกว่านิสัยใจคอเรื่องที่ทำจากนิสัยใจคอเรียกว่าคุณธรรมการกล่อมเกลาจิตใจของนักปราชญ์คือการนำเอานิสัยใจคอมากล่อมเกลาให้อยู่ทำนองคลองธรรมจึงเรียกว่าได้กล่อมเกลาพัฒนาจิตใจแต่ถ้าไม่กล่อมเกลาก็ไม่ใช่ทางที่ถูกที่ควร”

            เป็นเสียงที่คุ้นเคยของหลิวยวนเขากำลังท่องบทหนึ่งในตำราจงยง[1]

            ดูท่าแล้วหลิวยวนเป็นคนที่ตั้งใจมากถึงแม้พ่อเขาเป็นถึงเสนาบดีแต่เขาไม่มีทางอายุน้อยเท่านี้ก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก

            ต้วนชิงหมิงอดคิดไม่ได้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของตนเลือกได้ถูกต้องนางต้องฉลองให้กับตัวเองที่เคยช่วยหลิวยวนไว้

            หลิวยวนตั้งใจท่องหนังสือจึงไม่รู้ว่านางเดินเข้ามาใกล้มาส่งสัญญาณให้เซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ไม่ต้องส่งเสียงแค่พาเซี่ยฉ่าวเอ๋อร์ค่อยๆเดินไปข้างหน้าด้วยรอยยิ้ม

            “คุณชายหลิวกำลังท่องหนังสือ!”

            “คุณหนูใหญ่!” หลิวยวนเมื่อเห็นต้วนชิงหมิงจึงรีบวางหนังสือที่อยู่ในมือพลางทำความเคารพต้วนชิงหมิงยิ้มจางๆ

            “ไม่ต้องมากพิธี! เป็นข้าที่รบกวนคุณชายหลิวท่องหนังสือแล้ว!”

            “มิได้รบกวนๆ ได้รับการชี้แนะจากคุณหนูใหญ่ถือเป็นเกียรติของหลิวยวนแล้ว!”

            ต้วนชิงหมิงโบกมือ “อายุคุณชายหลิวมากกว่าข้าหลายปี ทำไมถึงพูดว่าชี้แนะล่ะ?”

            ผ่านไปครู่หนึ่ง ต้วนชิงหมิงพูดต่ออีกว่า

            “ข้ากับคุณชายรู้จักกันไม่นาน  คุณชายหลิวเป็นแขกที่จวนเช่นนั้นข้าเรียกท่านว่าพี่หลิวแล้วกัน!”

            หลิวยวนได้ยินคำพูดต้วนชิงหมิงจึงรีบร้อนปฏิเสธ

            “คุณหนูต้วนเป็นถึงผู้สูงศักดิ์ จะเรียกข้าเช่นนั้นได้อย่างไร?”

            “คุณชายหลิวไม่ใช่คนของจวนต้วน ทว่ายินยอมสอนต้วนอวี้ด้วยความเต็มใจข้านั้นรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่ง เรียกท่านว่าพี่หลิวก็ไม่เป็นไรกระมัง!” เด็กสาวยิ้มเล็กน้อย ใบหน้าของหลิวยวนแดงก่ำขึ้นมา พยักหน้าตอบรับ

            “เป็นเกียรติอย่างมาก!” หลิวยวนเคยได้ยินท่านแม่พูดถึงท่านพ่อของเขาว่าเป็นขุนนางแต่ด้วยระยะทางที่ห่างไกลทั้งสองจึงไม่ได้รับข่าวคราวเท่านั้นตอนนี้เขามาเพื่อตามหาท่านพ่อ เมื่อต้วนชิงหมิงพูดเช่นนั้นจึงไม่อาจปฏิเสธได้ !

            ต้วนชิงหมิงไม่เก้อเขินแม้แต่น้อยเรียกอีกฝ่ายเสียงดัง

            “พี่หลิว!”

            หลิวยวนจึงรีบตอบรวดเร็ว

            “น้องต้วน!”

            ต้วนชิงหมิงชื่นชมหลิวยวนแม้เขาจะอ่านหนังสือมามากทว่าความคิดความอ่านกลับไม่คร่ำครึโบราณส่วนหลิวยวนก็ชื่นชมท่าทางที่ตรงไปตรงมาของต้วนชิงหมิงอีกทั้งความรักที่นางมีต่อน้องชาย สองคนนี้นับได้ว่าเป็นพี่น้องที่คอยช่วยเหลือกัน!

            ถึงตรงนี้จู่ๆ ก็มีน้ำเสียงเย็นชาดังแว่วมา

            “เหอะๆ เป็นพี่ชายและน้องสาวกันหรือ  ถ้าใครไม่รู้คงคิดว่าสองคนนี้มีอะไรที่ให้คนอื่นล่วงรู้ไม่ได้มากกว่า!”

            น้ำเสียงตำหนิและคำพูดเสียดสีเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าตั้งใจจะตำหนินาง!

            เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยต้วนชิงหมิงจึงรู้ได้ทันทีว่าไป๋หย่วนฮ่าวมาแล้ว!

            ไม่กี่วันมานี้ยามอยู่ในจวนนางจะเลือกไม่ไปในที่ที่ไป๋หย่วนฮ่าวอยู่ทว่าคาดไม่ถึงว่าวันนี้จะพบอีกฝ่ายเข้าจนได้!

            คำพูดคำจาไม่น่าฟังแล้วยังวางมาดเหมือนจะมาสอบสวนนางอย่างไรอย่างนั้น!

            แม้นางจะเป็นคู่หมั้นหมายของไป๋หย่วนฮ่าวในนามแต่ถ้าของหมั้นหมายยังไม่ได้คุยกัน เรื่องของทั้งสองก็ยังไม่นับว่าตกลงเป็นทางการไป๋หย่วนฮ่าวถือดีอะไรมาต่อว่านาง?

            เด็กสาวตีหน้านิ่งไม่สนใจไป๋หย่วนฮ่าวเงยหน้ามองไปทางหลิวยวนพลางกล่าวเสียงดัง

            “พี่หลิว พี่ก็รู้ว่าท่านพ่อชื่นชมผู้มีความรู้พี่หลิวเองยังเคยช่วยชีวิตต้วนอวี้ นับได้ว่ามีบุญคุณต่อชิงหมิง  อีกทั้งท่านพ่อเป็นคนเอ่ยปากให้พี่หลิวอยู่ที่นี่เช่นนั้นพี่หลิวก็เรียกข้าว่าชิงหมิงเหมือนที่ท่านพ่อเรียกก็แล้วกัน!”

            ได้ฟังคำพูดของต้วนชิงหมิงหลิวยวนเริ่มรู้สึกตัดสินใจไม่ถูก!

            เป็นที่รู้กันว่าชื่อของหญิงสาวนั้นมีเกียรติเป็นอย่างมากจะให้เรียกแค่ชื่อนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าคนอื่นได้ยินคำพูดนี้เข้าไม่รู้ว่าจะเอาไปพูดให้ชื่อเสียงของนางเสื่อมเสียแค่ไหน!

            หลิวยวนอยากจะเอ่ยปากปฏิเสธแต่เมื่อเหลือบมองไป๋หย่วนฮ่าวที่ยืนทำหน้านิ่งและต้วนชิงหมิงที่สีหน้าไม่สู้ดีเขาจึงรู้ว่าไป๋หย่วนฮ่าวทำให้นางไม่พอใจแล้ว

            ย้อนนึกถึงเรื่องเมื่อไม่กี่วันก่อนที่ต้วนชิงหมิงปกป้องเขาขึ้นมาหญิงสาวตัวเล็กแต่กลับมีจิตใจที่ยิ่งใหญ่ หลิวยวนเรียกชื่อนางออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ

            “ชิงหมิง!”

            นางเองก็ตอบรับเสียงดังจากนั้นก็เดินออกจากศาลาไป ตอนนี้เองต้วนอวี้เดินเข้ามาเมื่อเห็นพี่สาวของตนจึงร้องเรียกด้วยความดีใจ

            “พี่สาว!” เขาทำความเคารพต้วนชิงหมิง ไป๋หย่วนฮ่าวและหลิวยวน จากนั้นจึงวิ่งไปหาพี่สาวของตน

            หญิงชายมีความแตกต่างกันแม้เบื้องหลังหลังต้วนอวี้และต้วนชิงหมิงจะสนิทกันมากแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าคนอื่นก็ต้องรักษาระยะห่างกับนาง สิ่งนี้ต้วนอวี้ทำได้ดีมาก!

            นางพยักหน้ามองน้องชายด้วยความพอใจทั้งหลิวยวนและแม่นมต่างอบรมเขามาเป็นอย่างดี

            “ต้วนอวี้ วันนี้เจ้าทบทวนหนังสือหรือยัง?”

            ต้วนอวี้อายุเพียงหกปีก็เริ่มเตรียมตัวอ่านเขียนแล้วเมื่อได้ยินที่ต้วนชิงหมิงถาม เขาจึงท่องอย่างกระอ้อมกระแอ้มออกมาให้นางฟัง

            แม้เสียงของต้วนอวี้จะอ้อมแอ้มทว่าแต่ละคำพูดได้ชัดเจนท่องได้อย่างคล่องแคล่วต้วนชิงหมิงได้ฟังก็พอใจเป็นอย่างมาก

            “เจ้าท่องได้เยอะขนาดนี้... เก่งมาก!” ต้วนชิงหมิงขมวดคิ้วเอ่ยอย่างประหลาดใจ

            เมื่อได้รับคำชมก็ยิ่งฮึกเหิมเขามายืนตรงหน้านางท่องใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง

            “ขงจื้อกล่าวว่า ‘เรียนแล้วกลับมาทบทวนไม่ใช่ความสุขหรอกหรือ? มีเพื่อนมาหาจากแดนไกลไม่ใช่ความสุขหรอกหรือ? คนเราถ้าไม่รู้และไม่แสวงหาจะเรียกว่าบัณฑิตได้อย่างไร?’ ขงจื้อกล่าวว่า ‘ทบทวนความรู้ที่ได้เล่าเรียนและเรียนรู้ของใหม่จึงนับได้ว่าเป็นอาจารย์’ ขงจื๊อกล่าวว่า ‘ถ้าเรียนแล้วไม่นำมาคิดวิเคราะห์จะไม่เข้าใจความหมายที่ลึกซึ้งและไม่สามารถนำความรู้มาใช้ประโยชน์ได้คิดเพ้อฝันแต่ไม่เรียนรู้ก็เหมือนมิได้อะไร’ ”

            ต้วนชิงหมิงได้ฟังน้ำหูน้ำตาก็ไหลออกมาด้วยความดีใจนางจับมือน้อยๆ ของต้วนอวี้ไว้แน่น

            “ต้วนอวี้น้องพี่ยอดเยี่ยมมาก แต่จะท่องอย่างเดียวนั้นไม่ได้เจ้าต้องเข้าใจความหมายด้วย เข้าใจหรือไม่?”

            


            …...

            [1]ตำราจงยง เป็นตำราคำสอนของสำนักปรัชญาขงจื้ออีกทั้งใช้สำหรับสอบเข้ารับราชการในสมัยโบราณ

    คล้ายกับเรื่องการเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน