สูดอากาศในเช้าวันใหม่พลางทอดมองท้องฟ้ามีรุ้งกินน้ำปรายๆ วันนี้เป็วันแรกที่เขาจะได้ ทำหน้าที่ของนางบำเรอเสียที ฮุ่ยิเดินออกจากตำหนักเล็กซึ่งตอนนี้กลายเป็ที่พักของเขาไปแล้ว แม้ขนาดตำหนักจะไม่ได้มากแต่มันก็กว้างมากสำหรับการอาศัยอยู่เพียงคนเดียว
“ฮุ่ยิ ฮองเฮาเรียกพบ”
เสียงจากด้านนอกประตูให้เขาหันไปมองก่อนจะเอ่ยตอบไป
“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
ฮุ่ยิจัดการสำรวจตัวเองก่อนจะออกจากห้องโดยไม่ลืมหยิบเครื่องรางของพ่อติดตัวมาด้วย ฮุ่ยิเดินออกจากห้องตรงไปยังพระตำหนักหลวงฝั่งเหนือ ฮุ่ยิกวาดตามองรอบๆนี่เป็ครั้งแรกเลยที่ได้มาเหยียบตรงนี้ยอมรับประหม่ามากเพราะถึงแม้เขาจะสนิทกับฟางเหนียงแต่อีกฝ่ายก็เป็ถึงฮองเฮาเชียวนะ ซึ่งหมายความว่าสถานะของเขากับฟางเหนียงมันต่างกันสิ้นเชิง
ฮุ่ยิยังคงกวาดสายตามองรอบๆไม่ใช่ว่ามัวแต่ชื่นชมความสวยงามของพระตำหนักแต่เพราะเขาไม่รู้ต่างหากว่าห้องของฮองเฮาอยู่ที่ใด เพราะพระตำหนักนี้มันไม่ได้มีแค่ห้องเดียวน่ะสิ
“ฮุ่ยิ”
ฮุ่ยิหันซ้ายหันขวามองหาต้นตอของเสียงเรียกพบฮุ่ยหลิงที่ยืนอยู่หน้าประตูบานใหญ่ด้านในสุด ฮุ่ยิรีบรุดเดินไปทันทีก่อนจะเอ่ยทักทายตามมารยาท
“อรุณสวัสดิ์ท่านฮุ่ยหลิง”
“อรุณสวัสดิ์ ฮองเฮารอเ้าอยู่ เข้าไปได้เลย”
ฮุ่ยิพยักหน้าเคาะประตูก่อนจะเอ่ยขออนุญาตแล้วเปิดประตูเข้าไป ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้องความรู้สึกเหมือนกับคนละโลก ผนังห้องถูกตกแต่งด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดงสดตัดด้วยด้ายสีทองที่ถูกปักเป็รูปัที่กำลังแหวกว่ายบนท้องนภา
“มาแล้วรึ”
ฮุ่ยิสะดุ้งเล็กน้อยหันมองเ้าของเสียงพบฟางเหนียงในชุดสีดำตัดเขียวคงคาดว่าน่าจะพึ่งเสร็จกิจยามเช้า
“นั่งนี่สิ”
ฟางเหนียงหย่อนตัวลงที่นั่งยาวพลางตบที่ว่างข้างๆให้เขานั่ง ฮุ่ยิมองอย่างชั่งใจเพราะอีกฝ่ายคือฮองเฮาหากเขาไปนั่งที่ตรงนั้นเกรงว่าจะไม่เหมาะ ฟางเหนียงเหมือนจะรู้เลยเอ่ยให้อีกคนสบายใจ
“ไม่เป็ไรหรอก เ้ามานั่งเถอะ ข้าไม่ถือ อีกอย่างเมื่อก่อนเราก็เคยนั่งคุยกันแบบนี้ประจำนี่”
“เพคะ”
“ข้าบอกแล้วไงว่าไม่ต้องสุภาพกับข้า เราเป็เพื่อนกันนะฮุ่ยิ”
“ก็ข้าเกรงใจ”
ว่าพลางหย่อนตัวลงข้างๆ แม้เขาจะพูดคุยกับฟางเหนียงอยู่บ่อยครั้งแต่ก็ใช่ว่าจะทำตัวชินได้ทุกรอบ
“ในที่สุดเ้าก็เข้ามาเป็นางบำเรอได้แล้วสินะ ข้าเชื่ออยู่แล้วว่าเ้าน่ะทำได้”
“เอาจริงๆตอนการทดสอบสุดท้ายข้าก็แอบหวั่นใจอยู่เหมือนกัน เพราะฝีมือของซูหนิงก็ไม่ธรรมดาเลย แถมข้ายังแพ้อีก”
“เ้าแพ้เพราะทำสุดความสามารถแล้ว ถึงต่อให้เ้าชนะยังไงซูหนิงก็ต้องได้รับโทษอยู่ดี”
“เ้ารู้อยู่แล้วหรือว่าทั้งหมดเป็ฝีมือของซูหนิง”
“ใช่ ั้แ่ครานั้นที่เ้าโดนซูหนิงทำร้ายที่โรงอาบน้ำพวกเราได้สั่งให้คนจับตาดูเขามาตลอด จึงได้รู้ว่าเขาเป็คนอยู่เื้ัทั้งหมด”
ว่าแล้วก็ใจหายเอาจริงๆแม้ฮุ่ยิจะเคยโดนซูหนิงแกล้งหรือทำร้ายแต่เขาก็ไม่เคยโกรธเขาเลยแม้แต่น้อย เขาอยากจะเป็เพื่อนกับซูหนิงเสียด้วยซ้ำแต่สุดท้ายก็กลายเป็ว่าเขากลับโดนลอบฆ่าจากซูหนิง
“ช่างเื่นั้นเถอะ ยิ่งคิดมันจะยิ่งทำให้เ้าปวดหัวจนทำหน้าที่ของตัวเองไม่ได้ เพราะฉะนั้นจดจ่ออยู่กับหน้าที่ของตัวเองเสียดีกว่า”
“นั่นสินะ จะว่าไปท่านเรียกข้าเพราะเหตุใดหรือพ่ะย่ะค่ะ”
ฟางเหนียงหันมองอีกคนเป็เชิงบอกว่าให้เรียกโดยไม่ต้องสุภาพฮุ่ยิส่งยิ้มแหยเป็เชิงบอกว่าเขาลืมตัว
“ข้าจะบอกเ้าเื่กฏของการเป็นางบำเรอ”
“กฏการเป็นางบำเรออย่างงั้นรึ”
“ใช่”
ก็พอรู้มาบ้างว่าการทำงานในวังหลวงไม่ว่าจะตำแหน่งใดก็ตามต่างก็ต้องมีกฏให้ปฏิบัติแต่ก็ไม่คิดว่านางบำเรอจะต้องมีกฏเหมือนคนอื่นด้วย
“กฏของการเป็นางบำเรอมันมีไม่เยอะหรอก แต่เพียงเ้าจะต้องทำตามกฏเหล่านี้ห้ามขาดห้ามเกิน”
น้ำเสียงของฟางเหนียงทำเอาฮุ่ยิแอบลอบกลืนน้ำลาย
“กฏข้อแรก ไม่ว่าเ้าจะอารมณ์ดีหรือร้าย หรืออยู่ใน่ฮีทหรือไม่หากฮ่องเต้เรียกเ้า เ้าก็ต้องไปห้ามขัดขืนเด็ดขาด
กฏข้อที่สอง หากฮ่องเต้อยู่ในการทำาแล้ว้าให้เ้าไปบำเรอเ้าก็ต้องไป ไม่ว่าในตอนนั้นสถานการณ์จะรุนแรงเพียงใด
กฏข้อที่สาม หากฮ่องเต้ให้เ้ากินยากระตุ้นฮีทเ้าห้ามปฏิเสธเป็อันขาด
กฏข้อที่สี่ ห้ามเ้ามีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นเด็ดขาด หากเ้าฝ่าฝืนเ้าจะต้องโดนขังคุกสถานเดียว
กฏข้อที่ห้า เ้าจะต้องอยู่รับใช้ฮ่องเต้จนกว่าจะครบอายุสี่สิบห้าปี หากเ้าอยู่ไม่ครบหรือออกจากวังเ้าจะต้องโทษโดนขังคุกจนกว่าจะครบอายุ
กฏข้อสุดท้าย หากเ้าทำผิดกฏหรือละเลยกฏทั้งหมดเ้าจะต้องโทษปะาชีวิตโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆทั้งสิ้น”
ฟังจบฮุ่ยิถึงกับทำหน้าไม่ถูก ฟังดูเหมือนกฏพวกนี้ดูไม่น่ากลัวแต่หากทำผิดแค่นิดเดียวก็เสี่ยงโดนขังไม่ก็โทษปะาทันที
“ข้าหนีกลับตอนนี้ทันมั้ย”
ฟางเหนียงมองอีกคนที่ตอนนี้ทำสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ เธอแอบหัวเราะคงเพราะฮุ่ยิเกิดกลัวขึ้นมา
“ข้าพึ่งบอกไปนะ กฏข้อที่ห้าหากเ้าหนีออกจากวังก่อนอายุสี่สิบห้าปีเ้าจะโดนขังนะ”
ยิ่งฟังแบบนั้นฮุ่ยิถึงเบะปากทันที ฟางเหนียงหัวเราะอีกคนด้วยความเอ็นดูพฤติกรรมเด็กน้อยของฮุ่ยิก่อนจะเอ่ยปลอบอีกคน
“แค่เ้าทำตามกฏมันก็ไม่มีอะไรน่ากลัวแล้วล่ะ”
“ข้าจะพยายามนะ”
ฮุ่ยิเอ่ยพร้อมส่งยิ้มให้ฟางเหนียงเพื่อไม่ให้อีกคนเป็ห่วงก่อนจะแอบลอบถอนหายใจเล็กน้อย ถึงแม้ปากจะบอกอย่างงั้นไปแต่ในใจก็ยังแอบหวั่นอยู่ดี
คุยกันเสร็จสรรพฮุ่ยิเดินออกจากพระตำหนักหลวงเพื่อกลับที่พักของตัวเอง ระหว่างพลางทอดมองวิวทิวทัศน์รอบนอกบรรยากาศแถวนี้ช่างต่างกับที่พักฝั่งตะวันตกเสียเหลือเกิน สายตาเหลือบเห็นใครบางคนอยู่ไกลๆ เป็เฉิงหานที่กำลังยืนคุยกับซานถิงอยู่ ไม่นานชายคนนั้นก็หันมาฮุ่ยิรีบหลบสายตาอีกคนก่อนจะทำเป็มองวิวทิวทัศน์ก่อนจะเดินหนี แต่ยังไม่ทันที่จะเดินหนีได้ไกลแขนข้างขวาก็โดนใครบางคนรั้งเอาไว้ ฮุ่ยิหันมองพบว่าเป็เฉิงหานเขาแอบใเล็กน้อยบอกตามตรงว่าตอนนี้ยังไม่พร้อมที่จะเจอเขาเลย
“จะหนีไปไหน”
“ข้าเปล่า”
“งั้นรึ”
สบสายตาอีกคนก่อนจะเลือกเบนหันไปทางอื่นพลางแอบกลืนน้ำลายตอนนี้หัวใจของเขาเต้นรัวเหมือนจะหลุดออกมาข้างนอกเลย
“วันนี้ข้าไม่เห็นเ้าเลย”
“ข้าคุยธุระกับฟางเหนียง”
“ดูเ้าจะสนิทกับฟางเหนียงมากเชียวนะ ถึงขั้นเรียกชื่อกันอย่างสนิทสนมเชียว”
ยกมือขึ้นปิดปากเมื่อรู้ว่าตัวเองเผลอเรียกชื่อฮองเฮาอย่างสนิท
“อย่าไปพูดแบบนี้ให้ใครได้ยินไม่เช่นนั้นเ้าจะซวยเอา”
ฮุ่ยิพยักหน้ารัวๆพลางนึกสัญญากับตัวเองภายในใจ
“แล้วก็วันพรุ่งนี้หลังฟ้ามืดเ้าต้องไปรอข้าที่พระตำหนักหลวงฝั่งเหนือ”
“ทำไมข้าต้องไปด้วย”
“ลืมไปแล้วรึอย่างไรว่าเ้าเข้ามาที่นี่ในฐานะอะไร”
ฮุ่ยิเม้มปากแน่น เหมือนจะนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เขาอยู่ในสถานะนางบำเรอแล้ว ไม่แปลกที่ฮ่องเต้จะเรียกใช้
“ขอโทษเพคะ ข้าลืม”
“พรุ่งนี้หลังข้ากลับมา จะต้องเห็นเ้าที่พระตำหนัก หากข้ามาแล้วไม่เห็นเ้าจะถูกโบยสิบที”
พูดเสร็จเฉิงหานก็เดินออกไปทิ้งไว้แต่เขาให้หงุดหงิดใจเล่น ฮุ่ยิแอบเบ้ปากมองแผ่นหลังของอีกคนจนหายลับจากสายตาไป ให้ตายเถอะฮ่องเต้คนนี้ช่างเอาแต่ใจเสียจริงเชียว!!