ญาตาวีกลับขึ้นมาที่ห้องพักของโรงแรมพร้อมกับลูส ซึ่งใจจริงเธออยากจะกลับบ้านพร้อมกับกฤษกรและชมพูนิกข์ แต่ลูสไม่ยอมให้เธอกลับท่าเดียว ไม่รู้อะไรของเขานักหนา ตั้งแต่มาพบเจอกันครั้งนี้ เขาก็ทำตัวติดกันกับเธอราวกับปลาท่องโก้ยังไงยังงั้น
ถ้าพูดกันตามตรงไม่ใช่ว่าญาตาวีไม่ชอบ หรือว่าเกิดความรำคาญกับการกระทำของคนตัวโต ที่เป็นอย่างนี้นะ ภายในใจส่วนลึกๆ นั้นชอบเลยล่ะ เพราะรู้สึกว่าเขาดูแลเอาใจใส่ดี แต่ถ้าจะให้ดีมากกว่านี้ เธอก็อยากฟังคำว่ารักจากปากเขาด้วย หากเขาบอกรักเธอ เธอคงไม่คิดอะไรมาก ว่าเขาจะรักหรือไม่รักอย่างนี้
“เฮื่อออ!!!!....”
ญาตาวีถอนหายใจออกมาแรงๆ สายตาจับจ้องมองหน้าสวยหวานของตัวเองผ่านกระจกเงา ที่ตั้งอยู่ที่ห้องแต่งตัว ด้วยความรู้สึกหม่นหมอง และเป็นกังวลไปถึงอนาคตข้างหน้า ที่อยู่ๆ ก็มีลูสเดินเข้ามาในเส้นทางชีวิตของเธอ
เขาจะทำดีเอาใจใส่เธออย่างนี้ ไปได้นานสักแค่ไหนกันนะ อย่าลืมนะว่า เขาคือมาเฟียตัวพ่อที่เอาแต่ใจ หยิ่งทระนง อยากทำอะไรก็ทำ ไม่เคยเอาใจใคร ไม่เคยใส่ใจใคร และไม่เคยตามใจใคร จะตามใจก็แต่ตัวเองเท่านั้น และส่วนมากคนอื่นต่างหากที่ต้องมาคอยตามใจเขา
“เป็นอะไรไป? ทำไมทำหน้าอย่างนั้น? หรือว่าไม่สบาย?”
ลูสเดินเข้ามายืนซ้อนหลังญาตาวี ยื่นมือใหญ่มาโอบเอวบางเอาไว้ มองดูหญิงสาวในกระจก ด้วยสายตาเป็นห่วงเป็นใย
“ลูสอยากจะแต่งงานกับกุ้ง เพราะอะไรคะ? เพราะเกรงใจพี่กร จึงอยากจะรับผิดชอบกุ้งอย่างนั้นหรือคะ?”
ญาตาวีถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเนืองๆ เธอไม่อยากแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รักกัน เพราะหากแต่งงานกันไปแล้ว ยังไงเสียสักวันหนึ่งก็ต้องเลิกรากันไปอยู่ดี
“ทำไมถึงคิดว่าผมอยากจะแต่งงานกับกุ้ง เพราะเหตุผลนั้นล่ะ??”
ลูสมองสบตาคู่หวานนั้นด้วยแววตาจริงจัง ถามคำถามย้อนกลับไป เพื่อให้รู้ว่าเจ้าหล่อนต้องการจะรู้อะไร และเป็นกังวลอะไรอยู่ในตอนนี้
“ก็ลูสเป็นเพื่อนกับพี่กร ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่ลูสจะรู้สึกเกรงใจเพื่อน ไม่ใช่หรือไงคะ?”
ญาตาวีจับจ้องมองสบตาลูสจริงจังไม่แพ้กัน และเธออยากจะพูดอยากจะเคลียร์ให้มันกระจ่างชัด เคลียร์กันให้เข้าใจกันไปเลย เพราะหากจะให้เธอมาคอยคิดมาก คิดเองอยู่แบบนี้ ไม่วันใดวันหนึ่งเธอคงได้อกแตกตายอย่างแน่นอน
“อันนั้นมันก็เป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนใหญ่นั้น!!.....”
ลูสพูดครึ่งๆ กลางๆ ก็หยุดพูดไปซะเฉยๆ และก็เอาแต่จ้องมองสบตาคู่สวยนิ่งอยู่อย่างนั้น
“อีกส่วนใหญ่นั้น!! อะไรหรือคะ??”
ญาตาวีมองเขาด้วยหัวใจเต้นแรงรัวเร็ว และรอฟังอยู่นานจนอดรนทนไม่ไหว เขาไม่ยอมพูดออกมาสักที เธอจะเร่งเร้าถามเอาคำตอบขึ้นมาทันทีทันใด
“......”
แต่คนตัวโตก็ไม่ยอมพูดออกมา เอาแต่มองใบหน้าสวยหวาน ผ่านกระจกนิ่งอยู่อย่างนั้น เป็นนานสองนาน
“เฮื่อออ!!!!.... เอาเถอะค่ะ ถ้าลูสไม่อยากพูดก็ไม่เป็นไรค่ะ งั้นกุ้งขอพูดก็แล้วกัน กุ้งขอบคุณที่ลูสอยากจะรับผิดชอบ ด้วยการแต่งงานกับกุ้ง แต่ลูสคิดบ้างไหมคะว่า การที่คนไม่ได้รักกันมาแต่งงานอยู่กินกัน ชีวิตครอบครัวจะอยู่กันตลอดรอดฝั่ง กุ้งเห็นมานักต่อนักแล้ว ก็ต้องจบลงกลางคันเกือบทุกราย”
ญาตาวีพูดให้คนตัวโตได้คิดไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน ก่อนที่อะไรๆ จะสายเกินไปมากกว่านี้
“แต่นั้นจะไม่ใช่กับคู่ของเรา!!....”
แต่ลูสหาได้คิดตามคำพูดนั้นไม่ กลับเชื่อเป็นมั่นเป็นเหมาะในความคิดของตัวเอง ซึ่งคนตัวโตพูดได้แค่นั้นก็หยุดพูด และจ้องมองดวงตาคู่สวยเหมือนกับกำลังค้นคว้า หาบางสิ่งบางอย่างในแววตาคู่นั้น
“หากกลัวว่าชีวิตของครัวของเราจะล่มกลางคัน กุ้งก็ทำให้ผมรักสิ แล้วผมก็จะทำให้กุ้งรักด้วยเหมือนกัน”
ลูสยกมือใหญ่ขึ้นมาจับที่ปลายคางเล็กให้หันมามองสบตากันและกัน โดยไม่ต้องผ่านกระจกเงา
“พูดน่ะมันง่ายนะคะ แต่ทำน่ะมันยาก”
ญาตาวีกะพริบตาปริบๆ อย่างไม่รู้จะพูดยังไง เพราะเหมือนว่าเขาจะไม่เข้าใจในคำพูดของเธอเอาซะเลย คือจริงๆ เขาไม่ได้ไม่เข้าใจ แต่เขาทำเป็นไม่เข้าใจต่างหากล่ะ
“ไม่เห็นจะยากตรงไหนเลย ก็เริ่มจากตรงนี้เวลานี้ไง”
ลูสพูดไปก็มองสบตาสลับกับมองดูริมฝีปากบางจิ้มลิ้มไป และนั้นก็ทำให้ญาตาวีรู้เลยว่าเขาต้องการอะไรจากเธอ และก็ไม่มีเวลาให้ทันได้คิดได้พูดอะไรออกมาอีก คนตัวโตก็ก้มลงมาประกบปิดปากบางจิ้มลิ้ม พร้อมกับช้อนร่างบางขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนแกร่ง พาเดินออกจากห้องแต่งตัวเข้าไปในห้องนอน
๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙๑๙