บทที่ 8 ความเสียหายของภาพวาด
หยวนเป่าจากไปพร้อมถาดของว่างในมือ มุ่งหน้าไปที่ห้องตำราที่อยู่คนละฝั่งของจวน เดินไปพลางนางก็พร่ำบ่นในใจไปพลาง จวนสกุลเจียช่างกว้างใหญ่จริง ๆ แต่ทว่าจวนแม่ทัพกว้างใหญ่ปานฉะนี้ กลับเงียบเหงาวังเวงไม่ต่างจากสุสานผีสาง นั่นคงเป็เพราะทันทีที่บิดาตาย มิ่งหยางที่มีความสามารถทั้งบุ๋นทั้งบู้ คงได้ขึ้นเป็หัวหน้าตระกูลทันที จากนั้นก็ขับไล่ฮูหยินรองออกจากตระกูล
แม้ว่าเจียมิ่งหยางจะเป็คนที่เืเย็นและบ้าระห่ำมาก แต่สิ่งหนึ่งที่เขาต่างจากบิดาคือคุณธรรมนำทาง ที่เป็ดั่งคบเพลิงดวงใหญ่โชติ่ชัชวาลไม่มีวันมอดดับ เพราะหากมิ่งหยางเป็คนก้าวร้าวและไร้คุณธรรมจริง เขาคงฆ่าฮูหยินรอง และเหล่าอนุอุ่นเตียงของบิดาเพื่อล้างแค้นให้มารดาไปนานแล้ว แต่สิ่งที่มิ่งหยางทำ ก็เพียงขับไล่และต้อนคนพวกนั้นให้ลงโคลนตม ใช้ชีวิตเหลือขออย่างยากลำบากและตกอับ แต่ทว่าวิธีการเหล่านี้เืเย็นนัก ทรมารเสียยิ่งกว่าตาย!
ไตร่ตรองเช่นนี้ในใจเรื่อยมา เท้าที่สาวไปข้างหน้าอย่างเพลิดเพลิน ในที่สุดก็มาหยุดที่หน้าห้องตำรา หยวนเป่าจ้องมองไอระเหยสีขาว ที่พวยพุ่งออกจากชามยาร้อน ๆ พลางผ่อนลมหายใจเข้าออกเพื่อเตรียมใจ อย่างไรก็ต้องมีปากเสียงแน่ เพราะไม่ว่าจะพบกันหนใดก็ไม่เคยลงเอยด้วยดีเลยสักครั้ง แต่เอาเถอะ ก็แค่เอาน้ำแกงมาให้ จะกินไม่กินก็อีกเื่
ครื้ด! เสียงบานประตูเลื่อนเปิดช้า ๆ ด้วยมือเดียว
ถาดของว่างโคลงเครง เกือบจะทำเสียเื่ซะแล้ว
น่าแปลกที่ภายในห้องสี่เหลี่ยมเพดานสูง ไม่พบผู้ใดเลย แต่ทว่ากลิ่นกำยานยังหนาคลุ้งขึ้นจมูก ราวกับว่ามิ่งหยางเพิ่งจากไปได้ไม่นาน หยวนเป่าพยายามหลิ่วตาซ้ายหลิ่วตาขวาเพื่อมองหาคน แต่ก็ยังไร้ซึ่งวี่แววของผู้เป็สามี อ่า! คนไม่อยู่เช่นนั้นก็ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องมีปากเสียงกัน
หญิงสาวยิ้มร่าด้วยความเบาใจ นางรีบเคลื่อนตัวไปที่โต๊ะสี่เหลี่ยมขนาดเท่าสอง่ศอก นอกจากโต๊ะหลังนี้ก็ไม่มีตัวอื่นแล้ว น่าแปลกจริง ๆ ที่มีเพียงม้วนตำราระโยงระยางเต็มไปหมด ดูท่าสิ่งที่เหล่าฉือหวงเล่า ว่าเจียมิ่งหยางขะมักเขม้นพากเพียรอ่านตำราคงเป็เื่จริง บีบเคล้นตนเองถึงเพียงนี้ แม้แต่โต๊ะน้ำชา หรือแคร่เอนพิงหลังยังไม่มีให้นั่งพัก มีเพียงโต๊ะคัดอักษรหลังเล็ก ๆ ดูอย่างไรก็เหมือนตั่งเสียมากกว่า
หยวนเป่าไม่ใคร่ที่จะแช่ตัวอยู่ในห้องหับหลังนี้นานนัก นางจึงรีบวางถาดอาหารว่างทิ้งไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็รีบร้อนที่จะจากไปเพราะกลัวว่า หากมิ่งหยางกลับมา เห็นนางยุ่มย่ามในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ของเขา ก็จะพลันโกรธเป็ฟืนเป็ไฟอีก ตัวนางเองก็เหนื่อยเหลือเกิน คร้านที่จะทะเลาะ บัดนี้ท้องก็หิว ตาก็ปรือ ทั้งเหนื่อยทั้งง่วง หากรู้ว่าต้องทรมานเช่นนี้ หยวนเป่าจะไม่กินถั่วลิสงถาดนั้นเด็ดขาด
เคร่ง!
เื่งามหน้าบังเกิดขึ้นแล้ว ชายอาภรณ์เ้าปัญหารุ่มร่ามเกี่ยวถาดของว่างคว่ำ ยามนี้น้ำแกงผสมยาสมุนไพรชามนั้นหกเรี่ยราด ซึมเข้าเนื้อกระดาษอย่างรวดเร็ว หยวนเป่าใจนดวงตาเบิกโพลง มือสองข้างของนางสั่นหงักด้วยความประหม่า นางไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ หญิงสาวรีบคว้ากระดาษม้วนนั้นเอาไว้ โชคดีที่สกปรกแค่บางส่วน
นางพูดปลอบใจตัวเองหรืออย่างไรไม่ทราบ บางส่วนอย่างนั้นหรือ น้ำแกงสีน้ำตาลเข้มกินพื้นที่บนกระดาษไปกว่าสองในสี่ส่วน เอาล่ะ! เสียยาก เสียมากเสียน้อย อย่างไรก็ยังเหลือบางส่วน หยวนเป่ารีบคลี่ม้วนกระดาษขึ้นมาอย่างรีบร้อน มือซ้ายคว้าผ้าเช็ดหน้าออกจากปลายแขนเสื้อ จากนั้นก็จะซับหยาดน้ำที่ชุ่มฉ่ำ
แต่พอหยวนเป่าได้คลี่ม้วนกระดาษออก หญิงสาวก็ต้องประหลาดใจเป็ครั้งที่สอง ฉไหนในห้องตำรามีภาพวาดของสตรีเล่า นางอุตส่าห์คิดว่ามิ่งหยางบากบั่นมุ่งหน้าพากเพียรใจจดใจจ่อกับตำรา ที่แท้ก็เอาแต่ถวิลหาสตรีนางนี้ แล้วสตรีในภาพวาด...นางเป็ใครกันแน่!
หยวนเป่าได้แต่เม้มริมฝีปากเข้าหากันด้วยความใคร่รู้ ในใจลึก ๆ ก็ก่นด่าว่ามิ่งหยางเ้าชู้และมักมาก ครั้งที่ยังเป็ลู่อิงเยว่ ก็หลงเข้าข้างตัวเองไปกันใหญ่ว่ามิ่งหยางรักตนเองเพียงผู้เดียว แท้จริงแล้วในใจของเขายังมีหญิงอื่นอีกงั้นหรือ?
มันน่าเจ็บใจตรงที่น้ำจากกระสายยาหลอมละลาย หมึกหลากสีลบล้างใบหน้าของสตรีนางนั้นเสียจนเกลี้ยงเตียน ยิ่งใช้ผ้าเช็ดหน้าบรรจงซับสักเท่าไหร่ สีเ่าั้ก็ยิ่งเปรอะเปื้อนไปใหญ่ ระหว่างที่หยวนเป่ากำลังนั่งพินิจพิเคราะห์ถึงโฉมหน้าของสตรีนางนี้ เ้าอินทรีตัวโตก็โฉบตัวเข้ามาจากบานหน้าต่าง พุ่งตรงมาที่หยวนเป่า
ฝ่าเท้าที่ใหญ่และหยาบของมัน ถีบเข้าที่ปลายยอดหน้าของนาง จะงอยปากที่แหลมคมจิกเข้าที่หลังมือของนางจนเืซิบ โชคยังดีที่แผลไม่ได้ลึกนัก เพราะเ้าเวหาาาวิหคคงออมแรงไว้บ้าง เจตนาของมันคงไม่ได้คิดทำร้ายอย่างจริงจัง เพียงแค่หวงของ เมื่อหยวนเป่าชักมือออกจากภาพวาดม้วนนั้น เ้าอินทรีก็ใช้กรงเล็บสองเท้าเกี่ยวม้วนภาพวาดเอาไว้ ตามด้วยกระพือปีกรัวเร็ว ปากที่แหลมคมและน่ากลัวของมัน เอาแต่ส่งเสียงกู่ร้องโหยหวนลั่นห้อง
“หยุดนะ เ้านกนิสัยไม่ดี ทำร้ายข้าแล้วยังจะเรียกหาพรรคพวกอีกหรือ เ้ากับเ้านายของเ้าช่างนิสัยเหมือนกันราวพ่อกับลูก เ้านกอันธพาล! เ้านกเกเร!” หญิงสาวร้องไห้ระงมแข่งกับเสียงกู่ร้องของเ้าอินทรี ปากของนางก่นด่าเ้านกอันธพาลอย่างไร้เมตตา
ไม่นานนักก็มีคนบุกเข้ามา แน่นอนว่าเป็มิ่งหยาง ในคราแรกสีหน้าของเขาก็ไม่ได้กรุ่นโกรธอันใด ชายหนุ่มเพียงเปล่งเสียงเย็นจืดชืดออกมาไถ่ถาม
“ฮูหยินมารุ่มร่ามในห้องตำราของข้ามีธุระอันใด”
ขณะเปล่งวาจาอย่างใจเย็น ดวงตาคู่คมของชายหนุ่มก็จรดไปเห็นภาพวาดสุดรักสุดหวงแหนของตนหายไป มิหนำซ้ำโต๊ะคัดตำราเพียงตัวเดียวยังเปียกชื้นไปด้วยกลิ่นคาวไก่ เดาไม่ผิดน่าจะเป็น้ำแกงไก่ที่ท่านย่าเคยตุ๋นให้กินทุกวัน แล้วไหนจะก้อนขนมเกาตังที่กลิ้งเกลื่อนพื้น
ได้เห็นเช่นนั้นใบหน้าของชายหนุ่มเริ่มแดงฉ่าขึ้นมาประหนึ่งูเาไฟที่ร้อนระอุไปด้วยธารเปลวเพลิงแห่งอเวจี! เ้าอินทรีหุบปากไม่ส่งเสียงกู่ร้อง มันเพียงพะเยิบปีกลอยตัวช้า ๆ เข้าหาผู้เป็นาย แล้ววางภาพวาดชิ้นนั้นลงในมือของมิ่งหยางอย่างว่าง่าย
ชายหนุ่มหลับตาลงอย่างระส่ำ ยามนี้ได้แต่กัดฟันกรอด ๆ พลางคิดในใจว่า ขออย่าให้เป็อย่างที่คิดเลย ชั่วอึดใจเดียวมิ่งหยางก็คลี่ม้วนกระดาษออกดู บัดนี้ภาพวาดของสตรีนางนั้นเละเทะไม่เป็ท่า ไม่แปลกใจที่มิ่งหยางจะระงับคลื่นอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่ ่เวลานี้ต่อให้เทพาลงมาห้ามปรามก็ไม่ได้ผล
ร่างที่ทั้งกำยำและสูงโปร่งโถมเข้าไปใกล้หยวนเป่า ดวงตาเข้มคมแปรผันเป็แดงก่ำ เส้นเืบริเวณศีรษะปูดโปนอย่างเห็นได้ชัด ฝ่ามืออันหยาบกร้านจับเข้าที่หัวไหล่ทั้งสองข้างของนางแน่น น้ำเสียงหนักหนาโพล่งขึ้นมาอย่างดุดัน
“เ้าทำเื่บ้าบออันใด! ในจวนเจียเ้าอยากแตะต้องสิ่งได้ล้วนทำได้ เว้นแต่ภาพวาดของสตรีที่ข้ารักผืนนี้ เ้าไม่ควรแตะต้องมันอย่างยิ่ง! ข้าไม่ควรเก็บสตรีอัปมงคลเช่นเ้าเอาไว้ข้างกายจริง ๆ”
น้ำเสียงด่าทอกว้างขวางดังไกลไปถึงเรือนนอก วั่งเฟิงที่อยู่อีกมุมหนึ่งของจวนเร่งสาวเท้าเข้ามายังจุดเกิดเหตุ ทันทีที่ได้เห็นสีหน้าของเจียมิ่งหยาง วั่งเฟิงที่ติดตามรับใช้มิ่งหยางมานาน ต่างก็ต้องผงะแทบทำตัวไม่ถูก เพราะครั้งสุดท้ายที่เห็นผู้เป็นายกรุ่นโกรธและคลุ้มคลั่งขนาดนี้ ก็คือตอนที่เจียมิ่งหยางเสียมารดาไป
“ท่านแม่ทัพขอรับ โปรดระงับสติลงเถิด” วั่งเฟิงยืนมองอย่างนิ่งงันอยู่ชั่วสามลมหายใจ ครั้นสติคืนสู่ร่างก็รีบปรี่ตัวเข้าไปห้ามปรามอย่างพินอบพิเทา
ยามนี้ใบหน้าของหยวนเป่าซีดเซียวไร้ราศี นางต่างหวาดหวั่นและตื่นตระหนก นางรู้ตัวว่าตนเองทำผิด แต่นางไม่ได้ตั้งใจ เหตุใดต้องโมโหรุนแรงขนาดนี้ด้วย ดูจากห้วงอารมณ์ที่ะเิออกมาเมื่อครู่ และมิ่งหยางเรียกสตรีนางนั้นว่าคนรักอย่างเต็มปากเต็มคำ ดูท่ามิ่งหยางคงจะรักนางมาก ต่อให้เวลานี้หญิงสาวจะอยู่ในร่างของหยวนเป่า แต่จิติญญาของนางก็ยังคงเป็อิงเยว่ หัวใจของนางปวดเสียดอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
ในใจของหยวนเป่าในยามนี้เอาแต่พร่ำพูดในใจอย่างเงียบเชียบ ทั้งที่นางอยากลืมเขาให้ได้เสียที แต่กลับต้องมาเห็นหน้าชายที่เคยรักอยู่ทุกวัน มิหนำซ้ำยังต้องมาอยู่ในคราบของหญิงอื่นที่แต่งเขาจวนเจียเพราะพันธสัญญา
เริ่มแรกนางเข้าใจผิดว่ามิ่งหยางจงใจถอนหมั้นกับสกุลลู่ เพื่อมาแต่งงานกับหยวนเป่าเพราะมักใหญ่ในอำนาจเสริมบารมี ต่อมาทุกอย่างอุตส่าห์คลี่คลายแล้วแท้ ๆ ว่ามิ่งหยางแต่งกับจือหยวนเป่า เพราะถูกบังคับด้วยราชโองการแห่งฟ้าต่างหาก แต่ทว่าบัดนี้ก็ดันมาล่วงรู้อีกว่า เจียมิ่งหยางมีสตรีอีกคนในดวงใจแล้ว
ดวงตากลมโตของนางเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตาของความเจ็บช้ำทั้งกายและใจ ยิ่งน้ำใสหยดกลมกลิ้งลงบนพื้นจนเห็นเป็วงดวงยิ่งดูน่าสงสารไปใหญ่ บัดนี้มือซ้ายของนางก็ยังมีโลหิตสีแดงสดไหลไม่หยุด วั่งเฟิงอดเห็นใจเสี่ยวฮูหยินไม่ได้จริง ๆ ชายหนุ่มได้แต่เปล่งเสียงต่ำเข้ามาปลอบใจ
“เสี่ยวฮูหยินผ่อนลมหายใจลงก่อนขอรับ ประเดี๋ยวข้าน้อยจะทำแผลให้”
หยวนเป่าพยักหน้ารับรู้แต่ไม่ได้พูดอันใดต่อ นางเพียงใช้ผ้าเช็ดหน้าส่วนตัวผืนนั้น ม้วนไปที่ปากแผลอันเหวอะหวะ แต่ทว่าวินาทีนั้นสายตาที่กรุ่นโกรธของมิ่งหยางก็ต้องสะดุดเข้าที่ผ้าเช็ดหน้าของนางโดยบังเอิญ ดวงตาที่อัดแน่นไปด้วยอายสังหาร ค่อย ๆ คลายตัวลงแปรผันเป็แววตาอ่อนลงระลอกหนึ่ง
นิ้วมืออันสากกระด้างของมิ่งหยางเอื้อมไปแย่งผ้าเช็ดหน้าจากมือนางโดยไม่สนใจอย่างอื่น จู่ ๆ ดวงตาทั้งคู่ของชายหนุ่มก็หลั่งน้ำตาออกมาด้วยความอัดอั้น ปากของเขาเยิบยกขึ้นอย่างเลื่อนลอย
“ผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ เ้าได้มาจากที่ใด?”