ลิขิตหงสาเหนือปฐพี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 1 บทที่ 29 แจ้งเตือน

            จวินหวงมองดูรองเสนาบดีก็รู้ว่าใจของเขาเกิดความสั่นคลอนขึ้นแล้วหลังจากใคร่ครวญอยู่ชั่วครู่ก็ตัดสินใจบอกกล่าวเจตนาการมาของตนเอง "ใต้เท้าเวลานี้ในบรรดาองค์ชายทุกพระองค์ในราชวงศ์ผู้น้อยคิดว่ามีเพียงองค์ชายสี่ฉีอวิ๋นที่สามารถแบกรับภาระที่ยิ่งใหญ่นี้ได้"

            "องค์ชายสี่?" รองเสนาบดีเกิดความสงสัยในชั่วพริบตาก็ย้อนคิดถึงชายหนุ่มท่าทางปราดเปรียวที่ช่วยกู้หน้าให้เขาในวังหลวงวันนั้นท่วงท่าทะนงองอาจเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ดวงตางดงามประดุจภาพวาดหากคนผู้นั้นได้สวมชุดมังกรขึ้นมาจริงๆ เขาจะนั่งครองแผ่นดินนี้อย่างมั่นคงได้หรือไม่?

            "องค์ชายสี่เป็นยอดคนในปฐพี ฮ่องเต้แห่งเป่ยฉีจะต้องเป็นเขาเพียงผู้เดียวเท่านั้น"จวินหวงกล่าวอย่างพอเหมาะไม่เหลาะแหละและไม่แข็งกร้าวจนเกินไปในน้ำเสียงใสเย็นคมชัด ทำให้ผู้คนไม่อาจปฏิเสธได้

            รองเสนาบดีนิ่งเงียบไร้วาจาใช้ความคิดไตร่ตรองคำพูดของจวินหวงอยู่ในใจอย่างจริงจังความจริงแล้วในใจก็โน้มเอียงลงมาแล้ว แต่ฉีเฉินก็มีบุญคุณที่ส่งเสริมเขาขึ้นมาในชั่วขณะหนึ่งเขาไม่อาจยอมรับได้ว่าตนเองเป็นผู้เนรคุณคนเช่นนั้น

            ความคิดของเขาเกิดความสับสนไปชั่วขณะไม่อาจตัดสินใจได้

            ราวกับว่าจวินหวงรู้ในสิ่งที่เขาคิด "ใต้เท้าคิดจะยึดถือบุญคุณเป็นใหญ่แล้วละทิ้งแผ่นดินใต้หล้าเช่นนั้นหรือ? มิใช่ว่าใต้เท้าควรเลือกฮ่องเต้ผู้เปี่ยมไปด้วยพระปรีชาสามารถหรือไร?

            รองเสนาบดีเงยหน้าขึ้นมามองหน้าจวินหวงทันที หัวคิ้วขมวดมุ่นครู่ใหญ่ถึงได้เอ่ยวาจาขึ้น "คุณชายเฟิงกล่าวถึงฮ่องเต้ผู้ปรีชาสามารถ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าองค์ชายสี่คือตัวเลือกของการเป็นฮ่องเต้ที่ทรงพระปรีชาสามารถอย่างแท้จริง? มันก็เป็นเพียงแค่การคาดเดาเหมือนกับข้าก็เท่านั้น"

            "เรื่ององค์ชายสี่ทรงห่วงใยประชาราษฎร์เป็นที่ประจักษ์ชัดหากมิใช่เพราะถูกพระมารดาของรัชทายาทและองค์ชายรองให้ร้ายมีหรือองค์ชายสี่จะเก็บเนื้อเก็บตัวขังตัวเองอยู่แต่ในตำหนักในใจของใต้เท้าคงมีคำตอบอยู่แล้ว ผู้น้อยเองก็ไม่สะดวกรั้งอยู่นานต้องขอตัวอำลาไปก่อน" ทันทีที่กล่าวจบจวินหวงก็ประสานมือคารวะแล้วจากไปทันทีไม่เปิดโอกาสให้รองเสนาบดีแก้ต่างหรืออธิบายแม้เพียงครึ่งคำ

            รองเสนาบดีครุ่นคิดอยู่นานในโรงสุรา จนแล้วจนรอดก็ยังคิดหาคำตอบไม่ได้ในตอนท้ายสุดเขาก็เลือกฉีอวิ๋นเพียงแต่สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาในภายหลัง

            ขณะที่จวินหวงกลับมาถึงจวนเฉินอ๋องยังไม่ทันเข้าไปก็ถูกเว่ยเฉี่ยนรั้งตัวไว้ก่อน จวินหวงเขม้นมองเว่ยเฉี่ยน"มีธุระอันใดหรือ?"

            "หวางเหย่เชิญเข้าพบเจ้าค่ะ"เว่ยเฉี่ยนดูเหมือนว่ามีถ้อยคำอยากจะพูด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมาบอกแต่เพียงว่าฉีเฉินรออยู่ที่ห้องโถงใหญ่นานแล้ว หากเขากลับมาแล้วให้ไปพบ

            จวินหวงไม่รู้ว่าฉีเฉินจะมีแผนการร้ายอะไรในใจอีก แต่เวลานี้นางยังไม่สามารถหักหน้าเขาได้จึงได้แต่ตามเว่ยเฉี่ยนไปห้องโถงใหญ่

            ในใจรู้สึกกระสับกระส่ายอย่างไม่มีสาเหตุและแล้วทุกอย่างก็เป็นไปตามคาดหมายฉีเฉินกำลังนั่งอยู่ในตำแหน่งประธานห้องสีหน้าบึ้งตึงนิ้วมือบีบถ้วยชาเอาไว้แน่นราวกับว่าจะบีบมันให้แหลกคามือให้ได้อย่างไรอย่างนั้น

            "หวางเหย่มีธุระสำคัญอันใดหรือ?" จวินหวงเดินเข้าไปแล้วถามขึ้น

            ฉีเฉินได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้นมองจวินหวง "น้องเฟิงไปไหนมาหรือ?"

            "เพียงแค่เดินเล่นไปเรื่อยๆ" ในใจของจวินหวงสงบนิ่งอย่างที่สุดนางแน่ใจว่าเมื่อครู่ที่นางไปหอสุราไม่มีใครพบเห็น จึงไม่รู้สึกเกรงกลัวอะไร

            ฉีเฉินพิศมองเข้าไปในดวงตาที่สว่างสดใสของจวินหวงคล้ายกับจะมองนางให้ทะลุปรุโปร่งก็ไม่ปาน แต่แล้วในที่สุดกลับไม่พบสิ่งผิดปกติจึงวางถ้วยชาลงแล้วกล่าวว่า

            "ได้ยินว่าช่วงนี้คุณชายเฟิงออกไปข้างนอกบ่อยขึ้นเป็นเพราะพบปัญหาอะไรเข้าหรือไม่?"

            จวินหวงส่ายหน้า "ขอบพระทัยหว่างเหย่ที่ทรงห่วงใยผู้น้อยเพียงแค่รู้สึกชมชอบความงดงามของบรรยากาศในเมืองหลวงเท่านั้นเอง" หลังจากกล่าวจบใจนางตระหนักดีว่าไม่ควรปล่อยให้ทิศทางการสนทนาอยู่ในหัวข้อนี้นานนักยิ่งพูดมากรังแต่จะทำให้ฉีเฉินอ่านเส้นสนกลในอะไรออกได้จึงเลี่ยงเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่น"ผู้น้อยได้ยินมาว่าระยะนี้องค์รัชทายาททรงหยาบคายไร้มารยาทกับหวางเหย่อย่างมากมีเรื่องเช่นนี้จริงหรือ?"

            อาจเป็นเพราะว่าจวินหวงพูดสะกิดไปถูกเรื่องที่ทำให้ฉีเฉินขุ่นเคืองใจเป็นที่สุดเข้าเขาจึงลืมเรื่องที่จะถามจวินหวงว่าช่วงนี้กำลังยุ่งอยู่กับธุระอะไรจนหมดสิ้นทุบถ้วยชาในมือแตกกระจาย

            จวินหวงมองดูฉีเฉินใบหน้าบิดเบี้ยว ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างน่ากลัวด้วยความสงบนิ่งสีหน้าเรียบเฉยไม่สะท้านสะเทือนแม้แต่น้อย

            ผ่านไปครู่ใหญ่ ฉีเฉินถึงเงยหน้าขึ้นมามองจวินหวงแล้วถามว่า"ช่วงนี้รัชทายาทชักจะเหิมเกริมขึ้นทุกทีฉีกหน้าเปิ่นหวางต่อหน้าธารกำนัลไม่ว่า หลายต่อหลายครั้งยังทำท่าวางตนสูงส่ง ไม่ไว้หน้าเปิ่นหวางเลยเขาก็แค่อาศัยตนเองว่าเป็นรัชทายาทเท่านั้นแหละหากไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นพี่ชายคนโต ตำแหน่งรัชทายาทจะเป็นเขาไปได้อย่างไรคนอย่างเขาจะรับผิดชอบภาระหน้าที่ยิ่งใหญ่ได้หรือ?”

            "เช่นนั้นหวางเหย่ทรงปรารถนาจะทำสิ่งใด?" จวินหวงเหลือบตาขึ้นมองฉีเฉินรอดูว่าฉีเฉินจะมีความฝันอันทะเยอทะยานและแผนการอันยิ่งใหญ่อะไรกันแน่?

            ฉีเฉินมองมาที่จวินหวง แววตาสังหารพลันผุดขึ้นมาวูบหนึ่งแล้วกลืนหายไปในชั่วพริบตา ในที่สุดก็เอ่ยวาจาออกมา"เปิ่นหวางอยากจะสั่งสอนรัชทายาทสักหน่อย"

            จวินหวงยิ้มเย็นในใจและลอบถอนใจอยู่เงียบๆที่แท้ความทะเยอทะยานของฉีเฉินก็มีเพียงเท่านี้ นางหลุบตาลงครุ่นคิดในที่สุดก็มีความคิดบางอย่างเกิดขึ้นในใจ ริมฝีปากโค้งขึ้นเขยิบเข้าใกล้ฉีเฉินแล้วกระซิบบอกเบาๆ "หวางเหย่หากผู้น้อยจะคิดวิธีการช่วยหวางเหย่ขจัดเสี้ยนหนามตำใจชิ้นนี้ หวางเหย่ทรงมีความคิดเช่นไร?"

            ทันทีที่ฉีเฉินได้ยินคำพูดนี้ถึงกับสะดุ้งมองไปยังสาวใช้ที่ยืนล้อมอยู่รอบด้านในใจเต้นไม่เป็นจังหวะแต่กลับรู้สึกมีความสุขล้นเหลือเขาไล่บรรดาสาวใช้ออกไปจนหมดเกลี้ยง แล้วให้จวินหวงนั่งลงค่อยๆ คุยกันเพียงสองคน

            รอจนผู้คนทั้งหมดออกไปแล้ว ฉีเฉินถึงถามขึ้นอย่างอดใจไม่อยู่"ฟังจากที่คุณชายกล่าวมา แสดงว่ามีแผนการยอดเยี่ยมอะไรแล้ว?"

            น้ำเสียงของเข้ากระตือรือร้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวแม้แต่คำเรียกพี่น้องที่เรียกขานกันมาโดยตลอดก็ลืมสิ้นมือที่จับมือจวินหวงเอาไว้มีอาการสั่นอย่างควบคุมไม่อยู่ดวงตาสดใสเจิดจ้าขึ้นมากมาย

             ในใจของจวินหวงนึกปลงสังเวช ความทะยานอยากของมนุษย์ช่างน่ากลัวนักแม้แต่พี่น้องกันแท้ๆ ยังสามารถลอบกัดกันได้ นางลอบถอนใจอยู่เงียบๆแต่กลับไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ออกมา เพียงแค่พยักหน้า "ข้ามีวิธีการแล้ว แต่จะต้องกระทำโดยมิให้ผู้ใดรู้ได้แต่อย่างไรครั้งนี้คงต้องให้หวางเหย่เป็นผู้ดำเนินการด้วยตนเอง"    

            ฉีเฉินขมวดคิ้วเขม้นมองจวินหวงพยายามไตร่ตรองหาความจริงจากคำพูดของจวินหวงแต่พอคิดได้ว่ากว่าที่จวินหวงจะคิดแผนการออกมาให้ตนได้ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกทั้งจวินหวงยังช่วยตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า ตนเองไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่เชื่อนางหลังจากชั่งน้ำหนักในใจแล้วก็พยักหน้ารับ "คุณชายกล่าวมาได้ถูกต้องหากเรื่องนี้สำเร็จแล้วเปิ่นหวางสัญญาว่าจะมอบทั้งสาวงามและทรัพย์สินเงินทองให้คุณชายถึงเวลานั้นขอเพียงคุณชายอย่าได้ปฏิเสธ"

            จวินหวงเพียงแค่หัวเราะ รินน้ำชาให้ตนเองแล้วจิบไปคำหนึ่งแต่กลับไม่ได้พูดอะไร รอให้ฉีเฉินเป็นฝ่ายอดรนทนไม่ได้ต้องถามตนเองก่อน

            ฉีเฉินเห็นจวินหวงนิ่งเงียบไม่พูดอะไรอยู่นาน ก็กระวนกระวายใจอย่างมากสุดท้ายก็อดใจไม่ไหวถามขึ้น "คุณชายโปรดบอกมาเถอะว่ามีวิธีการอะไรที่จะกำจัดรัชทายาทอย่างเงียบเชียบได้"

            "คิดอยากจะกำจัดรัชทายาท วิธีการเรียบง่ายมากคนอย่างรัชทายาทก็เพียงแค่มักมากในกามารมณ์เท่านั้น"จวินหวงจิบชาเข้าไปหนึ่งคำ แล้วค่อยๆ พูดอย่างไม่รีบร้อน

            ฉีเฉินคิ้วขมวด ไม่ค่อยเข้าใจว่าที่จวินหวงพูดหมายความว่าอย่างไร"คุณชายโปรดอธิบายให้แจ่มแจ้ง"

            จวินหวงก็ไม่พูดอ้อมค้อมกับฉีเฉินอีก นางวางถ้วยชาในมือลงแล้วเริ่มอธิบาย"รัชทายาทเป็นบุรุษมักมาก ตอนนี้หากอยากจะคิดกำจัดโดยไม่ทิ้งร่องรอยมีเพียงใช้แผนหญิงงามเท่านั้น ผู้น้อยพเนจรอยู่ในโลกภายนอกมานานหลายปีพบเจอเรื่องราวแปลกประหลาดบุคคลพิสดารมาก็ไม่น้อยทั้งยังได้รับคำชี้แนะจากปรมาจารย์ท่านหนึ่งจนมีความรู้เรื่องพิษมาบ้างข้าน้อยสามารถปรุงยาพิษชนิดหนึ่ง พิษชนิดนี้สามารถเอาชีวิตของรัชทายาทได้ในฉับพลันเพียงแต่ว่า..."

            "เพียงแต่ว่าอะไร? คุณชายมีอะไรก็อธิบายมาให้กระจ่างเถิด"ฉีเฉินยิ่งร้อนใจขึ้นเรื่อยๆ จ้องมองจวินหวงไม่ละสายตา

            "ตอนนี้ยังขาดสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบของยาอีกชนิดหนึ่ง หากไม่มีมันก็เสียแรงเปล่าดั่งใช้ตระกร้าไม้ไผ่ตักน้ำเท่านั้นเอง" จวินหวงกล่าวพลาดทอดถอนใจ

            ฉีเฉินใจร้อนเป็นไฟ ดึงมือของจวินหวงเอาไว้พลางขมวดคิ้ว"คุณชายบอกข้ามาได้เลยว่าขาดสมุนไพรชนิดใด หากในจวนเฉินอ๋องไม่มีก็ยังสามารถไปเสาะหาจากที่อื่นได้"

            "สมุนไพรชนิดนี้ในจวนของหวางเหย่ก็มี" จวินหวงเหลือบตามองฉีเฉินชั่วพริบตาหนึ่งในดวงตาก็พลันมีประกายเจ้าเล่ห์ฉายวาบออกมาเพียงแต่ฉีเฉินไม่ทันสังเกตเห็น

            "เป็นสมุนไพรชนิดใด เปิ่นหวางจะให้คนไปเอาเดี๋ยวนี้"

            จวินหวงลุกขึ้นยืนราวกับกำลังใช้ความคิด ผ่านไปชั่วครู่ถึงค่อยๆ พูดออกมา"หลายวันก่อนฮ่องเต้ทรงพระราชทานฉานโต้ว[1] ให้หวางเหย่กล่องหนึ่งพืชชนิดนี้แม้ว่าจะกินเป็นอาหารได้ แต่เพียงแค่ผสมกับตัวยาชนิดอื่นลงไปก็สามารถกลายเป็นพิษร้ายแรงได้"

            เนื่องจากสภาพภูมิประเทศของเป่ยฉี ไม่ใช่แหล่งเพาะปลูกฉานโต้วพืชชนิดนี้บอบบางล้ำค่า จากสภาพอากาศที่รุนแรงของเป่ยฉี ฉานโต้วสามารถตายได้ในทันทีฉานโต้วที่มีในเป่ยฉีล้วนเป็นบรรณาการที่แคว้นอื่นส่งมาให้และเป็นสิ่งของที่หาได้ยากยิ่ง มีเพียงฮ่องเต้เท่านั้นถึงจะได้ลิ้มรสหลายวันก่อนพอมีบรรณาการส่งมา ฮ่องเต้ก็ทรงพระราชทานเป็นรางวัลให้แก่ฉีเฉินให้เขาได้ลิ้มลองแต่ฉีเฉินไม่ชอบกินของพวกนี้มาแต่ไหนแต่ไรจึงทิ้งไว้เฉยๆ ในจวน

            "คุณชายเอาไปได้เลยเดี๋ยวอีกสักครู่ข้าจะให้คนนำของไปส่งให้คุณชาย" ฉีเฉินหัวเราะอย่างเบิกบานใจจวินหวงพยักหน้า ไม่คิดว่าเพื่อขึ้นเป็นรัชทายาทแล้วฉีเฉินจะเต็มใจทำให้ทุกอย่างได้ถึงเพียงนี้

            ทั้งสองคนสนทนากันอีกครู่หนึ่ง จวินหวงก็ลุกขึ้นขอตัวอำลาแล้วฉีเฉินก็ให้คนนำฉานโต้วไปส่งให้จวินหวง

            ตอนที่จวินหวงได้รับฉานโต้วยังเกือบจะหัวเราะออกมาคนแบบนี้ไม่อาจเป็นรัชทายาทได้จริงๆนางถอนใจให้กับฉีเฉินที่มีความทะเยอทะยานแต่ประมาท ฉลาดแต่ไม่เฉลียว ใครๆ ก็รู้ว่านอกจากฮ่องเต้แล้วก็มีแค่จวนเฉินอ๋องเท่านั้นที่มีฉานโต้วในครอบครองฉานโต้วเม็ดเล็กๆ เม็ดหนึ่งหากเพิ่มเข้าไปในตัวยา ไม่นานก็จะถูกตรวจสอบพบถึงเวลานั้นเรื่องราวจะเป็นอย่างไรเกรงว่าฉีเฉินคงคิดไม่ถึงแน่นอน

            หลังจากไม่ได้กินไม่ได้นอนมาหลายวัน ในที่สุดจวินหวงก็ปรุงยาออกมาได้สำเร็จเดิมทีคิดจะให้เว่ยเฉี่ยนนำไปให้ฉีเฉินแต่ไม่คิดว่าฉีเฉินจะอดทนรอไม่ไหวมาหาถึงที่ด้วยตนเอง

            "น้องเฟิงปรุงยาเสร็จเรียบร้อยแล้วหรือ?" ฉีเฉินยังไม่ทันเข้ามาในเรือน เสียงก็ลอยเข้ามาแล้ว จวินหวงวางขวดกระเบื้องเคลือบสีขาวในมือลง แล้วค่อยเดินออกไปอย่างช้าๆ

            "ผู้น้อยรอหวางเหย่เสด็จมาอยู่นานแล้ว" จวินหวงยิ้มอย่างชืดชานางเชิญฉีเฉินเชิญเข้ามาในห้องรินน้ำชาให้เขาแล้วถึงหยิบขวดกระเบื้องเคลือบบนโต๊ะขึ้นมา แล้วกล่าวกับฉีเฉิน"ยาน้ำในขวดนี้เป็นยาที่ข้าน้อยปรุงขึ้นมา เพียงแค่กินเข้าไปจะเสียชีวิตทันที"

            แม้แต่ชาฉีเฉินก็ไม่ดื่มแล้ว เขาวางถ้วยชาลงและรับขวดกระเบื้องเคลือบมาในดวงตาเป็นประกายด้วยความรู้สึกทึ่ง "มันวิเศษถึงเพียงนี้จริงหรือ?"

            จวินหวงพยักหน้า "สมุนไพรนี้อานุภาพรุนแรงมากหวางเหย่ควรจะต้องระวังสักหน่อย"

            ตอนแรกฉีเฉินคิดจะเอาขึ้นมาดมแต่พอได้ยินอย่างนี้ก็รีบวางขวดลงอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าจู่ๆเขาจะคิดอะไรขึ้นมาได้ แล้วก็ปรบมือขึ้นทันใดนั้นหญิงสาวสวมอาภรณ์โปร่งบางเบาสีชมพูค่อยๆ เดินเข้ามาเสียงกระพรวนที่ข้อเท้าใสกังวาน เพียงชั่วอึดใจภายในห้องราวกับมีกลิ่นหอมลึกลับอบอวลไปทั่ว

            "น้องเฟิงคิดว่าสตรีผู้นี้เป็นอย่างไร?" ฉีเฉินถาม

            จวินหวงมองพิจารณาหญิงสาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ขนงเนตรดุจภาพวาดนัยน์ตาเชื่อมหวานปานดอกท้อ ยามช้อนตามองชดช้อยเปี่ยมเสน่ห์เรือนผมสีดำสนิทมุ่นขึ้นเป็นมวยผมปักด้วยปิ่นไม้ดูเรียบง่ายแต่ไม่เสียความมีเสน่ห์เย้ายวน "ยอดหญิงรูปโฉมงดงามเช่นนี้คงจะมีเพียงไม่กี่คนในใต้หล้า"

            ฉีเฉินได้ยินดังนั้นก็หัวเราะราวกับว่าคนที่จวินหวงเอ่ยชมอยู่นั้นเป็นตัวเขาเสียเองเขามองสตรีผู้นั้น จากนั้นก็หันมามองจวินหวง แล้วลูบคางอย่างครุ่นคิดพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "หากน้องเฟิงเกิดเป็นสตรีถึงจะเรียกว่าเป็นโฉมสะคราญที่งามเพริศพริ้งอย่างแท้จริงสตรีที่ดีแต่แต่งตัวเฉิดฉายพวกนี้ย่อมเปรียบเทียบมิได้แต่เสียดายที่น้องเฟิงเป็นบุรุษ"พูดจบเขายังทอดถอนใจออกมาราวกับว่าสิ่งนี้ไม่ยุติธรรมกับจวินหวงอย่างไรอย่างนั้น 

     

     

     

             

             

             

             

    ……………………………………….………………………………………………………………………

            [1] ฉานโต้ว หมายถึง ถั่วปากอ้า

    คล้ายกับเรื่องลิขิตหงสาเหนือปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน