หลังเลิกงานเมคินกับทิวาก็มาทานอาหารที่ร้านประจำอย่างเคย วันนี้บอสหนุ่มเป็คนโทรสั่งอาหาร เขาเลือกต้มยำปลาแม่น้ำ ยำถั่วพู ปีกไก่น้ำแดง และห่อหมกทะเลมะพร้าวอ่อน
“ไม่อร่อยเหรอ”
ปกติแล้วทิวาจะชอบอาหารรสจัดแบบนี้ ทุกครั้งชายหนุ่มจะทานไปด้วยยิ้มไปด้วย แต่วันนี้นอกจากจะทานน้อยกว่าทุกวันแล้วรอยยิ้มก็แทบไม่มีให้เห็น
“อร่อยครับ”
“แต่ท่าทางของนายไม่ใช่แบบนั้นนะ เป็อะไรหรือเปล่า หรือว่าเครียดเื่งาน”
“ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ผมแค่ปวดท้องนิดหน่อย”
“ไปหาหมอไหม”
ปกติเป็คนขาวอยู่แล้วแต่ตอนนี้หน้าชายหนุ่มซีดจนน่าใ
“ไม่ต้องหรอกครับ ปวดท้องแค่นิดหน่อยเอง เดี๋ยวขากลับแวะตรงร้านขายหน้าหน้าคอนโดหน่อยได้ไหมครับ ผมว่าจะซื้อยาสักหน่อย”
“ได้สิ แต่ถ้าไม่ไหวก็ต้องรีบออกนะ อย่าฝืน”
“ครับพี่”
ทิวาทานต่ออีกนิดเพราะเห็นว่าอีกคนทานไปยังไม่เยอะ ถ้าหยุดตอนนี้ก็รู้ว่าเมคินนั้นคงยังไม่อิ่ม แต่ยิ่งทานก็ยิ่งปวดท้อง สุดท้ายก็เลยต้องวางช้อนกับส้อมลง
“พี่คิน ไม่ต้องรีบนะครับ ผมไม่เป็อะไรมาก”
“เห็นหน้าเป็แบบนี้ใครจะกินลง” เมคินมาได้ตำหนิหรือไม่พอใจแต่เขาห่วงอีกคนจนทานอะไรไม่ลงเหมือนกัน
พอจ่ายเงินค่าอาหารแล้วเขาก็เป็คนขับรถกลับ และไม่ลืมแวะที่ร้านขายยาตามที่ทิวาบอก
“ผมลงไปซื้อเองครับ”
“ไหวแน่นะ”
“สบายมากครับ” ทิวารีบบอกแล้วลงไปจากรถ
เขาเล่าถึงอาการปวดท้องให้เภสัชกรฟังก็ได้ยาเคลือบกระเพาะมาหนึ่งขวดและยาแก้ปวดอีกหลายเม็ด จากนั้นก็วิ่งกลับมาที่รถ รีบทานยาโดยไม่รอให้ถึงคอนโดเพราะตอนนี้อาการปวดรุนแรงจนหายใจก็รู้สึกถึงความเ็ป
“ไม่ไปโรงพยาบาลแน่นะ” เมคินถามอีกครั้ง
“ไม่เป็ไรครับ เภสัชบอกว่าทานยาสองตัวนี้ อีกครึ่งชั่วโมงก็คงจะดีขึ้น”
“นายไปทำอะไรมาถึงได้ปวดท้องอย่างนี้ พี่ว่าทานข้าวไม่ตรงเวลาใช่ไหม พี่ว่าจะถามหลายวันแล้วว่ามื้อกลางวันนายไปทานที่โรงอาหารบ้างไหม”
เพราะ่นี้งานเขายุ่งตลอดเลยไม่ได้ออกไปทานอาหารข้างนอก บางวันก็ประชุมเสร็จบ่าย แต่พอกลับมาที่ห้องก็มีอาหารรออยู่แล้ว
“ไปครับ”
เมคินถามยาวยืด แต่อีกคนตอบสั้นและไม่กล้าสบตา เพราะที่จริงแล้วเขาเอาแต่นั่งเฝ้าหน้าห้อง บางวันก็ทานแค่คุกกี้เท่านั้น แม้จะสลับกับคุณวีณาไปทานอาหารกลางวัน แต่เขาก็ไม่ลงไปทานเพราะคิดว่าว่าถ้าบอสออกจากห้องประชุมมาแล้วมีงานด่วนเขาจะได้รีบจัดการได้ทันที
เห็นท่าทางของทิวาแล้วเมคินก็เลิกบ่น แต่หลังจากนี้คงต้องกำชับเื่ทานอาหารให้ตรงเวลากับคนที่นั่งหน้าซีดอยู่ข้างๆ อย่างจริงจังสักที
พอถึงคอนโดทิวาก็รู้สึกดีขึ้น ใบหน้าซีดกลับมามีเืฝาดอีกครั้ง ลำตัวที่งอเหมือนกุ้งตอนอยู่ในรถก็กลับมาตั้งตรงเหมือนเดิม
“ผมหายแล้ว” พูดพร้อมกันมาบอกคนตัวโตที่ทำทีจะประคอง
“หายก็ดีแล้ว”
คืนนี้เมคินไม่ได้เข้าไปนั่งทำงานในห้องเพราะอยากใครทิวาได้นอนพัก เขานั่งดูรายงานอยู่บนเตียงกว้างใจหนึ่งอยากเข้าไปถามว่ายังปวดท้องอยู่ไหม แต่พอคิดว่าจะเป็การรบกวนก็เลยได้แต่นั่งกังวลอยู่คนเดียวในห้อง
พอเริ่มง่วงก็ปิดไฟนอน ก่อนจะสะดุ้งตื่นอีกทีตอนที่ได้ยินเคาะประตู เขารีบพุงตัวลงจากเตียงทันที
“ทิว”
“พี่ ผมไม่ไหวแล้ว พาไปโรงพยาบาลหน่อยได้ไหม” ทิวาหน้าซีดเหงื่อผุดเต็มใบหน้า เขาคิดว่ายาที่ทานเข้าไปคงช่วยได้ แต่พอนอนไปได้สักพักอาการปวดท้องก็กลับมาอีก ตอนแรกคิดจะทานยาเพิ่มแต่เภสัชกรก็แนะนำว่าถ้ายังไม่ครบหกชั่วโมงก็ห้ามทานยาเพิ่มและควรไปโรงพยาบาล
“ได้สิ”
เ้าของห้องคว้ากระเป๋าเงินและโทรศัพท์ก่อนจะประคองคนที่ยืนหน้าซีดเหงื่อผุดเต็มใบหน้าออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว
เมคินเดินวนอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน สายตาจดจ้องไปยังประตูบานเลื่อน พยายามปลอบใจตัวเองว่าทิวาคงไม่เป็อะไรมาก เพราะในห้องนั้นมีทั้งหมอและพยาบาลอยู่เต็มไปหมด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอดห่วงไม่ได้
พอประตูบานเลื่อนเปิดออกเขาก็ตรงเขาไปหาพยาบาลทันที
“คุณเป็ญาติคนไข้ที่ปวดท้องใช่ไหมคะ”
“ครับ คนไข้เป็ยังไงบ้าง ผมเข้าไปข้างในได้ไหม”
“ตอนนี้หมอสั่งยาฉีดแก้ปวดไปแล้ว เดี๋ยวคงอาการดีขึ้น แต่หมออายให้นอนพักสักหนึ่งคืนพรุ่งนี้จะได้ส่องกล้องตรวจเพิ่ม รับกวนญาติไปทำเื่จองห้องได้ไหมคะ”
เมคินพยักหน้าและเดินตามเ้าหน้าที่อีกคน พอทำเื่เสร็จทิวาก็ถูกเข็นออกมาจากห้องฉุกเฉินพอดี
“ดีขึ้นไหม”
“ดีขึ้นแล้วครับ ผมว่าไม่ต้องนอนก็ได้”
“นายเป็หมอเหรอ” เมคินทำเสียงไม่พอใจ
ทิวาหน้าจ๋อยเพราะน้ำเสียงของเมคินดูจริงจังจนไม่กล้าพูดอะไรต่อ
“ถ้า้าความช่วยเหลือ หรือมีอาการผิดปกติ กดออดเรียกนะคะ” พยาบาลวันกลางคนบอก
“ครับ ขอบคุณครับ” เมคินเดินไปปิดประตู หลังจากที่พยาบาลและพนักงานแปลออกจากห้องไปแล้ว
“พี่คินครับ”
“มีเื่อะไรค่อยคุยกันพรุ่งนี้นะ นายควรพักผ่อน”
“ผมแค่จะบอกว่าขอบคุณครับ”
“อือ นอนได้แล้ว” เมคินล้มตัวลงนอนบนโซฟา หยิบผ้าห่มคลุมถึงหน้าอก
“พี่คินจะนอนที่นี่เหรอครับ”
ไม่มีเสียงตอบกลับมาเขารู้ว่าเมคินยังไม่หลับแต่คงไม่อยากคุยต่อ เดาว่าอีกคนคงง่วงเขาเองก็ง่วงมาแล้วเหมือนกัน
รู้ตัวตื่นอีกทีก็ตอนที่พยาบาลเข้ามาวัดความดันในตอนเช้า เขามองหาผู้ชายตัวโตที่นอนอยู่บนโซฟาเมื่อคืนแต่ก็ไม่มีแม้แต่เงา
พอพยาบาลออกไปแล้วก็เข้าห้องน้ำ รอเวลาหมอเ้าของไข้มาตรวจอีกครั้ง
“เช้านี้อย่าเพิ่งทานอะไรนะครับ 9 โมงเช้าจะมีพนักงานพาไปส่องกล้องตรวจดูว่ามีแผลหรือมีเืออกตรงไหนหรือเปล่า”
“แล้วผมจะออกโรงพยาบาลได้ตอนไหนครับ” เขาอยากรีบกลับไปทำงาน
“ผมขอดูผลส่องกล้องก่อนถึงจะให้คำตอบได้”
“ครับ”
ทิวานั่งทำหน้าเซ็งเพราะเมื่อคืนรีบออกมาเลยไม่ได้หยิบอะไรติดมือมาสักอย่าง จะโทรหาเมคินก็จำเบอร์ไม่ได้
“เฮ้อ” ชายหนุ่มถอนหายใจ เหลือเวลาอีกเกือบชั่วโมงถึงจะได้ไปตรวจ เขากดรีโมตดูข่าวฆ่าเวลาไปเรื่อย
ประตูห้องพักเปิดออกพร้อมร้างสูงใหญ่ในสูททันสมัย ในมือมีกระเป๋าเอกสาร
“พี่คินกินอะไรหรือยัง”
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า เดี๋ยวพี่หากินเองได้ แล้วนายเป็ไงบ้าง ยังปวดท้องอยู่ไหม”
“ดีขึ้นแล้วครับ วันนี้พี่คินมีประชุมนะครับ ถ้าส่องกล้องเสร็จผมจะรีบกลับ”
“ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ งานไม่หนีไปไหนหรอก พี่ให้นายลาหายแล้วค่อยกลับไปทำ”
“ผมไม่อยากลาเลย ยังอยู่ใน่ทดลองงานด้วยซ้ำ”
“บริษัทไม่ใจร้ายขนาดนั้นหรอกน่า นายป่วยจริงพี่ก็เห็นอยู่”
“ขอโทษนะครับ ผมไม่น่าทำให้พี่ลำบากเลย”
“พี่ไม่ได้ลำบากอะไร คนที่ป่วยก็คือนาย แล้วต่อไปทานข้าวให้ตรงเวลาด้วย”
“ครับ”
“พี่จะไปทำงานแล้ว เดี๋ยวจะลองถามพยาบาลที่หน้าเคาน์เตอร์ให้ว่ามีใครรับจ้างมาเฝ้าไข้ไหม”
“พี่ ผมอยู่คนเดียวได้”
“แน่ใจจะว่าอยู่คนเดียวได้”
“ได้สิ พี่คินเอาไอแพดกับโทรศัพท์ผมมาด้วยใช่ไหม”
เขาหยิบไอแพดกับสมาร์ทโฟนออกจากกระเป๋าแล้วส่งให้
“ที่พี่ให้เพราะกลัวเหงานะ ไม่ใช่แอบนั่งทำงานอะไรอีกล่ะ”
“ผมมีรายงานของเมื่อวานยังสรุปไม่เสร็จเลยครับ พี่คินต้องใช้เข้าประชุมพรุ่งนี้”
“ส่งไฟล์มาเดี๋ยวพี่อ่านเอง”
“แต่..”
“อย่าดื้อ”
“ผมไม่ได้ดื้อนะ”
“ถ้าไม่ดื้อจะมานอนปวดท้องแบบนี้เหรอ”
พอโดนเขาว่าอีกครั้งทิวาก็ทำหน้าจ๋อย มาดเลขาสุดเท่แทบไม่มีเหลือ
“ผมขอโทษที่เป็ภาระ”
“ไม่ได้บอกสักหน่อยว่าเป็ภาระ ที่ดุเพราะห่วง” น้ำเสียงดุเมื่อครู่กลับมาเป็ห่วงใยอีกครั้ง
“ขอบคุณครับ ผมรู้ว่าพี่ห่วง ต่อไปจะทานข้าวให้ตรงเวลา”
“อือ ดีแล้ว พี่ไปก่อนนะ เลิกงานจะมาหา”
“ครับ อ้อ พี่คินอย่าลืมทานอาหารเช้าด้วยนะครับ เดี๋ยวผมบอกคุณวีณาสั่งให้”
แม้ตัวเองจะนอนป่วยแต่ก็อดห่วงอีกคนไม่ได้เพราะรู้ว่าถ้าเมคินอยู่คนเดียวคงไม่ทานอะไรตอนเช้านอกจากกาแฟอย่างแน่นอน