“พี่ชาย ท่านจะไปที่ใด?”
แขนขาน้อยๆ ไฉนจะวิ่งทันเด็กหนุ่ม แม้เยี่ยนเจาเจาจะสาวเท้าเร็วแค่ไหนก็ตามหนานหมิงเหอที่ตัวสูงขายาวไม่ทันอยู่ดี
เจียงเหยียนตามเยี่ยนเจาเจาอยู่ห่างๆราวกับตั๊กแตนตามจับจักจั่น [1] ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ
เมื่อเยี่ยนเจาเจามองไม่เห็นร่างของหนานหมิงเหออีกต่อไป นางจึงได้หยุดและกระทืบเท้าด้วยความโกรธ“พี่ชาย เหตุใดจึงวิ่งเร็วเช่นนี้!”
แต่ชั่วจังหวะนี้เองที่เยี่ยนเจาเจาตระหนักได้ว่านางออกห่างจากฝูงชนแล้วเสียงดังจอแจถูกนางทิ้งไว้ข้างหลัง กลุ่มคนต่างล้อมปริศนาโคมไฟอยู่ทางโน้นรอบกายเหลือเพียงไม่กี่คนเท่านั้น
รอบบริเวณเสมือนเป็นลานโล่งมืดมิด แยกไม่ออกว่าที่ใดเป็นที่ใดกระทั่งทางมายังหาไม่พบ
เด็กน้อยหวั่นวิตกอย่างสมบูรณ์ นางถอดหน้ากากของตนเองออกใบหน้าราวกับกำลังจะร้องไห้ หันซ้ายหันขวา“พี่ชายท่านไปไหนแล้ว?”
มีเพียงเสียงสะท้อนก้องตอบนางกลับมา
เสียงสะท้อนนี้ทำให้นางรู้สึกหวาดกลัว เด็กน้อยยังคงเป็นเด็กน้อยอยู่วันยังค่ำน้ำตาพลันไหลลงมา แลดูน่าสงสาร
“อย่าร้อง ข้ารู้ว่าพี่ชายเจ้าอยู่ที่ใดข้าพาเจ้าไปดีหรือไม่?”
เจียงเหยียนเดินเข้ามาหานาง
น้ำเสียงเขายังคงสุภาพอ่อนโยนราวกับแฝงความจนปัญญาเล็กน้อยระคนล่อลวง
เยี่ยนเจาเจาพยักหน้าอย่างขอไปทีเจียงเหยียดกอดเยี่ยนเจาเจาไว้ในอ้อมแขน หลังจากอุ้มนางขึ้นมาก็เดินผ่านเข้าไปในตรอกแคบๆ อย่างคุ้นเคย
เงาดำประปรายพาดผ่านไปมาด้านหลัง เป็นวัวเทียมเกวียนบรรทุกฟืนหลายชั้นที่ควบมาเสียงดังครืดคราดปิดเส้นทางเข้าตรอกอย่างแน่นหนา
อาจเป็นเพราะแม่นางน้อยกำลังตื่นกลัวแขนทั้งสองจึงกำคอเสื้อเจียงเหยียนแน่น และมุดศีรษะเข้าไปบนไหล่เขาเจียงเหยียนรู้สึกได้ถึงความชื้นจางๆ ทะลุผ่านอาภรณ์ผ้าไหมแท้หลายชั้น
เด็กน้อยช่างขี้แยเสียจริง
ท่ามกลางความมืด มองเห็นสีหน้าเจียงเหยียนไม่ชัดทว่าเสียงลมหายใจหนักหน่วงก็เปิดโปงความรู้สึกนึกคิดของเขาแล้ว
เขาสัมผัสได้เพียงกลิ่นหวานหอมหยาดเยิ้มที่โชยออกมาจากร่างเยี่ยนเจาเจาซึ่งเป็นกลิ่นที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน
เจียงเหยียนอุ้มเยี่ยนเจาเจามาข้างลานเล็กๆที่แง้มประตูเรือนไว้ครึ่งหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะถีบประตูเปิดออก
“ดูสิ นั่นไม่ใช่พี่ชายของเจ้าหรือ?”
คนที่ยืนอยู่ตรงกลางลานเรือนเป็นหนานหมิงเหอจริงๆ
เขาสวมชุดผ้าไหมสีเดียวกับของเยี่ยนเจาเจาพัดจีบสีหยกในมือที่ไม่รู้ว่ากำไว้ตั้งแต่เมื่อไร กำลังเคาะลงบนฝ่ามือตนเองเบาๆ
“พี่ชาย!”
เยี่ยนเจาเจาหัวเราะทั้งน้ำตา
แต่นางกลับพบว่าตนเองดิ้นหลุดออกจากแขนของเจียงเหยียนไม่ได้
“คุณชายเจียง?”
เยี่ยนเจาเจาหันตัวกลับไปมองเจียงเหยียนด้วยความตกใจทั้งที่ยังสะอึกสะอื้นดวงตากลมโตสั่นเครือเปื้อนคราบน้ำตา
“เจ้าเห็นชัดเจนแล้ว นั่นคือพี่ชายเจ้าใช่หรือไม่?”
อาจเพราะความปรารถนากำลังจะเป็นจริงเจียงเหยียนจึงปล่อยเยี่ยนเจาเจาออกจากอ้อนแขนอย่างใจดี
เยี่ยนเจาเจาขมวดคิ้วจ้องคนเบื้องหน้าแล้วสังเกตอย่างระมัดระวัง เป็นพี่ชายรองของตนเองตั้งแต่หัวจรดเท้าจริงๆ
“ฮ่วนซิน วันนี้เจ้าปลอมตัวได้ไม่เลวกลับไปจะตกรางวัลให้เจ้าอย่างงาม!”
ในที่สุดเจียงเหยียนก็กระชากหน้ากากสุภาพชนบนใบหน้าออกเขาหัวเราะไปสองคำรบ พยายามจะดึงเยี่ยนเจาเจาเข้าสู่อ้อมอกตน
“หน้ากากผิวหนังมนุษย์ของเจ้าเหมือนจริงขึ้นทุกวันเยี่ยม เยี่ยมมาก!”
“ใช่หรือไม่เล่า”
หนานหมิงเหอสะบัดมือเก็บพัดหยก เสียงดัง “ฟึบ” ทันใดนั้นเจียงเหยียนก็รู้สึกว่าข้อมือที่ยื่นไปหาเยี่ยนเจาเจาเจ็บแปลบจึงหดมือกลับมาทันที
หนานหมิงเหอก้าวเข้ามาสองก้าว แล้วดึงเยี่ยนเจาเจาไปไว้ด้านหลังของตนอย่างนุ่มนวลริมฝีปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย “คุณชายรองเจียงรบกวนท่านดูแลน้องเล็กของข้า แต่เกรงว่าท่านจะจำคนผิดแล้ว”
น้ำเสียงเขาราบเรียบเยือกเย็น รอยเย้ยหยันแทบจะตีแสกหน้า
“คุณชายรองเจียง อายุยี่สิบเอ็ดปีเสเพลแต่กำเนิด ชื่นชอบการลวนลามเด็กสาว ทุกครั้งที่พบของถูกใจต้องพากลับไปด้วยใช่หรือไม่?”
ดวงตาหนานหมิงเหอไร้อารมณ์อย่างสิ้นเชิงเขาเอ่ยวาจาเหล่านี้ออกมาทีละท่อน ราวกับกำลังท่องกวียอดเยี่ยมบทหนึ่งทว่าความเหยียดหยามเย้ยหยันสอดแทรกอยู่ในทุกคำพูดจนเจียงเหยียนสั่นระริกไปทั้งตัวอย่างอดไม่ได้
เขาคัดลอกประวัติของเจียงเหยียนมาหมดเปลือก
เยี่ยนเจาเจากลับยิ้มตาหยี
“พี่ชาย จบแล้วหรือ?”
“อืม”
“พี่ชายสุดยอดจริงๆ”
น้ำตาในดวงตาเยี่ยนเจาเจาหยุดไหลชะงัดความระแวงไร้เดียงสาบนดวงหน้าเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความสงบนิ่งผิดปกติแทบจะในทันที
“อย่าพูดถึงมันเลย ฮ่วนซินอะไรนั่นแต่งหน้าพอใกล้เคียงอยู่ แต่พี่ชายรองของข้าสูงส่งโดดเด่น เขาหรือจะเลียนแบบได้? วาดเสือไม่เหมือน กลับคล้ายสุนัข [2]”
ฉับพลันรอยยิ้มของเจียงเหยียนพลันแข็งค้าง
สองคนนี้หมายความว่าอย่างไร?
“ฮ่วนซิน ฮ่วนซิน!”
เจียงเหยียนรู้สึกเริ่มปวดศีรษะ เขายกมือขึ้นนวดขมับที่ปวดตุบๆของตัวเองอย่างทนไม่ไหว พลางตะโกนเสียงดัง
“นักแสดงชำนาญเลียนแบบหน้าตาที่เจ้าตามหากลัวจนกระโดดลงบ่อน้ำไปแล้ว”
หนานหมิงเหอเหน็บพัดหยกที่ข้างเอวกอดเยี่ยนเจาเจาด้วยแขนข้างหนึ่ง และค่อยๆใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดคราบน้ำตาที่เพิ่งไหลอาบบนใบหน้านาง
เจียงเหยียนตกใจ ถอยหลังไปสองก้าวสายตามองหนานหมิงเหอราวกับเห็นสัตว์ประหลาด
อาจเพราะสติพร่ามัวไม่ชัดเจน ความหุนหันพลันแล่นที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจคนเราจึงรุนแรงขึ้นเจียงเหยียนเกือบจะฉวยไหสุราที่วางระเกะระกะในลานเรือนขว้างใส่หนานหมิงเหอโดยไม่รู้ตัว
หนานหมิงเหอโค้งเอวลงเล็กน้อย ไม่เงยหน้าขึ้นสักนิดแต่ปลายเท้ากลับสะบัดเบาๆ เตะเศษกระเบื้องบนพื้นที่แตกกระเด็นอย่างรุนแรงกระเบื้องแผ่นนั้นกระแทกลงกลางอกเจียงเหยียน
ไม่ว่าเจียงเหยียนจะเหิมเกริมไร้ศีลธรรมเพียงใดก็เป็นแค่คุณชายคนหนึ่งจะรับแรงของหนานหมิงเหอไหวได้อย่างไร จึงโดนเศษกระเบื้องชนจนถอยหลังยาวหลายก้าวและเสียหลักล้มคะมำทันที
คนมารยาททรามเมื่อครู่เลือนหายไปแล้ว เจียงเหยียนในเวลานี้จนตรอกสุดๆ
ไม่รู้เป็นเพราะโลหิตพลุ่งพล่านจากการเคลื่อนไหวหรืออะไรเจียงเหยียนถึงรู้สึกเวียนหัวตาลายยิ่งกว่าเดิม
ลำคอแห้งผาก ช่องท้องราวกับมีเพลิงลุกไหม้
“น้องสาวกำลังรอเจ้าอยู่ที่เรือนเจ้าอยากกลับไปหานางหรือไม่?”
หนานหมิงเหอเช็ดใบหน้าเยี่ยนเจาเจาจนสะอาด แล้วปรายตามองคนที่ล้มขดตัวบนพื้นอย่างไร้ปรานี
เจียงเหยียนเริ่มหูอื้อ เขาได้ยินเสียงรอบตัวไม่ชัดเจนนักได้ยินเพียงเสียงหัวใจตนเต้นรัวเร็วขึ้นเรื่อยๆ
ถ้าเขาเดาไม่ผิด เขาน่าจะถูกวางยาแล้ว และเวลานี้เองเจียงเหยียนถึงนึกขึ้นได้ว่าตอนเยี่ยนเจาเจาซบไหล่เขาร้องไห้
เขารู้สึกว่าสาวน้อยมีกลิ่นหอมบนตัวนาง เกรงว่าจะเป็นกลิ่นนั่น!
แต่ความคิดของเขาหยุดชะงักลงตรงนี้จากนั้นทั้งหมดก็ถูกกลืนหายไปกับเปลวเพลิงที่ลุกลามทั่วร่างกาย
“หากเขายืนไม่ได้ ต่อให้ต้องลากก็ต้องเอาเขาเข้าไปในห้องนั้น”
ไม่รู้ว่าหนานหมิงเหอพึมพำออกคำสั่งกับใคร หลังจากกล่าวจบเขาก็อุ้มเยี่ยนเจาเจาเดินออกไปโดยไม่หันกลับมา
เยี่ยนเจาเจาเกาะไหล่หนานหมิงเหออย่างเบื่อหน่ายพยายามจะชะโงกหัวกลับไปมอง แต่หนานหมิงเหอปิดตาของนางไว้ “น่าดูมาก แต่อย่ามองดีกว่า”
ความจริงเยี่ยนเจาเจายังไม่ทันได้รู้วิธีที่หนานหมิงเหอจัดการกับเจียงเหยียนก็สงสัยว่าหนานหมิงเหอออกคำสั่งกับใครยิ่งกว่า แต่หนานหมิงเหอไม่ยอมให้นางมองนางจึงได้ยินเพียงเสียงคนเดินในลานเรือน สลับกับเสียงครางต่ำอย่างเจ็บปวดของเจียงเหยียนเลือนราง
จากนั้นประตูก็เปิดออก มีเสียงร้องครวญครางเช่นเดียวกันอยู่ข้างในแล้วปิดดัง “ปัง” ตามหลังเสียงทั้งสองพลันเงียบหายไปหลังประตู
“พี่ชาย ข้าขอดูหน่อย”
เยี่ยนเจาเจาจำต้องงัดลูกอ้อนของตนเองออกมา
“ไม่ได้”
สุดท้ายหนานหมิงเหอไม่เพียงปิดตานาง ยังกดตัวนางแนบหน้าลงกับแผ่นอกของตนเองห่อด้วยเสื้อคลุม ไม่ให้นางได้ยินเสียงใดชัดเจนอีก
“ฮึ”
เยี่ยนเจาเจาส่งเสียงฮึดฮัดสองครั้งอย่างประท้วงก่อนจับหนานหมิงเหอแน่น
เยี่ยนเจาเจาไม่เอ่ยสิ่งใด หนานหมิงเหอย่อมรู้ว่านางกำลังงอน
แต่เขามิอาจปล่อยให้แม่นางน้อยของเขาหูตาแปดเปื้อนเจียงเหยียนที่อยู่ในห้องชอบกระทำชำเราเด็กๆ และเจียงหมิ่นผู้เป็นน้องสาวมารดาเดียวกันของเขายิ่งเป็นสตรีบ้าบิ่นรักสนุก คลั่งไคล้เรื่องบนเตียงอย่างมาก
เจียงหมิ่นชอบเด็กหนุ่มอายุน้อยกว่านางเหมือนพี่ชายของนาง
นางชอบนายบำเรอเด็กก็แล้วไปเถอะ นี่ดันชอบใช้ของวิตถารเช่นพวกแซ่หนัง โซ่ตรวนหรือกุญแจมือบนเตียงด้วย จนแม้แต่หอนางโลมขึ้นชื่ออย่างหอหนานเฟิงในซูโจวก็ยังไม่ยินดีต้อนรับแขกเช่นนาง
ช่วงนางสำราญ เด็กหนุ่มน่าสงสารเหล่านั้นมักจะโดนทรมานจนฟกช้ำดำเขียวไปทั้งตัวจนขาดใจตายในวันถัดมา
ยามที่ทั้งสองโดนเบียดจนแยกจากกันก่อนหน้านี้แล้วเยี่ยนเจาเจาปล่อยมือก่อน หนานหมิงเหอก็เข้าใจแล้วว่านางจะสื่ออะไรเขาให้คนไปสืบว่าคนจากสกุลเจียงทั้งสองมีประวัติความเป็นมาอย่างไรตั้งแต่ที่พวกเขายังอยู่บนรถม้าชั่วขณะที่โดนเยี่ยนเจาเจาทิ้งเอาไว้ เขาจึงกลับไปหาแหล่งข่าวของตนเองทันที
เรื่องของสองคนนี้สืบได้ง่ายมาก
เจียงเหยียนและเจียงหมิ่นเป็นบุตรสกุลเจียง คหบดีในซูโจวมารดาพวกเขาจากไปนานแล้ว ส่วนบิดาก็ยุ่งกับธุรกิจการค้าจึงไม่เคยใส่ใจดูแลบุตรตนเอง ไม่น่าแปลกใจที่สองคนนี้จะกลายเป็นคนวิกลจริต
ไม่มีใครในเมืองซูโจวไม่รู้ว่าเจียงเหยียนชอบเด็ก
แม้ทางซูโจวมีกฎสำหรับสตรีค่อนข้างมาก และฐานะสตรีก็ไม่ได้สูงส่งเท่าเมืองเซียงเฉิงเจียงหมิ่นกลับเป็นสตรีที่ไม่ไยดีชื่อเสียง สนใจแต่เสพความสุขของตนเอง
สองพี่ชายน้องสาวรังแกบุรุษ ข่มเหงสตรีถูกใจใครคนเหล่านั้นก็ยากจะหนีเงื้อมมือพ้น ประกอบกับมีทั้งเงินและอำนาจ จึงหาคนฐานะต่ำต้อยมาเล่นด้วยได้ง่ายดายราวพลิกฝ่ามือดังนั้นพวกเขาทั้งสองนอกจากรูปลักษณ์อันโดดเด่นที่ได้รับมาจากบิดามารดาชื่อเสียงจึงแทบจะเรียกได้ว่าฉาวโฉ่
หนานหมิงเหอรู้ในทันทีที่ได้รับข่าวแล้วว่า นายหญิงใหญ่น่าจะตั้งใจส่งพวกเขาให้เจียงเหยียนและเจียงหมิ่น
จะว่าอย่างไรดี?
นายหญิงใหญ่ประเมินพวกเขาไว้สูงทีเดียวและดูถูกพวกเขาเกินไปเหมือนกัน นางจัดการไม่ได้ในครั้งสองครั้งก็ใช้วิธีการที่ชั่วร้ายเช่นนี้แล้ว
เป็นไปไม่ได้ที่นายหญิงใหญ่จะติดต่อเจียงเหยียนก่อนด้วยนิสัยนาง อย่างมากคงส่งคนไปแอบแจ้งข่าวบางอย่างพอตรวจสอบย่อมไม่เหลือหลักฐานให้ซัดทอด
พี่ชายน้องสาวจากสกุลหยวนที่ยังไม่ถูกบันทึกในผังตระกูลไม่เป็นที่ชื่นชอบของบ้านใหญ่ ไร้บิดามารดา เกิดมาหน้าตางามลออเกรงว่าในสายตาเจียงเหยียนและเจียงหมิ่น พวกเขาก็คือซาลาเปานุ่มที่บิกินได้ง่ายสุดๆ
ดึงดูดคนสกุลเจียงสองคนนี้ให้สนใจพวกเขาช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการลงมือก็คือเทศกาลโคมไฟช่วงไหว้พระจันทร์ ยามที่ผู้คนคับคั่งเช่นนี้
หากเยี่ยนเจาเจาและหนานหมิงเหอเป็นหยวนชิงชิวและหยวนชิงจ้าวที่มามือเปล่าไร้ทางตอบโต้จริงๆเมื่อเผชิญหน้าสองพี่น้องสกุลเจียงสารพัดพิษ จุดจบจะน่าเวทนาขนาดไหนกัน?
คนร่างกายอ่อนแอผอมแห้งอย่างหนานหมิงเหอจะรอดหรือไม่ล้วนบอกยากส่วนเด็กบริสุทธิ์บอบบางอย่างเยี่ยนเจาเจาโดนย่ำยีชั่วข้ามคืนอนาคตคงจะลำบากมากไม่ต่างกัน
หากกระทำสำเร็จหยวนชิงชิวและหยวนชิงจ้าวก็จะถูกทำลายโดยสมบูรณ์และนางจะได้เฝ้ามองบุตรชายใช้ชีวิตอย่างไร้กังวลต่อไป แม้โอกาสล้มเหลวจะต่ำเตี้ยเรี่ยดินอย่างไรก็กระทบมาไม่ถึงนางอยู่ดี
นี่เป็นวิธีการที่ความเสี่ยงต่ำ แต่ผลสำเร็จกลับสูงเป็นอย่างยิ่ง
เจินเจินและอ้ายอ้ายเตือนมาก่อนแล้วหนานหมิงเหอพอรู้ล่วงหน้าว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นวันนี้แน่นอนเขาจึงเตรียมคนไว้ข้างนอก
เยี่ยนเจาเจาก็รับรู้ได้เหมือนกันในตอนที่พวกเขาถูกฝูงชนแยกออก แม้พวกเขาไม่ได้สบตากันสักนิด ทว่าก็เข้าใจว่าอีกฝ่ายคิดสิ่งใดในใจ
เจียงเหยียนคิดว่าตนเองเป็นตั๊กแตนจับจักจั่นคิดเพียงว่าพี่ชายน้องสาว “อ่อนแอ รังแกได้” คู่นี้คือสิ่งที่อยู่ในกำมือเขาไฉนจะเอะใจว่าพวกเขาไม่ใช่จักจั่น แต่เป็นนกกระจอกเหลืองที่จับจ้องเขาเงียบๆอยู่บนกิ่งไม้ต่างหาก?
ตัวละครเช่นนี้ ไม่มีทางก่อคลื่นลมในมือของหนานหมิงเหอและเยี่ยนเจาเจาได้หรอก
----------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] ตั๊กแตนตามจับจักจั่น หมายถึงคนโลภที่มองเห็นเพียงผลประโยชน์ตรงหน้า โดยไม่รู้ว่ามีอันตรายซ่อนอยู่ข้างหลัง
[2] วาดเสือไม่เหมือน กลับคล้ายสุนัข หมายถึงการกระทำเลียนแบบ แต่ทำได้ไม่เหมือน สุดท้ายถูกหัวเราะเยาะเป็นแค่ตัวตลกในสายตาผู้อื่น