บทที่ 14
คนเฝ้าทางขึ้น
กล่าวถึงในสำนักกระบี่์มันเองก็มีลำดับของลูกศิษย์เช่นเดียวกันฐานะภายในสำนักเองก็ถูกแบ่งแยกเช่นเดียวกัน
โดยในสำนักมีระดับของสิทธิ์แบ่งเป็ั้แ่ระดับหนึ่งไปจนถึงระดับห้าโดยระดับ 5 คือศิษย์ระดับสูงสุดที่กล่าวได้ว่าเป็ลูกศิษย์ระดับสูงโดยลูกศิษย์ระดับหนึ่งก็คือลูกศิษย์ระดับเริ่มต้นที่เพิ่งเข้าสำนัก
ภายในสำนักแห่งนี้ถูกแบ่งแยกลำดับนั่นคือฐานะภายในสำนักยิ่งมีระดับสูงแน่นอนว่ามันเองก็ยิ่งมีความสำคัญภายในสำนักแห่งนี้มากขึ้น
แต่ในบรรดาลูกศิษย์ของสำนักหรือว่าคนภายในสำนักมันเองก็มีตำแหน่งต่างๆที่นอกจากอารามต่างๆที่เป็ตำแหน่งสำคัญที่ผู้คนมากมายอยากจะเข้า
มันเองก็มีตำแหน่งต่างๆภายในสำนักกระบี่์เช่นเดียวกันอย่างเช่นพวกคนดูแลสวนสมุนไพรก็เป็ลูกศิษย์ของสำนักแต่ว่าไม่ได้รับการถ่ายทอดวิชาของสำนักโดยตรง
พวกเขาถือว่าเป็คนของสำนักแต่ว่ามีฐานะที่ต่ำต้อยมากกว่าในตอนนี้สิ่งที่จางอี้เลือกไปนั่นคือเป็คนเฝ้าทางขึ้นของ
หรือเรียกง่ายๆก็คือเป็ตำแหน่งเดียวกับชายชราที่ตนเองนั้นพบเจอบริเวณตีนเขาพวกที่ได้ยินเกี่ยวกับเื่นั้นพากันส่งเสียงหัวเราะ
แน่นอนว่าพวกมันนั้นภาคการสมเพชจางอี้เพราะว่าตำแหน่งนี้ไม่มีอันใดเลยเป็เพียงแค่คนภายในสำนัก
การถ่ายทอดวิชาเองก็ไม่ได้รับเช่นเดียวกันเพราะแบบนั้นพวกมันจึงหัวเราะแล้วก็พากันคิดว่าคนพวกนี้นั้นเสียสติไปแล้ว
ถึงกับสามารถผ่านขึ้นมาจนถึง้านี้ได้กลับไปเป็เพียงแค่คนที่เฝ้าทางขึ้นของสำนักถ้าแบบนี้ไม่ได้เสียสติแล้วจะเรียกว่าอัน
จางอี้ไม่ได้สนใจเสียงหัวเราะของพวกมันเลยแม้แต่น้อยตอนนี้แสดงใบหน้าเรียบเฉยในทางกลับกันมุงปากกับยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ
ในตอนนี้ไม่ต้องเข้าร่วมการทดสอบของสำนักกระบี่์แห่งนี้แล้วหลังจากนั้นความรู้สึกกางขาในคำตอบนี้ของผู้คนที่เข้าร่วมการคัดเลือกก็หายไปในทัน
แน่นอนว่าพวกมันรู้แล้วว่าทำไมคนพวกนี้ถึงได้รับการอนุญาตเข้าสำนักเพราะว่าไม่ได้เข้าอารามต่างๆแต่เป็เพียงแค่คนที่เฝ้าทางขึ้น
เพราะแบบนั้นพวกมันเองก็ไม่ต้องให้ความสำคัญอันใดในตอนนี้ก็ได้แต่ปล่อยผ่านและก็มาสนใจเกี่ยวกับการคัดเลือกต่อ
จางอี้ไม่ต้องคัดเลือกตอนนี้เข้าร่วมกับสำนักกระบี่สวัสดิ์เรียบร้อยแล้วได้มานั่งดูการทดสอบของพวกคนพวกนั้น
การทดสอบนี้ใช้เวลาอยู่หลายชั่วยามเลยทีเดียวทดสอบจนท้องนภานั้นมืดมิดในที่สุดการทดสอบก็จบลงมีคนที่ได้รับเลือกเข้าร่วมสำนักกระบี่์เรียบร้อยแล้ว
หลังจากการทดสอบจบลงในตอนนี้ภายในสำนักทำการต้อนรับเหล่าลูกศิษย์ใหม่พวกเขาให้คนที่ผ่านการคัดเลือกพรรคภายในสำนักแห่งนี้ได้หนึ่ง
หลังจากนั้นก็จะเริ่มทำการจัดแจงตำแหน่งต่างๆภายในสำนักแล้วก็จะเริ่มจัดแจงที่อยู่หนึ่งราตรีผ่านไปเช้าวันใหม่เดินทางมาถึง
สำนักนั้นส่งมอบชุดของเหล่าลูกศิษย์พร้อมกับป้ายตาประจำตัวที่บ่งบอกว่าเป็คนของสำนักกระบี่์และก็ยังมอบกระบี่ที่ทำมาจากเหล็กเนื้อดีให้กับพวกเขาอีกหนึ่งเล่ม
จางอี้เองก็ได้รับของพวกนั้นด้วยเช่นเดียวกันก่อนที่จะนำเอาของพวกนั้นแล้วก็สะพายลงมาจากเขามุ่งตรงไปยังกระท่อมของชายชราผู้นั้น
เมื่อเดินลงมาถึงตีนเขาพบเจอกระท่อมของชายชราผู้นั้นตั้งอยู่ห่างจากบันไดทางขึ้นเล็กบริเวณด้านหลังของกระท่อมมันเองก็มีสวนผักสวนเล็กๆถูกปลูกเอาไว้
เมื่อเดินทางมาถึงพบเห็นว่าภายในสถานที่แห่งนี้ดูทรุดโทรมเป็อย่างมากบ้านเองก็ผุพังในสายตาของคนธรรมดาทั่วไปบ้านดีทรุดโทรมแต่เมื่อเทียบกับจางอี้ที่เป็ขอทานและนอนข้างถนนสถานที่แห่งนี้ก็ถือว่ามีที่นอน
เมื่อเดินทางมาถึงเสียงของชายชราที่คุ้นเคยเองก็ดังขึ้นมาพร้อมกับกินเหล้าที่ลอยมาแต่ไกล “ก็คิดอยู่ว่าใครที่สมัครตัวเข้ามาเป็คนเฝ้าทางขึ้นของสำนัก ”
“ ที่แท้ก็เป็เ้านี่เอง ”
จางอี้หันไปมองชายชราที่อยู่ด้านหลังชายชราหลังค่อมผมขาวผู้นั้นปรากฏกายอีกครั้ง
จางอี้เผยรอยยิ้มที่มุมปาก “นี่ผู้าุโข้ามาอยู่ที่สถานที่แห่งนี้กับท่านไม่ดีงั้นรึ? ”
“ อยู่ทางขึ้นของสำนักคนเดียวโดยที่ไม่มีผู้ใดเข้ามาอยู่ด้วยท่านเองก็คงจะเหงาไม่น้อย”
หลังจากที่พูดออกไปเช่นนั้นคำพูดทีเล่นทีจริงดูเหมือนว่าจะไม่มีอันใดแต่ว่าชายชราผู้นั้นกับขมวดคิ้วใบหน้าก็แปรเปลี่ยนกลายเป็ความจริงจัง
ก่อนที่ชายชราที่อยู่ด้านหน้าจะเอ่ยถามขึ้น “คนมีความสามารถอย่างเ้าเหตุใดจึงเลือกมาอยู่ที่สถานที่แห่ง ”
จางอี้เอียงขอน้องชายชราผู้นั้น ชายชราถอนหายใจเฮือกใหญ่ “เ้าไม่จำเป็จะต้องแสดงท่าทางเช่นนั้นก็ได้ ”
“ ในตอนบททดสอบที่ 1 ค่ายืนอยู่ด้านหลังของเ้าข้ามองเห็นอย่างชัดเจนเ้าที่ยืนอยู่ด้านหลังสุดไม่มีผู้ใดมองเห็นเ้าแต่ว่าตัวของข้านั้นเป็ผู้ที่อยู่ใกล้จึงรู้ว่าท่ามกลางแรงกดดันอันมหาศาลเ้าเป็คนที่สามารถยืนหยัดได้มากที่สุด”
“ พวกคุณชายจากตระกูลใหญ่ๆพวกนั้นบางคนถึงกับขาสั่นบางคนถึงกับล้มลงไปแต่ว่าตัวของเ้ากับยืนอยู่ได้ร่างกายของเ้าไม่สั่นเลยแม้แต่น้อยถึงแม้ว่าจะไม่สามารถขยับได้ ”
“ ท่าทางเช่นนั้นก็บ่งบอกได้แล้วว่าเ้าน่ะมีพร์กว่าพวกคนพวกนั้นเหตุใดต้องปกปิดความสามารถและเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้” ที่แท้แล้วในขณะที่ทดสอบด่านแรกชายชราผู้นี้ก็จับต้องจางอี้อยู่ตลอดเวลาจากทางด้านหลัง
เพียงแค่มองเห็นพริบตาเดียวก็รู้ได้ในทันทีว่าจากนี้แตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไปเขามีความสามารถในการต้านทานพลังของเ้าสำนักแม้กระทั่งพวกคุณชายจากตระกูลใหญ่ๆพวกนั้นยังไม่สามารถต้านทานได้
เพราะแบบนั้นชายชราพวกนี้จึงรู้ได้ในทันทีว่าจางอี้เป็คนที่มีพร์แถมยังเป็คนที่มีความสามารถการเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้และมาอาศัยอยู่ด้านล่างเป็เพียงแค่คนเฝ้าทางขึ้นมันแปลกเป็อย่างมาก
ฐานะของคนที่อยู่้าและคนที่อยู่ด้านล่างนั้นแตกต่างกันราวกับหน้ามือและหลังมือเพราะแบบนั้นมันไม่มีเหตุผลอันใดเลยที่จะเดินทางลงมาด้านล่าง
ชายชราผู้นี้ตั้งคำถามขึ้นมากมายดวงตาเองก็แสดงแววตาที่สงสัยจางอี้ใบหน้าเรียกเฉยอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะยิ้ม
มองตรงไปยังชายชราผู้นั้นก่อนที่จะกล่าว “ถ้าเช่นนั้นข้าขอถามกลับบ้างเหตุใดคนที่มีฝีมืออย่างผู้าุโถึงไม่อยู่เป็เพียงแค่คนที่ดูแลทางขึ้นของูเาแห่งนี้อย่างนั้นเดี๋ยวขอรับ”
ชายฉลาดผู้นั้นขมวดคิ้ว คิ้วสีขาวขมวดมุ่นอยู่กลางหน้าผาก “หมายความว่าอย่างไร ”
จางอี้โบกไม้โบกมือแล้วก็กล่าวต่อ “ไม่ใช่แค่ท่านที่มองข้าในตอนทดสอบข้าเองก็มองท่านอยู่เช่นเดียวกันท่ามกลางแรงกดดันมากมายมหาศาลเช่นนั้นแม้แต่พวกาุโของสำนักที่ยืนอยู่บนกระบี่ใบหน้ายังมีเม็ดเหงื่อไหลออกมา ”
“ แต่ว่าท่านที่ยืนอยู่ด้านหลังของข้าร่างกายก็ไม่เป็อะไรเลยแถมยังดูเหมือนว่าไม่ได้รับผลกระทบจากแรงกดดันพวก ”
“ ท่านไม่ใช่คนธรรมดาใช่หรือไม่ขอรับ ” จางอี้เองก็สังเกตชายชราผู้นั้นอยู่เช่นเดียวกัน
ชายชราคนเฝ้าเขารูปปลายคางที่มีหนวดสีขาวประดับอยู่เล็กน้อยพร้อมกับคิดวิเคราะห์อยู่สักพัก “ เ้าเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้เพราะ้าพบข้าเข้าใจแล้ว ดูเหมือนว่าจะเป็คนที่เ้าเล่ห์กว่าที่คิด ”
หนึ่งชายชราหนึ่งเด็กหนุ่มแสยะยิ้มที่มุมปากอย่างเ้าเล่ห์ทั้งสองแสดงรอยยิ้มเช่นเดียวกันราวกับว่าอีกฝ่ายต่างคนต่างเห็นนอกเห็นในของกันทะลุปรุโปร่ง
จบบท