ซันนั่งมองข้อความบนโทรศัพท์ที่ส่งมาจากผู้กองแบร์“โอเค” และ “่นี้งานพี่เยอะมากไว้มีเวลาว่างพี่จะทักไปนะ” ซึ่งก็คงจะเป็จริงเช่นนั้นเพราะข้อความถูกส่งไปั้แ่ห้าทุ่มครึ่งของเมื่อวาน แต่ผู้กองเพิ่งตอบกลับตอนห้าทุ่มเศษของวันนี้
เขาวางโทรศัพท์แล้วกลับมาจัดเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเป้สบู่ ยาสีฟันและของใช้ถูกห่อในถุงพลาสติกมิดชิด
“แล้วกลับมาวันไหนนะซัน”ซิดนีย์ยกขวดน้ำขึ้นดื่มท่าทางสบายใจต่างจากเมื่อวาน
“วันอาทิตย์ไง อีก2วันเอง…นี่ถามรอบที่3แล้วนะซิดนีย์” คำตอบแกมประชดทำรูมเมทค้อนขวับ
ซันชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตกลงเธอเป็ผีที่เสียความทรงจำหรือเป็แค่ผีขี้ลืมกันแน่หลังถามเื่ที่เขาต้องไปงานรับน้องมาไม่ต่ำกว่า 3รอบแล้ว
“ไม่ต้องกลัวหิวนะผมฝากพี่เอื้อซื้อข้าวมาให้แทนแล้ว” ซิปกระเป๋าเลื่อนปิดแล้วเป้ใบอ้วนก็ถูกเหวี่ยงไปปลายเตียง “แล้วอย่าไปแกล้งพี่เค้าล่ะ กว่าเค้าจะยอมรับปากได้ผมอ้อนวอนอยู่นานเลย”
“แค่พรุ่งนี้วันเดียวแหละ…เดี๋ยววันอาทิตย์ผมกลับแล้วจะซื้อมาให้เองนะ”
ิญญาร่วมห้องยิ้มรับก่อนนักศึกษาหนุ่มจะเดินไปดับไฟเพื่อนอนรอเช้าวันใหม่ที่ใกล้มาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมง
ตี๊ดดดดด..ติ๊ดๆๆ
ตี๊ดดดดด..ติ๊ดๆๆ
เสียงนาฬิกาปลุกในโทรศัพท์ดังั้แ่ฟ้ายังไม่สว่างเวลา 5นาฬิกายามรุ่งเช้าซันรีบลุกขึ้นชำระร่างกายเตรียมพร้อมสำหรับกิจกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันนี้
เพียงไม่ถึงสิบนาทีเขาก็อาบน้ำเสร็จแล้วเดินเช็ดตัวออกมาพร้อมกางเกงบ็อกเซอร์ตัวใหม่ตามข้อตกลงที่เคยให้ไว้กับเ้าของห้องตัวจริงว่าจะไม่แก้ผ้าเดินโป๊โทงเทงในห้องเด็ดขาด
ชุดนักศึกษาที่รีดไว้เนี๊ยบกว่าทุกวันแขวนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าเนคไทที่ผูกปมไว้ก่อนแล้วก็คล้องบนไม้แขวนเดียวกันซันหยิบเชิ้ตแขนยาวมาสวมอย่างคล่องแคล่วปรับเนคไทรูดขึ้นให้พอดีกับคอเสื้อแล้วค่อยหยิบกางเกงสแล็คสีดำมาใส่ทับบ็อกเซอร์
“เสื้อข้างหลังหลุดแน่ะเธอ”เสียงที่คุ้นเคยพูดจากบนที่นอน
ซันหมุนตัวส่องดูในกระจกแล้วจัดแจงยัดชายเสื้อเข้าในกางเกง“ขอบใจนะซิดนีย์” เขาส่งยิ้มคืนให้เธอหลังจากติดกระดุมข้อมือเรียบร้อย
“วันอาทิตย์ก็รีบๆกลับมาด้วยนะ” คำพูดที่แฝงความรู้สึกบางอย่างจากรูมเมท
“ทำไมอ่ะ….เหงาหรอ”
เธอไม่ตอบอะไรแต่สายตาอ้างว้างคู่นั้นได้สื่อสารแทนหมดแล้วซันถึงได้นึกออกว่าที่ซิดนีย์ถามเขาบ่อยๆ ไม่ใช่เพราะเธอขี้ลืมแต่คงเพราะเธออยากให้รู้ว่ามีเพื่อนร่วมห้องที่รอเขากลับมาต่างหาก
หลังจากบอกลาซิดนีย์ซันก็ปิดล็อกประตูแล้วเอากุญแจห้องกับเงินจำนวนหนึ่งฝากไว้ที่พี่เอื้อเพื่อซื้ออาหารและขนมมาให้ซิดนีย์ตอนเขาไม่อยู่แม้จะรู้ว่าพี่เอื้อเองก็ลำบากใจไม่น้อยแต่ซันก็รับประกันซะดิบดีเลยว่ายัยิญญาตัวแสบจะไม่ออกมาแกล้งหลอกให้ใแน่นอน
เวลา 6:30น.นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์หลายคนเริ่มทยอยเดินเข้ารั้วคณะมาที่ลานหญ้าตามประกาศของรุ่นพี่ถึงจะเรียกว่าลานหญ้าแต่ความจริงแล้วมันมักถูกใช้เป็สนามฟุตบอลอยู่บ่อยครั้งแม้จะมีเปลี่ยนเป็ลานกิจกรรมในคณะบ้างบางครั้ง
เมื่อมองไปสุดปลายสนามจะเห็นโต๊ะสูงหลายตัวคลุมด้วยผ้าสีขาวตั้งอยู่บนนั้นมีทั้งพระพุทธรูป และบรรดาองค์เทพประจำคณะของแต่ละสาขาวางเรียงกันสวยงามเครื่องไหว้ทั้งธูป เทียน และอาหารคาว-หวานวางจนเต็มพื้นที่แต่ก็ยังพอเหลือที่ว่างบนโต๊ะให้สำหรับบายศรีหลักของคณะหนึ่งคู่และบายศรีรองของสาขาต่างๆ อีกหลายคู่
ซันเดินมารวมกับเพื่อนๆที่สนามั้แ่ยังไม่เจ็ดโมงเช้า ส่วนใหญ่คนรอบข้างยืนจับกลุ่มตามสาขาของตัวเองจนใกล้เวลาเปิดงานรุ่นพี่จึงให้สัญญาณจัดแถวและไม่นานอาจารย์ที่ดูาุโที่สุดในนั้นก็นิมนต์พระสงฆ์กลุ่มหนึ่งมานั่งบนตั่งที่จัดเตรียมอาสนะไว้แล้วสำหรับสวดเปิดพิธีเพื่อความเป็ศิริมงคล
พิธีนี้กินเวลาไปชั่วโมงกว่าๆหลังเสร็จจากพิธีสงฆ์ก็ต่อด้วยพิธีบูชาเทพเทวดาและปิดท้ายด้วยการผูกข้อมือรับขวัญเด็กปีหนึ่งจากคณะอาจารย์ประจำแต่ละสาขา
“งานรับน้องปีนี้…เราจะทำกันแบบใหม่แบบสับ จะไม่มีรุ่นพี่คนไหนมาะโใส่หน้าน้องๆ เหมือนแต่ก่อน” อาจารย์หญิงท่านหนึ่งขึ้นกล่าวใน่ท้ายของการผูกแขน “กิจกรรมวันนี้มีขึ้นเพื่อความผูกพันธ์และความสามัคคีกันของรุ่นพี่รุ่นน้องและเหล่าคณาจารย์ทั้งหลายเพราะฉะนั้น…วันนี้เราจะไม่มีการเล่นหรือกระทำการใดๆที่จะนำพาไปสู่ความรุนแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจขอให้ทุกคนจำเื่นี้ไว้ด้วยนะคะ” สิ้นเสียงประกาศกึ่งคำเตือนของอาจารย์เกิดเป็เสียงโห่เฮของเหล่านักศึกษาร่วมหลักพันคน
ต่อมาพวกรุ่นพี่ก็มาพาน้องๆเดินกลับไปตึกสาขา เพราะมีเกมล่ารายชื่อรออยู่ระหว่างปล่อยแต่ละแถวให้เดินตามกันมาซันได้เดินผ่านจอมที่ยืนอยู่ในแถวเครื่องกลจึงส่งยิ้มทักทายให้เธอมีรอยยิ้มส่งกลับมาจากสาวน้อยแต่ฉับพลันหัวคิ้วของเธอก็ย่นเข้าหากันอย่างไม่ทราบสาเหตุ
เกมล่ารายชื่อรุ่นพี่มีกติกาอยู่ว่าเหล่าน้องๆ ปีหนึ่งจะต้องเข้าไปถามข้อมูลของรุ่นพี่ ทั้งชื่อและชั้นปีใครหามาได้มากที่สุดในภายหลังจะเป็ผู้ชนะ
ปี๊ดดดดดด
หลังสัญญาณนกหวีดดังเด็กปีหนึ่งวิ่งกระจายออกเหมือนมดแตกรังต่างคนต่างวิ่งเข้าหารุ่นพี่ทุกคนที่เจอ ส่วนซันกับเพื่อนเลือกใช้วิธีแยกเป็ 2คู่ ซันกับนาวินและพัฒน์กับนาวาที่เลือกแยกกันไปแบบนี้เพราะคู่แฝดจดจำลักษณะเด่นของผู้คนเก่งมากคงเป็ผลมาจากการจดจำคาแร็กเตอร์การ์ตูนตัวโปรดมาั้แ่เด็กและถ้าเกิดปล่อยให้ซันไปกับพัฒน์คาดว่าคงจะได้ไม่ถึงสิบชื่อเป็แน่
แม้ในเวลาปกตินาวินและนาวาจะดูเป็คนเงียบๆมีพื้นที่ส่วนตัวสูงและไม่ค่อยคุยกับคนอื่นก่อนแต่เวลาที่ทั้งสองอยู่ในเกมนั้นก็ได้กลายเป็อีกร่างหนึ่งทันทีเป็ร่างที่พร้อมลุย พร้อมเอาชนะและดึงความสามารถทั้งหมดที่มีออกมาส่งผลให้การเล่นล่ารายชื่อครั้งนี้มีแต่ความตื่นเต้นแถมนาวินยังทำให้ซันได้อึ้งกับการระบุจุดเด่นของรุ่นพี่แต่ละคนออกมาได้อย่างชัดเจน
ซันที่มีหน้าที่จดบันทึกข้อมูลจากนาวินเริ่มรู้สึกปวดข้อมือขึ้นมานิดๆเพราะเขาใช้แรงเขียนเกินกว่าชั่วโมงแล้วอีกอย่างความเ็ปตามหน้าขาลามไปถึงฝ่าเท้าก็เริ่มแผ่กระจายไปทั่วจากการวิ่งขึ้นวิ่งลงอาคารเรียนทั้ง3ชั้นไม่ต่ำกว่า 5รอบดูเหมือนพี่ๆ ก็จะสนุกกับการเล่นซ่อนหาให้น้องๆ วิ่งไล่ตามกันซะเหลือเกิน
ปิ๊ด ปิ๊ด ปี๊ดดดดดด
สัญญาณหมดเวลาดังขึ้นเด็กปีหนึ่งทุกคนต้องกลับมานั่งรวมกันใต้อาคารเพื่อหาผลผู้ชนะประธานสาขาเดินมาหยิบไมค์ขึ้นพูดด้วยสีหน้ายิ้มกริ่ม
“วันนี้มีรุ่นพี่ปีสองถึงปีสี่มากันเกือบครบทุกคนทั้งหมดมีประมาณเกือบสองร้อยคนมีใครที่คิดว่าตัวเองได้รายชื่อมาเกินยี่สิบชื่อมั้ยครับ”
เด็กเฟรชชี่ไม่ต่ำกว่าห้าสิบคนชูมือขึ้นสลอนเมื่อเห็นว่ายังดูเยอะอยู่เขาก็เริ่มเพิ่มระดับไปเรื่อย
“เกินห้าสิบคนมีมั้ย”
“เกินแปดสิบคนล่ะ”
จำนวนมือที่ชูขึ้นเหลือน้อยลงเรื่อยๆกระทั่งคำถามสุดท้าย
“เกินร้อยล่ะมีรึปล่าว”
มีแค่สองคนที่ยังยกมือค้างอยู่และสองมือนี้นั่งอยู่ข้างกันซะด้วย ซันกับพัฒน์หันมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจพวกเขาต่างเป็เสมือนตัวแทนของสองแฝดที่เป็คนแสดงฝีมือในเกมนี้เอง
ประธานสาขาเรียกทั้งสองคนออกไปด้านหน้าแล้วให้รุ่นพี่กลุ่มหนึ่งมาช่วยกันนับบรรยากาศในการนับรายชื่อเต็มไปด้วยความตื่นเต้นของทุกคนที่คอยลุ้นไปพร้อมกันยิ่งทำให้ความสนุกเพิ่มขึ้นไปอีก
ในไม่ช้าผลการนับก็ออกมาอย่างเอกฉันท์ว่าพัฒน์เป็ฝ่ายที่จดรายชื่อมาได้มากกว่าจึงได้รับรางวัลของผู้ชนะไปโดยมีจำนวนมากถึง 172ชื่อ ส่วนซันได้แค่ 116ชื่อเท่านั้นพัฒน์เดินอุ้มของรางวัลไว้ในอ้อมแขนด้วยความระมัดระวังอย่างมากเพราะกล่องคุกกี้ปี๊บหนักถึง 5กิโลกรัม
เพื่อนรอบข้างมองพัฒน์ที่กำลังเดินมาเป็สายตาเดียวเสียงพูดคุยกระซิบต่อกันมาได้ความว่า “วิ่งจนขาเปลี้ยได้แค่ขนมปี๊บเนี่ยนะ”
“เอาน่า….อย่างน้อยก็ได้มีขนมกินไปหลายวันเลยนะ”ซันปลอบเพื่อนระหว่างพักทานอาหารกลางวัน
พัฒน์ไม่โต้แย้งเพราะเขาเองก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมากกับของรางวัลแต่ก็ต้องยอมรับว่าเขายังรู้สึกผิดหวังนิดๆ อยู่ดี
“ของรางวัลมันไม่ได้สำคัญขนาดนั้นซะหน่อยความท้าทายตอนเล่นเกมต่างหากที่สนุกกว่าเย๊อะะะ” นาวาพูดขณะเคี้ยวข้าวในปาก ดวงตาส่องแววเป็ประกาย นาวินที่นั่งข้างๆพยักหน้าเห็นด้วย
“เอ็งก็พูดได้ดิเอ็งไม่ได้ออกไปรับเองนี่หว่า โดนคนมองตั้งเยอะแล้วของที่ได้เป็ไอ้เนี่ย..”
ก่อนที่พัฒน์จะโวยวายไปเลยเถิดกว่านี้ซันจึงชวนเปลี่ยนหัวข้อที่คุย
“เออ…แล้วพัฒน์กับนาวาทำยังไงถึงได้รายชื่อพี่ๆมาได้เยอะขนาดนั้นล่ะ”
“นั่นดิเรากับซันคิดว่าจะได้เยอะที่สุดแล้วนะ”
พัฒน์สบตากับนาวาแล้วยิ้มอย่างรู้ทันกัน “ไอ้พัฒน์มันมีเทคนิค…..”
“สิ่งหนึ่งที่คณะเราทำกันมานานถึงจะไม่ได้ออกเป็กฎแต่ก็เหมือนเป็ธรรมเนียมที่ทำต่อๆ กันมาคือการแต่งตัวอย่างเด็กปีหนึ่งแบบพวกเราจะใส่เสื้อแขนยาว ผูกเนคไท ใส่รองเท้าหนังส่วนพี่ปีสองจะใส่เหมือนพวกเราแต่ไม่ผูกเนคไทปีสามใส่เสื้อเชิ้ตแขนสั้นกางเกงสแล็ครองเท้าผ้าใบและก็ปีสี่เชิ้ตแขนสั้นกางเกงยีนส์รองเท้าผ้าใบ”
“อ้าว…แล้วถ้าเป็ผู้หญิงจะดูยังไงว่าปีไหนอ่ะ”นาวินถามขัด
“เอ็งก็ถามเค้าดิว๊า…” พัฒน์อ่านจากปากนาวินได้ว่า ‘อ้าว’ และมีตามหลังมาอีกคำคล้ายคำว่า‘วาย’
“เบ๊อะพี่ชายข้าสอนมาแค่นี้อย่างน้อยก็ทุ่นเวลาไปได้เยอะนิ คนไหนไม่ชัวร์ค่อยถามชั้นปี ไม่งั้นก็ไม่ชนะหรอก”
ถึงจะเจ็บใจอยู่บ้างที่แพ้เพื่อนแต่นาวินก็เข้าใจได้เพราะพัฒน์ได้คำแนะนำจากพี่ชายที่เพิ่งเรียนจบไปไม่นาน
“น้องๆที่กินข้าวเสร็จแล้ว ขอให้กลับไปรวมกันที่ใต้ตึกคอมเลยนะคะเรายังมีกิจกรรมรออยู่อีกเยอะเลย มีกิจกรรมยาวไปจนถึงตอนกลางคืนเลยนะคะ เร็วๆ เลยรีบเลยนะคะ”
หญิงรุ่นพี่คนหนึ่งยืนประกาศผ่านโทรโข่งเพื่อเร่งรัดรุ่นน้องให้กินข้าวเสร็จเร็วขึ้น
ซันรีบยัดคุกกี้ไส้ครีมช็อกโกแลตที่เป็ของรางวัลเข้าปากแล้วตามด้วยดื่มน้ำอีกครึ่งขวดรวดเดียวเพื่อจะเดินไปตึกพร้อมเพื่อนจนไม่ทันสังเกตุเห็นดวงตาที่จ้องมองมาไกลๆ จากเพื่อนสนิทต่างสาขา