อาจเพราะสังเกตเห็นว่าตอนมื้อเที่ยงอวี๋จิ่นลี่ดูจะชอบเนื้อสันหลังัเป็พิเศษ ค่ำวันนี้สัดส่วนเนื้อสันหลังับนโต๊ะอาหารจึงมากกว่าเดิม
อวี๋จิ่นลี่เห็นภาพนี้เข้า ดวงตาก็ยิ่งเปล่งประกายทันที
“เห็นหนูชอบ ก็เลยให้ห้องครัวทำเยอะขึ้นกว่าเดิมหน่อย กินเยอะๆ นะจ๊ะ ถ้าอยากได้อะไรเพิ่มก็บอกแม่เลยนะ จะได้ให้ห้องครัวไปทำ” เฉียวมู่หลานเอ่ยกับอวี๋จิ่นลี่ด้วยความรักใคร่ แถมยังคีบเนื้อสันหลังัใส่จานของเขาหลายชิ้น จนจานเล็กๆ ตรงหน้าของเขาพูนสูง
“ขอบคุณครับคุณแม่” อวี๋จิ่นลี่กล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้มกว้าง
เฉียวมู่หลานให้ความรู้สึกเหมือนกับท่านอาจารย์ที่รักเอ็นดูเขา อย่างที่คิดเขาตัดสินใจถูกแล้วที่มาที่นี่ั้แ่แรก
อวี๋จิ่นลี่รู้สึกสุขใจกับรู้สึกโชคดีแทนความดวงดีของตนเอง
“จะเกรงใจแม่ไปทำไมกันล่ะจ๊ะ” เฉียวมู่หลานว่าพลางคีบกับข้าวใส่จานต่อ ในที่สุดเธอก็ได้ัักับความรู้สึกของการเป็แม่คนสักที
เื่นี้พอนึกถึงแล้วก็ปวดใจไม่น้อย
เฉียวมู่หลานมีลูกเพียงคนเดียวนั่นก็คือเจียงม่อเซิ่ง แต่เ้าเด็กคนนี้กลับเหมือนผู้ใหญ่ในร่างเด็กั้แ่อายุสามขวบ เขาสามารถกินข้าวและแต่งตัวได้เอง จนเธอไม่จำเป็ต้องกังวลเลย ทำให้เฉียวมู่หลานรู้สึกไม่ประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่แม่ เธอถึงขนาดรู้สึกว่าไม่ได้เลี้ยงเขามาเลยด้วยซ้ำ
นั่นทำให้เฉียวมู่หลาน้าลูกที่ตัวติดเธอเสมอ และทำตัวออดอ้อนด้วย ดังนั้นจึงแอบหวังมาตลอดว่าจะได้ลูกสาวสักคน แต่เพราะเฉียวมู่หลานไม่ได้ตั้งครรภ์มาหลายปีแล้ว เธอจึงเลิกหวังลมๆ แล้งๆ
แต่ตอนนี้การปรากฏตัวของอวี๋จิ่นลี่ กลับจุดประกายความหวังของเธออีกครั้ง
แม้อวี๋จิ่นลี่จะไม่ใช่เด็กผู้หญิง แต่ลักษณะนิสัยและรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายก็ช่างถูกจริตเฉียวมู่หลานเหลือเกิน ทุกครั้งที่เห็นอวี๋จิ่นลี่ เฉียวมู่หลานแทบอดใจรอไม่ไหวที่จะโอ๋เขาเหมือนทารกอายุหนึ่งขวบ จะกินจะเดินจะนอนก็ตระเตรียมให้อย่างถูกต้องเหมาะสม
ในที่สุดเธอก็รู้สึกประสบความสำเร็จและรู้สึกถึงการเป็แม่คนสักที
อีกด้านหนึ่งอวี๋จิ่นลี่้าของวิเศษเพื่อเติมเต็มพลังิญญาของเขา แต่ขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกลำบากใจกับเนื้อต้มทั้งหมดนี้
ถ้าหากเนื้อสันหลังัไม่ใช่ของวิเศษ เขาจะไม่กินมันอีกเป็ครั้งที่สองแน่ มันไร้รสชาติสิ้นดีไม่รับรู้รสอะไรเลยสักนิดเดียว
“แม่ครับ คือว่าที่นี่ไม่มีเครื่องปรุงรสเหรอครับ” อวี๋จิ่นลี่ตัดสินใจถามออกไปในที่สุด
ถ้ามีเครื่องปรุงรส แล้วปรุงเนื้อสันหลังันี้อย่างพิถีพิถันสักหน่อยละก็มันจะต้องอร่อยเหาะมากแน่ ถึงตอนนั้นก็จะได้กินอาหารอร่อยๆ แถมยังได้ดูดซับพลังิญญาอีกต่างหาก นี่มันยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวชัดๆ
“เครื่องปรุงรสคืออะไรเหรอจ๊ะ” เฉียวมู่หลานเอ่ยถามอย่างงุนงง
อวี๋จิ่นลี่ “…”
จู่ๆ ก็สงสารคนในโลกนี้ชะมัด
“ก็คือสิ่งที่จะทำให้อาหารพวกนี้เปลี่ยนรสชาติน่ะครับ” อวี๋จิ่นลี่พยายามอธิบายอย่างสุดความสามารถ ว่าเครื่องปรุงเป็สิ่งสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการทำอาหารรสเลิศ
ถ้าไม่มีเครื่องปรุง ก็ไม่นับว่าเป็อาหารที่แท้จริงแล้ว
แต่น่าเสียดายที่เฉียวมู่หลานยังไม่เข้าใจอยู่ดี เพราะพวกเขากินอาหารและกรรมวิธีการทำแบบนี้ทุกวัน
ความจริงการที่อวี๋จิ่นลี่ได้กินอาหารธรรมชาติแบบนี้ในทุกวันก็ยากมากแล้ว เพราะมีเพียงคนตระกูลใหญ่เท่านั้นที่จะกินได้ ส่วนคนทั่วไปได้แต่ใช้อาหารเสริมเพื่อสนองความหิวโหย
ในสถานการณ์แบบนี้ การได้กินอาหารธรรมชาติสำหรับพวกเขาแล้วจึงกล่าวได้ว่าเป็ความอร่อยที่หาได้ยาก เพราะฉะนั้นจึงไม่มีใครลองหาเครื่องปรุงใดๆ
แต่ข่าวนี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ อย่างไม่ต้องสงสัย
สำหรับผู้ที่ไม่เคยกินอาหารรสเลิศอย่างแท้จริง อาจคิดว่าอาหารธรรมชาตินั้นก็อร่อยมากแล้ว ถึงอย่างไรอาหารเสริมก็ไม่ได้มีไว้ให้มนุษย์กิน แต่สำหรับอวี๋จิ่นลี่ผู้ลิ้มรสอาหารหวาซย่าอันโอชะมาแล้วทั่วทุกหนแห่ง การปรุงอาหารแบบยุคดึกดำบรรพ์ของที่นี่นับเป็หายนะของวัตถุดิบเลยทีเดียว
อย่างที่คิดไว้ ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบก็จะไม่รู้สึกเลวร้าย