บทที่ 4: เพื่อนของแฟน
แสงแดดยามเช้าสลัวรางสาดส่องผ่านช่องแคบ ๆ ของรอยแยกผ้าม่านหนาทึบเข้ามาในห้องนอนของผม มันทอดตัวเป็เส้นสายยาวพาดผ่านผืนเตียงยับย่นและฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศอันเงียบสงัด ผมนอนลืมตาโพลงจ้องมองฝ้าเพดานสีขาวสะอาดตามาเกือบชั่วโมงแล้ว ความเย็นเยือกจากเครื่องปรับอากาศที่ยังคงทำงานเงียบ ๆ ไม่ได้ช่วยดับความร้อนรุ่มและหนักอึ้งที่สลักลึกอยู่ในอกของผมได้เลยสักนิด
ทุกครั้งที่ผมหลับตาลง ภาพเหตุการณ์ในคืนพายุฝนกระหน่ำเมื่อไม่กี่วันก่อนก็มักจะฉายซ้ำขึ้นมาในหัวราวกับภาพยนตร์ฉากสำคัญที่ไม่มีวันลบเลือน...
มันเป็ภาพของริน หญิงสาวต่างจังหวัดผู้มีดวงหน้าหวานหยดย้อย แฟนสาวของภัทรซึ่งเป็เพื่อนสนิทที่สุดในชีวิตของผม ร่างกายอันบอบบางและนุ่มนิ่มของเธอที่สั่นสะท้านอยู่ในอ้อมกอดของผม ผิวเนื้ออุ่นชื้นที่บดเบียดเข้าหา รอยแยกอุ่นชื้นที่ขยับขมิบต้อนรับแก่นกายของผมอย่างบ้าคลั่ง และที่คอยหลอกหลอนกระแทกกระทั้นสามัญสำนึกของผมมากที่สุดก็คือ เสียงของรินที่พยายามกดข่มความสั่นเครือปนกระสันเสียวเพื่อตอบรับสายโทรศัพท์ของภัทร... ในขณะที่ร่างล่างของเธอยังคงโดนผมโถมกายเข้าใส่อย่างโเี้และรุนแรง
ผลลัพธ์ของความล้ำเส้นศีลธรรมในคืนนั้นทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากลายเป็เหมือนแก้วที่แตกร้าว รินทนรับน้ำหนักของความรู้สึกผิดบาปและการทรยศหักหลังไม่ไหว หลังจากวันนั้นไม่กี่วัน เธอตัดสินใจหอบหิ้วกระเป๋าเดินทางหนีกลับไปอยู่บ้านสวนที่ต่างจังหวัดชั่วคราว เธอส่งข้อความสั้น ๆ มาบอกผมเพียงว่า้าเวลาอยู่กับตัวเองเพื่อจัดการความรู้สึกสับสนในหัวใจ และขอร้องไม่ให้ผมบอกเื่นี้กับภัทรเด็ดขาด
ผมยกมือขึ้นกุมหน้าของตัวเอง ขยี้ตาอย่างแรงจนเกิดเสียงเสียดสีแ่เบา ความรู้สึกสมเพชและประณามตัวเองแล่นริ้วเข้ามาในอกจนรู้สึกจุกเสียด ผมลุกขึ้นมานั่งขอบเตียง เท้าศอกลงกับเข่าแล้วกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาวซีด ลมหายใจที่พ่นออกมาเต็มไปด้วยความหม่นหมองและความอึดอัดที่ไม่อาจระบายให้ใครฟังได้
“มึงมันเลวระยำจริง ๆ ไอ้อลัน...” ผมกระซิบด่าตัวเองในความเงียบ
ภัทรไว้ใจผมมากที่สุด ฝากฝังแฟนสาวที่เป็แก้วตาดวงใจไว้ให้ผมดูแล แต่ผมกลับใช้โอกาสนั้นสอดแทรกความ้าดิบเถื่อนเข้าไปทำลายความซื่อสัตย์ของมิตรภาพจนพังทลายไม่มีชิ้นดี ความผิดบาปในครั้งนี้เปรียบเสมือนรอยตราประทับร้อนบนแผ่นหลังที่จะคอยย้ำเตือนผมไปชั่วชีวิต
ผมสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ ยืดตัวขึ้นตรงแล้วตั้งปฏิญาณอย่างจริงจังในใจ สัญญากับตัวเองด้วยเกียรติที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของลูกผู้ชายว่า เื่ของรินจะเป็ ‘ครั้งแรกและครั้งสุดท้าย’ ผมจะไม่ยอมให้อารมณ์ใคร่ชั่ววูบหรือบรรยากาศเหงาจับใจมาทำลายความเป็เพื่อนของผมกับใครอีกเด็ดขาด ผมจะต้องสร้างเกราะกำบังศีลธรรมขึ้นมาใหม่ รักษาระยะห่างกับแฟนของเพื่อนทุกคนอย่างเด็ดขาดและปลอดภัยที่สุด
แต่โชคชะตาเหมือน้าจะเล่นตลกท้าทายคำสาบานของผมเร็วกว่าที่คิด...
---
่บ่ายวันเดียวกัน เสียงอึกทึกครึกโครมของผู้คนในร้านกาแฟกึ่งบาร์ย่านธุรกิจใจกลางกรุงดังผสมปนเปไปกับเสียงเพลงแจ๊สจังหวะเบา ๆ ที่เปิดคลอประคองบรรยากาศ แสงแดดจัดจ้าภายนอกสะท้อนกระจกบานใหญ่เข้ามาด้านใน เผยให้เห็นกลุ่มคนทำงานออฟฟิศและนักท่องเที่ยวที่นั่งจับจองโต๊ะจนเกือบเต็มพื้นที่
ผมกวาดสายตามองหาบุคคลที่นัดหมายไว้ ก่อนจะสะดุดตาเข้ากับร่างสูงของเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในมุมอับสายตาหลังเสาต้นใหญ่
‘เอก’ เพื่อนสนิทของผมั้แ่สมัยเริ่มทำงานใหม่ ๆ เขาเป็โปรแกรมเมอร์ฝีมือดีของบริษัทซอฟต์แวร์ั์ใหญ่แห่งหนึ่ง ทว่าสภาพของเอกในตอนนี้กลับดูทรุดโทรมจนผมเกือบจำแทบไม่ได้ ใบหน้าของเขาดูหมองคล้ำและซูบเซียวอย่างเห็นได้ชัด ขอบตาดำคล้ำปูดโปนคล้ายหมีแพนด้าจากการไม่ได้พักผ่อนติดต่อกันหลายวัน เส้นผมสีดำยุ่งเหยิงชี้ฟูไม่เป็ทรง เสื้อยืดสีเทาที่สวมใส่ดูยับย่นราวกับหยิบออกมาจากตะกร้าผ้าโดยไม่ได้รีด เอกนั่งเหม่อลอยขยับมือใช้ช้อนคนกาแฟดำที่น้ำแข็งละลายจนเจือจางเพื่อประคองสติอันล้าเต็มที
“เฮ้ยเอก มึงเป็ยังไงบ้างวะ สภาพดูไม่ได้เลยเพื่อน” ผมเดินเข้าไปทักทายพลางดึงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออกแล้วทรุดตัวลงนั่ง
เอกสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าสบตาผม แววตาของเขาไร้ซึ่งความสดใส มีเพียงกระแสความอ่อนล้ากังวลใจฉายชัดอยู่ภายใน “เออ... ไอ้อลัน มึงมาแล้วเหรอวะ โทษทีว่ะ พอดี่นี้กูเบลอ ๆ ไปหน่อย”
“มึงไม่ได้นอนมากี่คืนแล้วเนี่ย ขอบตาคล้ำจนจะถึงแก้มอยู่แล้ว” ผมถามด้วยความเป็ห่วงจากใจจริง
เอกถอนหายใจยาว พลางยกแก้วกาแฟดำขึ้นจิบ “อย่าให้พูดเลยเพื่อน โปรเจกต์ระบบคลาวด์หลังบ้านของธนาคารที่กูรับผิดชอบอยู่ตอนนี้มันอยู่ใน่วิกฤต บอสสั่งปล่อยระบบใช้งานจริง แต่ดันมีบั๊กแปลก ๆ โผล่ขึ้นมาตลอดเวลา กูต้องสแตนด์บายเฝ้าหน้าจอเซิร์ฟเวอร์กะดึกั้แ่สามทุ่มยันแปดโมงเช้าทุกวัน พอตอนกลางวันกลับมาคอนโดกูก็ต้องรีบนอนเอาแรงเพื่อตื่นไปลุยงานต่อ วนลูปอยู่แบบนี้มาเกือบสองสัปดาห์แล้วว่ะ”
“งานหนักขนาดนี้มึงไหวเหรอวะ? แล้วทำไมไม่แบ่งงานให้คนอื่นทำบ้าง?”
“ทีมงานคนอื่นก็สภาพไม่ต่างจากกูหรอกเพื่อน แผนกนี้มันรับผิดชอบระบบหลัก เลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ...แต่ไอ้อลัน เื่งานกูยังพอทนได้นะเว้ย แต่เื่ข้าวหอมนี่สิ... กูเครียดจนหัวจะะเิอยู่แล้ว” เอกวางแก้วกาแฟลงแล้วยกสองมือนวดขมับล้า ๆ ของตัวเอง น้ำเสียงของเขาแฝงความหนักอกหนักใจอย่างยิ่งเมื่อพูดถึงแฟนสาวของตน
ข้าวหอม... แฟนสาวของเอกที่คบหาดูใจกันมาั้แ่มหาวิทยาลัย เธอเป็สาวแว่นน่ารัก อุปนิสัยอ่อนหวาน อ่อนไหว และค่อนข้างขี้ใจน้อย ข้าวหอมย้ายเข้ามาอาศัยอยู่ร่วมกับเอกในห้องชุดคอนโดหรูหราที่เอกเพิ่งซื้อไว้ได้ปีกว่า ๆ เพื่อเตรียมตัวสร้างอนาคตร่วมกัน
“ข้าวหอมทำไมวะ? มีปัญหาอะไรกันหรือเปล่า?” ผมถามพลางขมวดคิ้ว ลางสังหรณ์บางอย่างทำให้เริ่มรู้สึกตึงเครียด
“ก็่นี้กูไม่มีเวลาให้หอมเลยน่ะสิวะ วัน ๆ คุยกันแทบไม่ถึงสามประโยค ตอนเช้ากูกลับมาถึงห้อง หอมก็ออกไปทำงานของเธอ พอตกเย็นหอมกลับมาห้อง กูก็ต้องแต่งตัวออกจากห้องมาออฟฟิศ หรือบางวันกูก็นอนซมเป็ศพอยู่บนเตียงเพราะเหนื่อยจัด ข้าวหอมเขาเป็คนอ่อนไหว ขี้ใจน้อยแถมยังขี้เหงามาก มึงก็รู้ ปกติถ้ามีอะไรไม่พอใจหอมมักจะเงียบใส่ แต่อาทิตย์นี้หอมเ็าใส่กูอย่างเห็นได้ชัดเลยว่ะ โทรศัพท์ไปก็ถามคำตอบคำ ไลน์ไปก็ข้ามวันกว่าจะอ่าน กูละกลัวจริง ๆ ว่าถ้าปล่อยไว้แบบนี้ ข้าวหอมจะทนความเหงาและอ้างว้างไม่ไหวจนบอกเลิกกูไปเสียก่อน”
น้ำเสียงปนความเหนื่อยล้าและกังวลของเพื่อนรักทำให้ผมรู้สึกเห็นใจอย่างมาก เอกรักข้าวหอมมาก เขายอมทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำก็เพื่อที่จะเก็บเงินมาสร้างครอบครัวและดาวน์คอนโดหรูหลังนี้ให้เธอนอนสบาย แต่เขากลับลืมไปว่า ความรักไม่ได้้าเพียงแค่ปัจจัยเงินทอง ความใกล้ชิดและการดูแลใส่ใจต่างหากที่เป็สายใยร้อยรัดหัวใจคนสองคนไว้ด้วยกัน
“แล้วมึงจะเอายังไง? เคลียร์งานเสร็จแล้วค่อยหาเวลาพาข้าวหอมไปเที่ยวพักผ่อนสิเพื่อน” ผมเสนอแนะ
เอกส่ายหน้าช้า ๆ ด้วยความจนใจ “่นี้คงเคลียร์ไม่ได้ง่าย ๆ หรอกเพื่อน หัวหน้าบอกว่าต้องเฝ้าระบบยาวไปอีกอย่างน้อยครึ่งเดือนเลย... เพราะอย่างนี้กูถึงต้องนัดมึงมาวันนี้ไงวะไอ้อลัน”
เอกขยับตัวเข้ามาใกล้ สอดมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบคีย์การ์ดสีเงินใบหนึ่งพร้อมกุญแจห้องชุดออกมาวางลงตรงหน้าผม สายตาอิดโรยของเขาสบประสานกับผมอย่างเว้าวอนและจริงใจที่สุด
“กูรบกวนมึงหน่อยได้ไหมวะเพื่อน มึงช่วยแวะเวียนไปดูยัยหอมที่คอนโดให้กูทีเหอะ แวะไปคุย แวะไปถามไถ่ว่าหอมกินข้าวเย็นหรือยัง หรือถ้าหอมอยากได้อะไรในซูเปอร์มาร์เก็ต มึงก็ช่วยขับรถพาเธอไปซื้อแทนกูที อย่างน้อยให้เธอได้ระบายความอึดอัด ได้ออกไปข้างนอกบ้าง ไม่ใช่ปล่อยให้อุดอู้อยู่แต่ในห้องชุดกว้าง ๆ คนเดียวจนฟุ้งซ่าน... กูไว้ใจมึงที่สุดในบรรดาเพื่อนทั้งหมดนะไอ้อลัน มึงเป็คนอบอุ่น ใส่ใจคนอื่น และเป็คนดีที่กูเชื่อใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์”
คำว่า ‘ไว้ใจที่สุด’ และ ‘คนดี’ จากปากของเอกเปรียบเสมือนแส้แหลมคมที่หวดกระหน่ำลงบนแผ่นหลังของผมอย่างรุนแรง
ร่างกายของผมแข็งทื่อขึ้นมาทันที ลมหายใจสะดุดกึกในลำคอ หัวใจเต้นแรงด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างถึงที่สุด คำสาบานที่ลั่นไว้เมื่อเช้าว่าเด็ดขาดว่าจะไม่ยุ่งกับแฟนเพื่อนกำลังลอยเด่นขึ้นมาฟาดหน้าผมอย่างจัง ภาพของรินและภัทรฉายวับเข้ามาหลอกหลอนจนผมต้องลอบกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคออย่างยากลำบาก
“เฮ้ยเอก... กูว่าไม่เหมาะมั้งวะ แฟนมึงนะเว้ย ให้กูที่เป็เพื่อนผู้ชายแวะเวียนเข้าออกห้องมึงตอนมึงไม่อยู่ มันจะดูไม่ดีเอาหรือเปล่า คนอื่นจะมองยังไง แล้วอีกอย่าง... ข้าวหอมเขาจะเกรงใจกูด้วย” ผมพยายามปฏิเสธ ปัดป้องพัลวันเพื่อรักษาเส้นเขตแดนศีลธรรมที่เพิ่งสร้างขึ้น
“ไม่ดูไม่ดีหรอกเพื่อน คอนโดกูระบบความปลอดภัยแ่า แล้วข้าวหอมเขาก็รู้จักมึงดีั้แ่สมัยเรียนแล้ว หอมเขาไว้ใจมึงและมองมึงเป็พี่ชายที่แสนดีคนหนึ่งมาตลอด ยิ่งตอนนี้หอมกำลังเหงาและน้อยใจกูอยู่ ถ้ามึงแวะไปดูแลไปชวนคุยบ้าง หอมคงรู้สึกดีขึ้นเยอะ ดีกว่าปล่อยให้หอมเผชิญความโดดเดี่ยวจนจิตใจพังทลายนะเว้ยอลัน... ถือว่ากูขอร้องเหอะเพื่อน ช่วยประคับประคองความรักของกูใน่วิกฤตนี้ที”
เอกยื่นมือมาจับข้อมือของผม บีบแน่นเบา ๆ สายตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความคาดหวังและความอบอุ่นในฐานะมิตรภาพแท้จริงที่ไม่มีความสงสัยระแวงเลยแม้แต่น้อย
ผมชะงัก จ้องมองคีย์การ์ดสำรองสีเงินบนโต๊ะสลับกับใบหน้าทรุดโทรมและเหนื่อยล้าของเพื่อนรัก ความกังวลใจและศีลธรรมตบตีกันอย่างรุนแรงในสมอง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีะโบอกผมว่า ‘อย่ารับเด็ดขาด!’ ทว่าน้ำใจและความผูกพันระหว่างเพื่อนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมากลับเหนี่ยวรั้งให้ผมไม่อาจปฏิเสธคำขอร้องนี้ได้ลงคอ
สุดท้าย... ผมก็ถอนหายใจยาวอย่างพ่ายแพ้ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปหยิบคีย์การ์ดสีเงินใบนั้นมาเก็บใส่กระเป๋าเสื้อเชิ้ต
“เออ... ก็ได้เพื่อน กูจะแวะไปดูข้าวหอมให้บ้างตอนเย็น ๆ มึงตั้งใจทำงานเถอะ ไม่ต้องห่วง” ผมเอ่ยคำสัญญานั้นออกไป ทั้งที่ในใจกลับเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและประหวั่นพรั่นพรึงต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา
---
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนถึงยามเย็น ท้องฟ้าด้านนอกเริ่มเปลี่ยนเป็สีเหลืองส้มเข้มและเริ่มหม่นแสงลงอย่างรวดเร็ว เมฆฝนสีเทาทึบทะมึนก้อนใหญ่เริ่มลอยตัวมาปกคลุมไปทั่วชั้นบรรยากาศของเมืองหลวง ส่งผลให้บรรยากาศโดยรอบดูมืดครึ้มและอบอ้าวอย่างน่าอึดอัด
ผมขับรถมาจอดที่ลานจอดรถของคอนโดมิเนียมระดับหรูย่านใจกลางเมือง ห้องชุดของเอกตกแต่งอย่างโอ่อ่ามีระดับ ทางเดินชั้น 32 เงียบเชียบและเย็นเยียบจากเครื่องปรับอากาศส่วนกลางที่ปล่อยลมเย็นออกมาอย่างต่อเนื่อง เสียงฝีเท้าที่เหยียบลงบนพรมหนานุ่มส่งเสียงดังแ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน ชวนให้รู้สึกถึงความเวิ้งว้างโดดเดี่ยวของสถานที่แห่งนี้
ผมเดินมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องชุดของเอกและข้าวหอม สูดลมหายใจลึกเพื่อระงับความประหม่าที่จู่ ๆ ก็ก่อตัวขึ้นในอก ก่อนจะยกมือขึ้นกดกริ่งหน้าห้องเบา ๆ
ออด...
เสียงกริ่งดังสะท้อนเข้าไปด้านใน ผมยืนรออยู่ครู่หนึ่ง ท่ามกลางเสียงหวีดหวิวของลมภายนอกตึกระฟ้าที่เริ่มพัดแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก เสียงกลอนประตูอิเล็กทรอนิกส์ก็ปลดล็อกดังแกรก บานประตูเปิดออกช้า ๆ เผยให้เห็นหญิงสาวที่เป็เ้าของห้องยืนอยู่
ทันทีที่ได้เห็นเธอ หัวใจในอกของผมก็พลันกระตุกวูบขึ้นมา
ข้าวหอมยืนอยู่ตรงหน้าผมในรูปลักษณ์ที่ดูน่ารักสดใสแต่ทว่ากลับแฝงเสน่ห์อันเย้ายวนทางเพศอย่างน่าประหลาดใจ เธอสวมแว่นตากลมโตกรอบโลหะสีโรสโกลด์ที่ช่วยเน้นดวงตากลมโตคู่สวยให้ดูซื่อ ๆ และอ่อนหวานละมุนละไม เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนยาวสลวยถูกรวบขึ้นไปหนีบไว้ด้วยกิ๊บขนาดใหญ่ด้านหลังอย่างลวก ๆ ปล่อยให้ปอยผมนุ่มนิ่มตกลงมาคลอเคลียข้างแก้มใสและลำคอขาวระหง ผิวแก้มใสขึ้นสีชมพูระเรื่อธรรมชาติปราศจากการแต่งแต้มใด ๆ
ท่อนบนของเธอสวมเสื้อยืดตัวโคร่งสีชมพูอ่อนที่ยาวลงมาคลุมจนมิดสะโพกมน ท่อนล่างสวมกางเกงขาสั้นสีดำเนื้อผ้านุ่มซึ่งโดนชายเสื้อตัวใหญ่ปิดทับจนมองเห็นเพียงปลายขากางเกงปริ่ม ๆ เผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนละเอียดละออผุดผ่องสะดุดตา ผิวเนื้อนุ่มนิ่มดูสะอาดใสภายใต้แสงไฟโทนสลัวของโถงทางเดิน กลิ่นหอมสะอาดคล้ายกลิ่นสบู่เหลวและแชมพูกลิ่นผลไม้อ่อนหวานลอยมาปะทะจมูกของผมทันทีที่ก้าวเข้าไปใกล้ มันช่างเป็เสน่ห์ของสาวแว่นสุดน่ารักที่ชวนให้ผู้ชายทุกคนเกิดความรู้สึกอยากโอบกอดและทะนุถนอมไว้ในอ้อมแขน
“พี่อลัน...” ข้าวหอมเอ่ยทักทาย น้ำเสียงหวานใสแฝงความประหลาดใจอย่างชัดเจน ดวงตาคู่สวยภายใต้เลนส์แว่นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย “พี่อลันมาได้ยังไงคะ? เอกยังไม่กลับเลยนะคะ...”
ผมส่งยิ้มบาง ๆ ให้เธอ พยายามควบคุมน้ำเสียงและสายตาไม่ให้จ้องมองเรียวขาขาวผ่องของเธอจนเสียมารยาท “พอดีเอกมันยุ่งมากน่ะหอม มันบอกว่า่นี้ต้องเฝ้าเซิร์ฟเวอร์ทั้งวันทั้งคืน กลัวหอมจะเหงาและอุดอู้อยู่แต่ในห้อง เลยฝากให้พี่แวะมาดู แล้วก็ถามว่าหอมอยากไปซื้อของสดหรือของกินของใช้ในซูเปอร์มาร์เก็ตบ้างไหม พี่จะได้ขับรถพาไปน่ะ” เมื่อได้ยินคำว่า ‘เอกฝากมา’ และพูดถึงการไม่มีเวลาของแฟนหนุ่ม แววตาของข้าวหอมที่เคยเบิกกว้างด้วยความดีใจพลันหม่นแสงลงทันที รอยยิ้มบางเบาบนริมฝีปากจางหายไป ความเงียบหม่นหมองแล่นเข้ามาเกาะกุมดวงหน้าน่ารักของเธอ ข้าวหอมก้มหน้าลงต่ำ เอานิ้วเรียวเล็กดันขาแว่นตากลมของตัวเองเบา ๆ เพื่อซ่อนกระแสความน้อยใจที่พวยพุ่งขึ้นมา
“เอกเนี่ย... ดีแต่ฝากคนอื่นนะคะ ตัวเองไม่เคยคิดจะกลับมามองหอมบ้างเลย...” ข้าวหอมพึมพำเสียงแ่เบาปนสะอื้นเล็ก ๆ ในลำคอที่จับใจคนฟัง
ผมเห็นท่าทางเปราะบางและน่าสงสารของเธอแล้ว ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจพลันเกาะกุมหัวใจขึ้นมาทันที “หอม... อย่าคิดมากเลยนะ เอกมันทำงานหนักก็เพื่ออนาคตของหอมกับมันนั่นแหละ... เอาเป็ว่าตอนนี้เราไปหาซื้ออะไรอร่อย ๆ กินกันดีกว่าเนอะ ถือว่าไปเดินยืดเส้นยืดสายแก้เหงาด้วย ฝนกำลังจะตกแล้วด้วย ถ้ารีบไปตอนนี้ยังทันอยู่”
ข้าวหอมเงยหน้าขึ้นสบตาผม แววตาของเธอฉายประกายความซาบซึ้งใจที่อย่างน้อยก็มีใครบางคนมองเห็นความโดดเดี่ยวของเธอ “ขอบคุณพี่อลันมากนะคะ... งั้นหอมขอตัวไปหยิบกระเป๋าสตางค์แป๊บหนึ่งนะคะ”
---
บรรยากาศภายในซูเปอร์มาร์เก็ตยามเย็นคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่เดินเลือกซื้อของกินของใช้อย่างรีบเร่งก่อนที่พายุฝนจะเทกระหน่ำลงมา เสียงเพลงคลาสสิกจังหวะนุ่มนวลดังแว่วมาตามลำโพงช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของชีวิตเมืองหลวงลงได้บ้าง
ผมเดินเข็นรถเข็นคันใหญ่เคียงข้างไปกับข้าวหอมที่เดินเลือกซื้อของสดอย่างตั้งอกตั้งใจ ภาพสาวแว่นร่างเล็กในเสื้อยืดตัวโคร่งที่คอยก้มมองป้ายราคาและหยิบผักผลไม้มาดมกลิ่นดูช่างเป็ภาพที่น่าเอ็นดูจนผมเผลอลอบยิ้มออกมาหลายครั้งโดยไม่รู้ตัว
“ข้าวหอมชอบกินชาผลไม้เหรอครับ?” ผมถามขึ้นเมื่อเห็นเธอยืนลังเลอยู่หน้าชั้นวางเครื่องดื่มกระป๋องนานเป็พิเศษ
“อ๋อ... ใช่ค่ะ หอมชอบกินชาพีชมากเลยค่ะ เวลาดื่มแล้วมันรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลายดี แต่เอกเขาไม่ชอบหรอกนะคะ เอกเขาดื่มแต่กาแฟดำขม ๆ หรือไม่ก็น้ำอัดลมเท่านั้นแหละค่ะ เื่เล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้เอกไม่เคยจำหรอกค่ะ...” ข้าวหอมเอ่ยพลางหยิบชาพีชกระป๋องใส่รถเข็น น้ำเสียงของเธอราบเรียบทว่าแฝงร่องรอยของความเปล่าเปลี่ยวใจอย่างลึกซึ้ง
“พี่จำได้นะว่าหอมชอบขนมหวานรสสตรอว์เบอร์รี่ด้วยใช่ไหม? สมัยเรียนเห็นหอมชอบซื้อกินบ่อย ๆ” ผมพูดพลางเอื้อมมือไปหยิบกล่องคุกกี้รสสตรอว์เบอร์รี่ยี่ห้อโปรดของเธอจากชั้นวาง้าส่งยื่นให้เธอ
ข้าวหอมชะงักงัน จ้องมองกล่องขนมในมือผมสลับกับใบหน้าของผมด้วยความตกตะลึง ดวงตากลมโตภายใต้เลนส์แว่นเบิกกว้าง แววตาสั่นระริกด้วยความตื้นตันระคนหวั่นไหวอย่างรุนแรง ใบหน้าหวานซับสีระเรื่อจนแดงก่ำไปถึงใบหูเล็ก ๆ ของเธอ
“พี่อลัน... จำรายละเอียดของหอมได้ดีขนาดนี้เลยเหรอคะ?” ข้าวหอมถามเสียงสั่น แววตาคู่สวยสะท้อนภาพของผมเด่นชัด
“อ๋อ... พี่เป็คนจำรายละเอียดของคนอื่นเก่งน่ะ โดยเฉพาะกับคนที่น่ารักและใส่ใจคนอื่นอย่างหอม” ผมตอบออกไปตามความรู้สึกจริง โดยลืมคิดไปว่าคำพูดและสายตาอบอุ่นของผมในยามนี้มันอาจจะก้าวล้ำเส้นแบ่งความเป็ ‘พี่ชายเพื่อน’ ไปก้าวหนึ่งแล้ว
ข้าวหอมก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มหวานปนเขินอาย นิ้วเรียวเล็กดันกรอบแว่นตาขึ้นอีกครั้งเพื่อซ่อนดวงตาที่เริ่มสุกใสเปล่งประกายชวนฝัน “ขอบคุณมากนะคะพี่อลัน... พี่อลันเนี่ยอบอุ่นและใส่ใจรายละเอียดเก่งจังเลยค่ะ ใครได้เป็แฟนนี่คงโชคดีมาก ๆ แน่เลย ไม่เหมือนเอก...”
ผมรู้สึกใจเต้นแรงขึ้นมาทันทีกับท่าทางหวั่นไหวและคำชมแสนซื่อของเธอ เคมีบางอย่างที่ชวนสั่นไหวในหัวใจเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบท่ามกลางความหนาแน่นของผู้คน
ระหว่างที่เดินซื้อของ ผมคอยระแวดระวังและปกป้องข้าวหอมตลอดเวลา ในจังหวะที่มีรถเข็นคันอื่นแล่นสวนมาอย่างรวดเร็ว ผมเอื้อมมือไปโอบไหล่บอบบางของเธอเบา ๆ ดึงร่างนุ่มนิ่มเข้ามาแนบชิดตัวเพื่อหลบทาง ผิวเนื้อไหล่บอบบางอุ่น ๆ ภายใต้เสื้อยืดสีชมพูบางเบาปะทะเข้ากับแผ่นอกของผม กลิ่นหอมสะอาดจากเรือนผมของเธอโชยเข้าจมูกจนผมใจสั่นสะท้าน ข้าวหอมเองก็ไม่ได้ขัดขืน เธอขยับกายเข้ามาอิงแอบอย่างไว้วางใจ แอบช้อนสายตามองผมผ่านแว่นตาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยกระแสอารมณ์บางอย่างที่ลึกซึ้งและหวั่นไหว
ตอนข้ามถนนทางม้าลายจากซูเปอร์มาร์เก็ตกลับมาที่จอดรถ ลมพายุเริ่มพัดกรรโชกแรง ฝุ่นและใบไม้แห้งปลิวว่อนไปทั่ว ผมกลัวว่าเธอจะเดินสะดุดจึงเอื้อมมือไปกุมข้อมือเล็ก ๆ ของเธอไว้หลวม ๆ ผิวข้อมือเนียนละเอียดนุ่มมือนั้นช่างอุ่นละมุนจนผมแทบไม่อยากปล่อย ข้าวหอมสะดุ้งแ่เบาแต่ก็ยินยอมให้ผมกุมมือเดินข้ามถนนไปแต่โดยดี นิ้วเรียวเล็กของเธอขยับเบียดสอดประสานกับอุ้งมือของผมแ่เบาอย่างลืมตัว
ความอบอุ่นที่ส่งผ่านฝ่ามือในยามที่พายุฝนกำลังจะตั้งเค้า ทำให้หัวใจของสาวแว่นผู้แสนเหงาเต้นระรัวแรงขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับพบหยาดน้ำฝนหล่อเลี้ยงผืนดินที่แห้งแล้งมานานแสนนาน
---
ครืน... ครืน...
เสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องสะท้อนไปทั่วชั้นบรรยากาศ ท้องฟ้าภายนอกกลายเป็สีดำสนิทราวกับน้ำหมึก หยดน้ำฝนเม็ดโตเริ่มเทกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง ลมพายุพัดกระโชกแรงจนสายฝนสาดซัดกระทบกระจกหน้ารถของผมเสียงดังสนั่นะเืขณะที่ผมเลี้ยวรถเข้ามาจอดใต้ตึกคอนโดหรูของเอก
สภาพอากาศภายนอกเลวร้ายลงทุกขณะ บรรยากาศรอบด้านสลัวเลือนราง มีเพียงแสงไฟสีนวลของตึกที่สะท้อนผ่านม่านน้ำฝนสีขาวโพลนดูวังเวงและน่ากลัว
ผมและข้าวหอมช่วยกันหิ้วถุงของสดเดินเข้าไปในลิฟต์ ลิฟต์ความเร็วสูงนำพาเราขึ้นมาถึงชั้น 32 โถงทางเดินที่ยาวไกลดูเยือกเย็นและเงียบอ้างว้างกว่าปกติ เสียงฝนที่สาดกระทบกระจกหนาของโถงทางเดินด้านนอกดังหวีดหวิวแ่เบาคล้ายเสียงร้องระงมของิญญาแห่งความโดดเดี่ยว
ครืด... ครืด...
จู่ ๆ โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงของผมก็สั่นระรัวขึ้นมา ผมหยิบขึ้นมากดรับสายเมื่อเห็นว่าเป็ชื่อของเอก
“เออ ว่าไงเอก ถึงห้องแล้วเนี่ย” ผมพูดสาย
“ไอ้อลัน... แฮก... แย่แล้วว่ะเพื่อน!” เสียงของเอกดังลอดมาตามสายน้ำเสียงตระหนกใและเหนื่อยล้าถึงขีดสุด เสียงของเพื่อนร่วมงานและเสียงคีย์บอร์ดกดรัวดังแทรกเข้ามาเป็ระยะ “ระบบฐานข้อมูลคลาวด์โดนแฮกเกอร์โจมตี บั๊กตัวแม่โผล่ขึ้นมาทำลายระบบกู้คืน คืนนี้กูค้างออฟฟิศร้อยเปอร์เซ็นต์ กลับคอนโดไม่ได้เด็ดขาดแล้วเพื่อน! กูต้องอยู่กู้ระบบกับทีมงานทั้งคืนยันเช้าแน่ ๆ...”
ผมชะงัก หันมองข้าวหอมที่ยืนถือถุงขนมอยู่ข้าง ๆ ใบหน้าน่ารักของเธอซีดเผือดลงทันทีเมื่อได้ยินเสียงสนทนาจากลำโพงโทรศัพท์ที่สะท้อนก้องในความเงียบของโถงทางเดิน
“เออ ๆ เข้าใจแล้วเพื่อน มึงแก้ปัญหาไปเถอะ ไม่ต้องห่วงทางนี้”
“เออ ฝากมึงไปส่งข้าวหอมถึงในห้องให้เรียบร้อยด้วยนะเพื่อน ขอบใจมึงมากนะอลัน แค่นี้ก่อนนะเว้ย!” เอกกดวางสายไปอย่างเร่งรีบ ทิ้งความเงียบอันหนักอึ้งและอึดอัดให้กลับมาครอบงำเราสองคนอีกครั้ง
ข้าวหอมยืนนิ่งอยู่หน้าประตูห้องชุด แววตาของเธอสั่นระริกด้วยความน้อยใจและปวดร้าว น้ำตาเม็ดโตเอ่อล้นคลอกรอบตาภายใต้กรอบแว่น ก่อนจะค่อย ๆ ไหลหยดลงบนแก้มใสช้า ๆ ไหล่บอบบางของเธอสั่นเทิ้มด้วยความรู้สึกเหมือนโดนทอดทิ้งให้อยู่ตัวคนเดียวท่ามกลางความเ็าของเมืองหลวง
ผมรู้สึกปวดแปลบในอกเมื่อเห็นน้ำตาของเธอ ผมหยิบคีย์การ์ดสีเงินเปิดล็อกประตูห้องชุดแล้วเบี่ยงตัวเปิดทางให้เธอเข้าไปด้านใน
ภายในห้องชุดกว้างขวางปานวิมานนั้นมืดสนิท ไม่มีแสงไฟดวงใดเปิดทิ้งไว้เลย บรรยากาศเยือกเย็นและอ้างว้างจับจิต เสียงฝนและลมพายุภายนอกกระทบกระจกบานใหญ่ในห้องนั่งเล่นดังสนั่น ครืนครั่นะเืเลื่อนลั่น แสงแปลบปลาบของสายฟ้าสาดส่องผ่านรอยแยกผ้าม่านเข้ามาวาบ ๆ เผยให้เห็นเฟอร์นิเจอร์หรูหราที่ดูมืดมนและเย็นเยียบ
ผมก้าวเท้าตามเธอเข้าไปในห้อง วางถุงของลงบนโต๊ะทานอาหาร ตั้งใจจะเดินไปกดสวิตช์เปิดไฟเพื่อสร้างความสว่างและขับไล่บรรยากาศน่ากลัวนี้ออกไป ทว่าในส่วนลึกของจิตใจ คำสาบานที่ให้ไว้กับตัวเองเมื่อเช้าเริ่มดังก้องเตือนสติของผมอีกครั้งอย่างรุนแรง
‘ส่งข้าวหอมเสร็จแล้วก็รีบกลับห้องของมึงซะอลัน อย่าล้ำเส้นเพื่อนอีกเป็ครั้งที่สองเด็ดขาด!’
ผมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ หันหลังกลับเตรียมจะเอ่ยปากขอตัวกลับท่ามกลางพายุฝน “ข้าวหอม... งั้นพี่ส่งหอมแค่นี้นะ ของในถุงเดี๋ยวหอมเอาเข้าตู้เย็นนะ พี่ขอตัวกลับก่อน...”
หมับ!
ยังไม่ทันที่ผมจะพูดจบประโยคดี ร่างกายของผมก็ต้องแข็งทื่อเป็หินไปชั่วขณะ
ััอุ่นชื้นและนุ่มนิ่มจากร่างบางของข้าวหอมโผเข้ามาประชิดแผ่นหลังของผม กลิ่นหอมระรวยของแป้งเด็กและครีมอาบน้ำผสมผสานกลิ่นไอฝนจาง ๆ จากตัวเธอลอยอบอวลปะทะจมูก สองมือน้อย ๆ ของเธอเอื้อมมากำและดึงรั้งชายเสื้อยืดของผมไว้แน่นจนยับย่น ร่างกายบอบบางสั่นสะท้านและสะอื้นแ่เบาจนแผ่นหลังของผมััได้ถึงแรงสั่นไหวของหัวใจเธอ
“พี่อลัน... อย่าเพิ่งไปเลยนะคะ...” เสียงสั่นเครือปนสะอื้นไห้น้อยใจของข้าวหอมดังขึ้นแ่เบาท่ามกลางเสียงฟ้าร้องภายนอก
ผมยืนตัวเกร็งในความมืด หัวใจเต้นกระหน่ำรัวไม่แพ้เสียงฝนตกหนักด้านนอก ลมหายใจเริ่มติดขัดอย่างหนักหน่วง จิตสำนึกและแรงปรารถนาตบตีกันเองระหว่างคำสาบานศีลธรรมความเป็เพื่อนกับแรงเสน่หาทางกายอันมหาศาลจากหญิงสาวตรงหน้าที่บดเบียดร่างกายเข้าใส่แผ่นหลังของผมอย่างลืมตัว
ผมค่อย ๆ หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเธอในความสลัวรางของห้องที่มืดมิด
ข้าวหอมช้อนสายตาฉ่ำน้ำตาขึ้นสบตาผมตรง ๆ แก้มใสของเธอเกาะพราวไปด้วยหยดน้ำตาเม็ดเล็ก ๆ แสงแปลบปลาบจากสายฟ้าภายนอกสะท้อนเลนส์แว่นของเธอเป็ระยะ เผยให้เห็นดวงตาคู่งามที่เต็มไปด้วยความเปล่าเปลี่ยวใจ ความหวาดกลัว และความเหงาจับใจที่สะสมมานานแสนนาน มือเรียวเล็กของเธอยังคงดึงเสื้อยืดของผมไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ราวกับผมเป็ขอนไม้ชิ้นสุดท้ายที่เธอจะเกาะยึดไว้ในทะเลความเหงาอันบ้าคลั่งนี้
“พี่อลัน... คืนนี้ฝนตกหนัก ข้าวหอมกลัว... อยู่เป็เพื่อนหอมก่อนได้ไหมคะ?”
น้ำเสียงหวานสั่นเครือที่อ้อนวอนขอร้องอย่างเปราะบางและไร้ทางสู้ของข้าวหอมสะท้อนก้องในหัวใจของผม ประโยคคำขอร้องสั้น ๆ ทว่าเปี่ยมไปด้วยแรงทำลายล้างที่สั่นคลอนความถูกต้องและศีลธรรมในใจผมจนเกราะกำบังอันแกร่งกล้าแทบจะพังทลายลงในพริบตา...
ท่ามกลางเสียงฝนเทกระหน่ำและความมืดมิดภายในห้องชุดสุดหรูที่เยือกเย็น ความใกล้ชิดที่แสนตึงเครียดของหนุ่มสาวสองคนกำลังจะแปรเปลี่ยนเป็แรงไฟร้อนรุ่มที่พร้อมจะเผาผลาญคำสาบานทุกอย่างให้มอดไหม้ไปกับความมืดมนนี้...