ทันทีที่เธอทำตามคำพูดของเขาโจอันก็ได้รู้ว่าเธอได้กระทำในสิ่งที่ผิดพลาดอย่างมากลงไปแล้วอย่างช่วยไม่ได้เพราะเรือนผมสลวยปรกลงเคลียไหล่เธอก็บังเกิดความรู้สึกว่าตัวเองเป็ผู้หญิงขึ้นกว่าเดิม อ่อนแอและไร้สมรรถภาพมันเป็ความรู้สึกที่เธอ้าจะหลีกเลี่ยงอย่างที่สุดเพราะรู้ว่าจะต้องตกอยู่ใต้อิทธิพลซึ่งเป็ประหนึ่งแม่เหล็กที่ดึงดูดเธอไว้โดยสิ้นเชิงทั้งๆ ที่ได้สร้างกำแพงขึ้นขวางกั้นไว้อย่างสุดความสามารถแล้วก็ตามจากเหตุการณ์เมื่อคืนนี้เธอได้พยายามนึกถึงเขาในฐานะนายจ้างและตัวเองในฐานะลูกจ้างไว้ตลอดเวลาที่นอนอยู่ในอ้อมแขนเขาและเธอก็ปรารถนาจะสร้างปราการอันนั้นให้แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม
ด้วยความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวโจอันไม่ยอมใส่ใจกับแบรนดท์ตลอด่เวลาเช้าวันนั้นจัดเก็บเอกสารที่อยู่ในตะกร้าบนโต๊ะเข้าแฟ้มจนเรียบร้อยจากกิริยาภายนอกโจอันประสบความสำเร็จอยู่ไม่น้อยแต่เรด้าร์ภายในคอยจับสังเกตความเคลื่อนไหวของแบรนดท์อยู่ตลอดเวลา
“ผมชักหิวแล้วสิ” เสียงห้าวๆ ทำลายความเงียบขึ้นใกล้ตัวทำให้โจอันถึงกับสะดุ้งหันขวับไปมอง “เราจะกินอะไรเป็อาหารกลางวันล่ะนี่?”
ดวงตาสีฟ้าเข้มคู่นั้นราวจะดึงดูดเธอลงสู่ห้วงแห่งวังวนด้วยอารมณ์ปั่นป่วนความใกล้ชิดสนิทสนมที่เกิดขึ้น ทำให้มันเกือบจะเป็ไปไม่ได้เลยสำหรับการที่เธอจะพูดจากับเขาอย่างปกติมันเหมือนกับมีสัญญาณเตือนให้รู้ว่าเธอออกจะหวั่นไหวในความรู้สึกที่มีต่อเขามากเกินไปเสียแล้วแต่โจอันก็ไม่รู้จะปกป้องไม่ให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร
“ไม่รู้สิคะ” เธอรีบตอบก่อนที่จะเบือนหน้ากลับไปยังตู้เก็บเอกสารอย่างเพลียใจ
“ผมจะไปดูสิว่าในแคนทีนมีอะไรให้กินบ้าง”
ขณะที่เธอละเลียดอยู่กับแซนด์วิชเย็นเยือกในเวลาต่อมาโจอันยอมรับกับตัวเองว่าการที่ได้อยู่ร่วมกันเช่นนี้มันทำลายความสงบสุขในหัวใจลงจนหมดสิ้นความห่างเหินในขณะที่ต่างคนต่างทำงานของตนมิได้เข้ามามีส่วนในสถานการณ์ครั้งนี้เลยเธออาจจะรู้สึกไปเองก็ได้ว่าเขาให้ความสนใจในตัวเธอมากขึ้นหรือมิฉะนั้นมันก็อาจจะเป็ความสงสัยใคร่รู้ว่าทำไมแบรนดท์จ้องมองเธอในแบบที่ไม่เคยเป็มาก่อน คล้ายกับว่าเขาได้ค้นพบความเป็ปุถุชนซึ่งซ่อนไว้ใต้สีหน้าท่าทางเอาการเอางานของเธอเข้าเช่นนั้น
แต่เธอจะไม่คิดมากไปหน่อยหรือกับการที่เขาเพิ่มความสนใจในตัวเธอขึ้น? มันมีอันตรายตรงไหนเล่าถ้าความเป็เพื่อนจะเกิดขึ้นระหว่างเขากับเธอ? มันน่ากลัวนักหรือ? ถ้าแบรนดท์ไลอ้อน จะมองเห็นความเป็ผู้หญิงของเธอขึ้นมาบ้างมันก็ไม่น่าจะหมายความเขาจะต้องเกิดความใคร่ในตัวเธอขึ้นมาด้วยโดยเฉพาะในขณะที่มีใครอีกคนหนึ่งเช่นแองเจล่าแฝงอยู่ในดวงความคิดของเขาแน่
“ขอซื้อความคิดนั่นสักเพนนีเถอะ” เสียงแบรนดท์ทำลายภวังค์ขึ้น
“ไม่มีค่าถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ” โจอันตอบด้วยท่าทางขวยเขิน
“อะไรก็ตามที่สามารถทำให้ผู้หญิงสงบปากสงบคำได้กว่า๑๕ นาทีแล้วละก็ อย่างน้อยก็มีค่าสักหนึ่งเพนนีละ” เขาพูดล้อๆ
“ถ้าคุณอยากจะรู้” เธอเงยหน้าขึ้นจากแซนด์วิช สบตาสีฟ้าคู่นั้น “จะบอกให้ก็ได้ว่าฉันกำลังสงสัยอยู่ว่าเมื่อไหร่พายุมันจะหยุดเสียที”
“เบื่อที่จะอยู่กับผมแล้วใช่ไหมล่ะ?”
“ก็ไม่มากไปกว่าที่คุณรู้สึกต่อฉันหรอกค่ะ” โจอันพูดเสียงอ่อน
“ตรงกันข้ามน่ะสิ” แบรนดท์ยักไหล่เบาๆ “ถ้าจะให้พูดกันตามความจริงแล้วผมก็ชักสงสัยขึ้นมาเหมือนกันว่า ทำไมผู้หญิงสวยๆอย่างคุณถึงได้พยายามหลีกเลี่ยงการที่จะได้ไปยืนอยู่หน้าแท่นบูชานะ?”
“อาจจะเป็เพราะหน้าแท่นบูชานั่นมันไม่ใช่ที่สำหรับฉันมากกว่านะคะ”
“แต่ผมว่าสักวันหนึ่งผมคงต้องหาเลขาฯคนใหม่แน่เมื่อคุณชักจะเบื่อหน้าผมเต็มที”แบรนดท์พูดยิ้มๆ
“แต่ฉันยังไม่ได้ยื่นใบลาออกนะคะ คุณไลอ้อน” โจอันพูดเสียงแข็ง
“เอ๊ะ...เอ๊ะ...เมื่อคืนนี้ยังเรียกแบรนดท์อยู่เลย” ดวงตาของเขาเป็ประกายพราวขึ้นมาซึ่งรบกวนจิตใจโจอันนัก จนต้องเมินมองไปเสียทางอื่น “แต่ถึงยังไงคุณก็ต้องมีบุคคลพิเศษอยู่ในใจบ้างล่ะจริงไหม? หรือจะให้ผมเชื่อว่าคุณแต่งตัวสวยๆในบางครั้ง เพื่อจะให้คุณป้าแก่ๆ ดู”
โจอันรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นที่ขอบตารู้สึกทระนงในศักดิ์ศรีของตนขึ้นมา เธอไม่อาจเล่าให้เขาฟังถึงวันสุดสัปดาห์ที่แสนจะเงียบเหงาได้ไม่อาจเอ่ยถึงยามค่ำคืนที่แสนอ้างว้างนับไม่ถ้วนที่ต้องอยู่เพียงคนเดียวคำที่เธอได้พูดออกไปเป็ทำนองว่าทุกวันสุดสัปดาห์จะต้องมีนัดกับใครต่อใครเสมอราวจะตามมาพร่าผลาญน้ำใจ คล้ายกับว่าถ้าลองได้พูดปดออกไปครั้งหนึ่งแล้วก็จะต้องพูดไปเรื่อยๆ
“ฉันก็ไม่รู้หรอกค่ะ...” โจอันไม่ใคร่แน่ใจและแล้วก็ต้องเดินหน้าต่อด้วยความหวังว่าเธอจะไม่ฝังตัวเองในคำเท็จที่ได้กล่าวออกไป พร้อมกับขออภัยเอ็ดโทมัส อยู่ในใจ ที่จะต้องเอาชื่อเขามาอ้างเพื่อหาทางออก “ที่จริงเอ็ดก็จัดว่าเป็คนพิเศษก็ได้แล้วฉันก็ชอบเขาอยู่มาก” อย่างน้อยคำพูดประโยคนี้ก็มีความจริงแฝงอยู่บ้าง
“คุณรู้จักเขามานานแล้วงั้นหรือ?” แบรนดท์ถามอย่างให้ความสนใจตามมารยาท
“ไม่หรอกค่ะเขาเป็น้องชายของคู่หมั้นเพื่อนสนิทฉัน” โจอันเขี่ยแซนด์วิชในจานเล่นอย่างใจคอไม่สู้ดี
“เพื่อนคุณที่ชื่อมอร์แลนด์อยู่แผนกคอมพิวเตอร์ใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ เคย์ มอร์แลนด์ นั่นแหละ” โจอันออกจะใเพราะไม่รู้ว่าเขารู้เื่นี้ด้วย
“แล้วคุณจะชวนเอ็ดมางานปาร์ตี้คริสต์มาสด้วยหรือเปล่าล่ะ?”
“เอ้อ...ที่จริง...” คำถามของเขาทำให้โจอันเผลอตัว“เขาอยู่คลีฟแลนด์น่ะค่ะ”
“ถ้างั้นก็รู้สึกว่าจะยุ่งยากพอดูนะที่เขาจะต้องบินกลับมาเพื่อเยี่ยมคุณ” แบรนดท์พูดเรียบๆ
“เขาจะมาเยี่ยมพี่เขาด้วยนี่คะ” โจอันเสริมพร้อมกับผลุดลุกขึ้นยืน้ายุติการสนทนาลงเพียงแค่นั้น
เสียงเก้าอี้ตัวที่เธอนั่งอยู่ลั่นขึ้นเหมือนจะทักท้วงการที่เธอลุกพรวดขึ้นเป็เสียงที่คล้ายชอล์กถูกขูดลงบนกระดานดำอย่างแรงๆ
“เก้าอี้ตัวนั้นน่าจะต้องหยอดน้ำมันเสียหน่อยแล้ว” เขาลุกขึ้นเดินมาขยับมันไปข้างหน้าข้างหลังเพื่อตรวจสภาพ
“ฉันอาจจะสูงโย่งเหมือนชาวอะเมซอนก็จริงแต่เก้าอี้นั้นมันหนักเกินกว่าที่ฉันจะจับคว่ำาลง แล้วก็หยอดน้ำมันตรงที่มันขัดได้” โจอันพูดห้วนๆ
แบรนดท์เงยหน้าขึ้นมองเธอด้วยแววตาคมปลาบคล้ายจะระงับความฉุนเฉียวในอารมณ์ไว้โจอันเชิดหน้ากล้ำกลืนก้อนแข็งๆ ในลำคอลง เธอมักจะเป็เช่นนี้เสมอคล้ายคนที่มีปมด้อยในรูปกายของตัวเองมาั้แ่ครั้งรุ่นสาวแล้ว เมื่อรู้สึกว่าตัวเองสูงกว่านักเรียนชายที่เป็เพื่อนร่วมชั้นเรียนทุกคนแบรนดท์หรี่ตามองอย่างเพ่งพิศ
“คุณอ่อนไหวในเื่ที่คุณเป็คนตัวสูงอย่างนี้เสมอน่ะหรือ?”
“แต่มันก็เป็สิ่งที่เราจะแสร้งทำเป็ไม่สนใจไม่ได้นี่คะ” โจอันตอบเสียงแข็ง
“ทำไมมันถึงได้เป็อย่างนี้น้า” แบรนดท์ส่ายศีรษะอย่างไม่เข้าใจ“คนเตี้ยก็อยากสูงคนสูงก็อยากเตี้ยคุณว่าจริงไหม?”
“มันเป็ธรรมชาติของคนกระมังคะ” โจอันยักไหล่“อยากจะได้ในสิ่งที่เป็ไปไม่ได้แต่ฉันน่ะยอมรับสภาพตัวเองอยู่แล้ว”
“ถ้างั้นก็เลิกขออภัยที่ตัวเองเป็คนตัวสูงแล้วก็มีผมบลอนด์แสนสวยที” มันเป็ทั้งคำสั่งและคำอภินันทนาการที่ค่อนข้างแปลกคล้ายกับจะต่อว่าต่อขานที่เธอทำตัวเป็คนไร้มารยาทซึ่งทำให้โจอันแสดงปฏิกิริยาขึ้นมาทันที
“คุณไลอ้อนคะนี่คุณคงไม่คิดว่าฉันจะต้องเชื่อที่คุณพูดหรอกนะคะ” เธอเชิดหน้าอย่างขัดเคืองในอารมณ์ “เพราะตลอดเวลา3 ปีที่ฉันทำงานอยู่ที่นี่ คุณไม่เคยแสดงความสนใจในตัวฉันมากไปกว่าเลขาฯธรรมดาๆคนหนึ่งเลย”
หัวเข่าของแบรนดท์เกี่ยวอยู่กับมุมโต๊ะในลักษณะกึ่งนั่งกึ่งยืนมือประสานกันอยู่ต้นขา
“เื่นี้น่ากลัวที่คุณจะต้องลงโทษตัวเองเสียแล้วล่ะเพราะไอ้ป้าย ‘ห้ามผ่าน’ ที่คุณแขวนไว้นี่น่ะมันชัดเจนเสียเหลือเกิน แล้วกิริยาท่าทางของคุณก็ขึงขังเอาการเอางานอยู่ตลอดเวลาจนผมเดาไม่ออกว่าคุณ้าปรนนิบัติแบบผู้หญิงคนอื่นๆ เขาหรือเปล่าและที่ยิ่งกว่านั้น...” สีหน้าของแบรนดท์กระด้างขึ้น“ผมเป็คนตั้งเกณฑ์ไว้กับตัวเองว่าอย่าได้เอาเื่งานกับเื่ส่วนตัวเข้ามาปนเปกันเป็อันขาดผมไม่้าชีวิตส่วนตัวที่ผูกพันอยู่กับงานโดยตลอด”