รุ่ยอ๋องเซียวเยี่ยนจ้องมองสตรีที่นอนสิ้นไร้เรี่ยวแรงตรงหน้าด้วยความสนใจ เข้าเป็ผู้ฝึกยุทธ์พิษยาปลุกกำหนัดนี้หากเขาพยายามเดินลมปราณขับไล่ก็น่าจะสามารถกำจัดพิษได้แล้ว ส่วนสตรีตรงหน้านี้ขอแค่นางมีสัมพันธ์กับผู้อื่นพิษยาก็ย่อมจะสลายไปเอง เพียงแต่การที่นางยังคงอดทนและอดกลั้นได้เช่นนี้หากไม่ใช่เพราะเป็คนที่มีจิตใจแข็งแกร่งก็น่าจะเป็ผู้ฝึกยุทธ์เช่นเดียวกัน ซึ่งเมื่อดูจากสภาพการณ์ของนางในยามนี้นั้นน่าจะเป็เพราะอย่างแรกมากกว่า
“หากท่านอ๋องจะทรงมีเมตตาก็ทรงลงมือเถิดเพคะ” ซูเหม่ยถิงพูดพลางหลับตาลง
ก่อนหน้าที่จะมาอยู่ในร่างนี้นางตายเพราะการถูกหักหลัง พอเข้ามาอยู่ในร่างนี้ก็กำลังย่ำแย่เพราะถูกหักหลังเช่นเดียวกัน เ้าของร่างนี้แม้ว่าจะรู้สึกรังเกียจเวินหานเซียงมากเพียงใดแต่ก็เชื่อใจซูเหม่ยเหยามากพอสมควร เพราะไม่ว่าอย่างไรซูเหม่ยเหยาก็เป็คนสายเืเดียวกันกับนาง คิดไม่ถึงว่าน้องสาวต่างมารดาผู้นี้จะมีจิตใจชั่วร้ายไม่ต่างจากมารดาเลย หากซูเหม่ยถิงสูญเสียความบริสุทธิ์ก่อนหน้าที่จะทำการแลกเปลี่ยนดวงชะตาอย่างเป็ทางการหนึ่งวัน ไม่เพียงทำให้เสียโอกาสที่จะได้แต่งเข้าตำหนักบูรพาแต่ยังอาจจะสูญเสียโอกาสที่จะมีชีวิตรอดด้วย ถึงอย่างไรผู้คนในยุคนี้ก็ยึดถือเื่ความบริสุทธิ์ของร่างกายของสตรีเป็สิ่งสำคัญ การที่นางตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ล้วนมีแต่ตายกับตายเพียงเท่านั้น
ร่างกายอันอ่อนปวกเปียกของนางถูกอุ้มขึ้นมา เสียงลมหายใจที่เป่ารดใบหน้าของนางดูเหมือนว่าจะมีความถี่กระชั้นขึ้น นางจึงเงยหน้าไปจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนา เขาเองก็ก้มลงมาจ้องมองนางเช่นเดียวกันคงเพราะว่าเขาสามารถรับรู้ได้ถึงเนื้อตัวอันสั่นระริกเพียงเพราะได้รับการััจากเขา
“บอกข้ามาว่าในหากออกจากห้องนี้ไปได้ มีที่ไหนที่พวกเราจะไม่ถูกผู้อื่นจับได้ว่าอยู่ด้วยกัน” เมื่อเขาถามเช่นนี้นางก็ชี้ไปที่หน้าต่างแล้วพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“ออกจากหน้าต่างแล้วไปทางซ้ายมือ เรือนเก่าของท่านแม่ของหม่อมฉันอยู่ทางด้านนั้น ยามนี้ที่นั่นเป็เรือนร้างไม่มีคนอยู่จะมีคนไปที่นั่นก็ต่อเมื่อหม่อมฉันสั่งให้คนไปทำความสะอาดเพียงเท่านั้น” เมื่อนางพูดจบรุ่ยอ๋องก็อุ้มนางเดินตรงไปที่หน้าต่าง เขาสำรวจบริเวณด้านนอกครู่หนึ่งแล้วก็ลอบทอดถอนใจออกมาอย่างเบาใจเมื่อเห็นว่าไม่มีคนคอยเฝ้าบริเวณนี้ แล้วจึงค่อยๆ อุ้มนางทะยานร่างออกจากหน้าต่างอย่างคล่องแคล่วแล้วพานางตรงไปยังเรือนเล็กที่อยู่อีกด้านอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้าไปได้เขาก็รีบอุ้มนางตรงไปยังห้องด้านในสุดของเรือน
“นี่คือห้องเก่าของข้า” เมื่อนางชี้ไปที่ประตูบานหนึ่งเขาก็รีบเปิดเข้าไปแล้วจัดการวางนางลงบนเตียงเล็กภายในห้องทันที เขาเดินกลับไปปิดประตูลงกลอนอีกครั้งแล้วก็เดินกลับมาหานางแล้วก็ทิ้งตัวลงมาโอบกอดนางอย่างหมดความอดทน
ริมฝีปากที่ซุกไซร้ลงมาทำให้ซูเหม่ยถิงหอบหายใจออกมาอย่างโหยหาและโต้ตอบกลับไปอย่างดุเดือด ฝ่ามืออันร้อนผ่าวนอกจากจะลูบไล้ร่างกายของนางอย่างสนิทเสน่หาแล้วยังทำการปลดเปลื้องเสื้อผ้าบนร่างกายของนางออกอย่างรวดเร็ว เมื่อสายคาดเอวถูกปลดออกนางก็ไม่รอช้ารีบใช้มือที่เริ่มมีกำลังวังชาของตนเองปลดสายคาดเอวของเขาออกเช่นเดียวกัน
“ใจเย็นๆ หากสายคาดเอวของข้าขาดและเสื้อผ้ายับยุ่งขึ้นมาอาจจะเกิดเื่ยุ่งยากขึ้นมาในภายหลัง” เสียงกระซิบอันแหบพร่าของเขาทำให้นางหยุดชะงักมือของตนเองเอาไว้ แต่แล้วก็ต้องร้องครางออกมาเมื่อคนตัวโตตรงหน้าปลดเสื้อผ้าของตนเองออกอย่างรวดเร็วแล้วแนบชิดร่างกายอันเปลือยเปล่าของเขาเข้ากับร่างกายอันร้อนรุ่มของนางอีกครั้ง
เสียงหอบหายใจอันหนักหน่วงกับเสียงขยับไหวอย่างเร่าร้อนของชายหนุ่มและหญิงสาวสลับคละเคล้ากับเสียงครวญครางด้วยแรงอารมณ์ดังออกมาอย่างต่อเนื่องอยู่่เวลาหนึ่ง พอผ่านพ้น่เวลาแห่งความเร่าร้อนไปแล้ว รุ่ยอ๋องจึงได้ตัดใจผละห่างจากเรือนร่างอันอ่อนนุ่มและน่าหลงใหลได้ในที่สุด
“รีบลุกขึ้นมาแต่งตัวเถิด พวกเราหายไปนานเช่นนี้พวกเขาจะต้องตามหาแน่” เมื่อเขาพูดเช่นนี้ซูเหม่ยถิงจึงได้ค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้นมานั่งบนเตียงด้วยสภาพที่เร้าอารมณ์ของคนที่กำลังมองอยู่เป็ที่สุด เขาทอดถอนใจออกมาแล้วก้มลงเก็บเสื้อผ้าขึ้นมาสวมใส่อย่างรวดเร็ว พอสำรวจและเห็นว่าตนเองแต่งกายเรียบร้อยดีแล้ว เขาจึงหันมาช่วยนางแต่งกายอย่างไม่คิดจะรังเกียจ แถมยังลงมือทำผมให้นางอย่างเร่งรีบแม้ว่าจะไม่งดงามเหมือนที่สาวใช้ทำแต่เขาก็พึมพำออกมาอย่างพึงพอใจ
“ไม่เสียทีที่ตอนเด็กๆ ข้าเคยช่วยเสด็จแม่สางผมและนั่งมองนางกำนัลทำผมให้เสด็จแม่มาตลอด” อยู่ๆ คนทางด้านหลังก็เอ่ยชื่นชมตนเองขึ้นมา ซูเหม่ยถิงจึงได้ยกมือขึ้นไปลูบเรือนผมที่ปักปิ่นอย่างเรียบร้อยของตนเองอีกครั้ง แม้ว่าจะมองไม่เห็นแต่นางก็รู้ดีว่ายังห่างไกลจากคำว่าฝีมือดีมากนัก นางไม่ได้เอ่ยอันใดออกมาด้วยรู้ดีว่าคนตรงหน้าไม่ใช่คนที่นางจะสามารถพูดจาเย้าแหย่ได้ นางขยับตัวลุกขึ้นมาแล้วหันไปมองสภาพของเตียงที่ไม่เรียบร้อยแล้วก็ขมวดคิ้ว สุดท้ายจึงได้ดึงผ้าบนเตียงออกแล้วนำไปซุกซ่อนในตู้ใบเล็กอย่างรวดเร็ว แล้วจึงได้หันไปพูดกับเขาเสียงเบา
“พวกเราออกไปจากที่นี่กันเถอะ” เมื่อนางพูดเช่นนี้รุ่ยอ๋องก็พยักหน้า
“ข้าจะออกไปก่อน แล้วเ้าค่อยติดตามออกไปในภายหลังก็แล้วกัน” เมื่อเขาพูดเช่นนี้นางก็พยักหน้า เขาจึงได้เดินออกไปจากห้องและเรือนหลังนี้อย่างรวดเร็วและระมัดระวังไม่ให้ผู้ใดพบเห็น ส่วนซูเหม่ยถิงนั้นนางเดินไปสำรวจตนเองที่หน้ากระจกอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ แล้ว นางจึงได้เดินออกจากห้องและเดินออกจากเรือนหลังนี้ไปอย่างไม่รีบร้อน
“คุณหนูใหญ่!” เสียงเรียกของเฝิงมามาทำให้ซูเหม่ยถิงที่พึ่งจะเดินลงจากเรือนหลังเล็กพลันชะงักฝีเท้าในทันที
“ท่านหายไปไหนมาเ้าคะ ผู้อื่นต่างก็พากันตามหาท่านจนทั่วไปหมด” เมื่อเฝิงมามาถามเช่นนี้ซูเหม่ยถิงก็พลันทำสีหน้าไม่ชอบใจแล้วพูดจาออกมาอย่างถือดีอย่างที่เ้าของร่างเดิมมักจะทำอยู่เสมอในทันที
“ข้าจะอยู่ที่ไหนและจะหายไปไหนต้องคอยรายงานให้เ้าได้รับรู้ด้วยหรือ” เมื่อนางพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นเช่นนี้เฝิงมามาก็พลันหน้าเปลี่ยนสีไปในทันที
“บ่าวมิกล้าเ้าค่ะ เพียงแต่ฮูหยินผู้เฒ่าสั่งให้ทุกคนในจวนช่วยกันตามหาท่านจนวุ่นวายกันไปหมดแล้ว พอพบคุณหนูบ่าวก็เลยสอบถามเ้าค่ะ”
“ข้าก็แค่ออกมาเดินเล่นและตามหาคนของข้าเพียงเท่านั้น เหตุใดจึงต้องทำให้เป็เื่ใหญ่กันด้วย แล้วตอนนี้ท่านย่าของข้าอยู่ที่ไหน” เมื่อซูเหม่ยถิงถามเช่นนี้เฝิงมามาก็ก้มหน้าลงแล้วรายงานด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อมมากยิ่งขึ้น
“อยู่ที่เรือนของคุณหนูเ้าค่ะ” เมื่อเฝิงมามารายงานมาเช่นนี้ซูเหม่ยถิงก็หรี่ตาลง ก่อนที่นางจะตายใช้ชีวิตเป็มือสังหารและสายลับมานานหลายปีการทำตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมคือความสามารถพิเศษของนาง เพียงแต่จากความทรงจำของร่างนี้ผู้คนในจวนสกุลซูมีความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนทำให้นางไม่อาจจะผ่อนคลายความระมัดระวังตัวได้ แม้แต่คนที่ดูอ่อนต่อโลกอย่าซูเหม่ยเหยายังไม่อาจจะไว้ใจได้ ดังนั้นหญิงชราผู้มีพิษสงรอบกายเฉกเช่นฮูหยินเฒ่าสกุลซูนางก็ควรจะต้องยิ่งเพิ่มความระมัดระวังอีกหลายเท่า