ใน่เวลาต่อจากนั้น สวี่หยางได้ใช้สารพัดวิธีทรมานอันโเี้ไร้มนุษยธรรมกับกงเทียนหยาง การที่มหาปีศาจซึ่งไม่มีคดีความพิเศษติดตัวเช่นนี้กลับไม่ยอมให้ถูกปะา สวี่หยางคิดว่าเื่นี้ต้องมีเบื้องลึกเื้ัอย่างแน่นอน
ไม่แน่ว่าอาจจะเหมือนกับหลี่เหวยเลี่ย หน่วยสังหารปีศาจคงตั้งใจจะใช้เป็เหยื่อล่อ เพื่อตกมหาปีศาจที่แข็งแกร่งกว่าออกมา เป้าหมายหลักของสวี่หยางก็คือการรีบฆ่าอีกฝ่ายให้ตายโดยเร็วที่สุด
เวลาไหลผ่านไปราวกับสายน้ำ เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้วครึ่งปี และในตอนนี้ระดับพลังของสวี่หยางก็บรรลุถึงขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้นที่เก้า ซึ่งเป็จุดสูงสุดแล้ว อีกไม่ไกลก็จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมชีพจร
ส่วนกงเทียนหยาง... เขาทนรับการทรมานจากสวี่หยางมาถึงครึ่งปี แต่ร่างกายกลับยังทนรับไหว แม้ว่ากงเทียนหยางจะอยู่ในขอบเขตรวบรวมลมปราณเท่านั้น ทว่าอย่างไรเสียก็เป็ถึงยอดฝีมือที่ก้าวเท้าเข้าสู่ขอบเขตหลอมชีพจรไปแล้วครึ่งก้าว ร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนภายนอกมาอย่างหนักหน่วงย่อมแข็งแกร่งทนทานอย่างแท้จริง
แต่ถึงกระนั้น หลังจากผ่านไปครึ่งปี เขาก็เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูกและแววตาที่ไร้ซึ่งประกายแสงใด ๆ
ท่ามกลางกรงขังอันมืดมิด กงเทียนหยางนอนพิงอยู่ริมกำแพง คนส่งอาหารปรายตามองเขาแวบหนึ่งพลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ
ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า กงเทียนหยางไปล่วงเกินหัวหน้าผู้คุมสวี่เข้าได้อย่างไร ตลอดครึ่งปีมานี้เ้านั่นไม่เคยได้กินอาหารเลยแม้แต่น้ำแกงหยดเดียว หากไม่ใช่เพราะพัศดีเจียงสั่งไว้ว่าห้ามปล่อยให้ตาย เกรงว่ากงเทียนหยางผู้นี้คงจะไม่ได้ดื่มน้ำเลยสักหยดเดียว
"กงเทียนหยาง ดื่มน้ำซะ!" ผู้คุมวางชามน้ำทิ้งไว้แล้วก็เดินจากไป
ริมฝีปากของกงเทียนหยางแห้งผากแตกระแหง คราบเืทั่วทั้งร่างเกาะติดอยู่บนตัวราวกับสิ่งสกปรก ร่างกายผอมแห้งเหมือนซากศพ ค่อย ๆ คลานไปหาชามน้ำของตัวเองอย่างเชื่องช้า
ตลอดครึ่งปีมานี้เขาอาศัยเพียงน้ำประทังชีวิต ทว่าความตั้งใจที่อยากจะรอดชีวิตยังคงคอยค้ำจุนเอาไว้ กงเทียนหยางคว้าชามของตัวเองขึ้นมาแล้วดื่มน้ำอึกใหญ่ คิดไม่ถึงว่าจะสำลักน้ำเข้าอย่างจัง
เดิมทีร่างกายก็เข้าใกล้ขีดจำกัดอยู่แล้ว เมื่อเกิดการสั่นสะท้านอย่างต่อเนื่องจากการไอ ใบหน้าจึงแดงก่ำเพราะหายใจไม่ออก
เพล้ง!
ชามน้ำร่วงกระแทกพื้นแตกกระจาย กงเทียนหยางที่กำลังไอก็เงียบเสียงลงเช่นกัน
ผู้คุมที่กำลังแจกจ่ายอาหารขมวดคิ้วมุ่น เขาหันหลังกลับมาแล้วใช้ดาบประจำกายเขี่ยกงเทียนหยาง "กงเทียนหยาง! กงเทียนหยาง!"
ร่างกายของกงเทียนหยางแน่นิ่งไม่ไหวติง ผู้คุมใจนลนลาน รีบะโเสียงหลง "กงเทียนหยางตายแล้ว กงเทียนหยางตายแล้ว!"
ในตอนนั้นเอง สวี่หยางที่กำลังพักผ่อนอยู่ก็รู้สึกสะกิดใจขึ้นมา เขาเปิดบันทึกเื่ราวปีศาจออกดู หน้าที่บันทึกเื่ราวของกงเทียนหยางกำลังค่อย ๆ เลือนหายไป
"ครึ่งปีแล้ว ในที่สุดก็ตายเสียที?" สวี่หยางรีบลุกขึ้นยืนแล้วพุ่งทะยานราวกับสายลมมุ่งหน้าไปยังเรือนจำ์ในทันที
ในที่สุดกงเทียนหยางผู้นี้ก็ถูกทรมานจนตาย สวี่หยางเองก็รู้สึกว่ามันไม่ง่ายเลย เดิมทีคิดว่าอีกฝ่ายจะทนต่อไปได้อีกสักครึ่งปีหรือแปดเดือน เขาก็รอแล้วรอเล่า สวี่หยางเองก็รอมามากพอแล้ว การรอคอยให้เ้านั่นตายในวินาทีนี้ ช่างยาวนานเหลือเกิน!
ผู้คุมที่ทำหน้าที่แจกจ่ายอาหารเพิ่งจะเตรียมตัวไปบอกสวี่หยางเื่การตายของกงเทียนหยาง คิดไม่ถึงว่าสวี่หยางจะเดินทางมาถึงแล้ว "หัวหน้าผู้คุมสวี่... กะ กงเทียนหยางตายแล้วขอรับ!"
"พาข้าไปดูสิว่าเขาตายได้อย่างไร!" สวี่หยางผลักประตูกรงขังออกพลางเอ่ยถาม ส่วนผู้คุมเองก็รู้สึกจนใจ เขาหวาดกลัวว่าความตายของกงเทียนหยางจะกลายมาเป็ความผิดของตนเอง
ช่างซวยอะไรขนาดนี้ ดันมาตายในวันที่เขาเข้าเวรพอดี
"น่าจะสำลักน้ำตายนะขอรับ..."
"สำลักน้ำตายงั้นหรือ?" สวี่หยางหยุดฝีเท้าลงกะทันหันพลางจ้องมองผู้คุม
"ใช่ขอรับ มันคงจะดื่มน้ำเร็วเกินไป ก็เลยสำลักน้ำตาย..." ภายในใจของผู้คุมเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ไม่ว่าจะเป็หัวหน้าผู้คุมหรือว่าท่านพัศดี เขาก็ล้วนล่วงเกินไม่ได้ทั้งสิ้น
"สำลักน้ำตายเนี่ยนะ!?" สวี่หยางแทบจะกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ ยอดฝีมือระดับนี้กลับต้องมาตายเพราะสำลักน้ำ...
"เื่นี้รีบไปรายงานพัศดีเจียง เ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าต้องรายงานอย่างไร?"
"ทราบแล้วขอรับ ทราบแล้ว" ผู้คุมพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย หากเทียบกับการล่วงเกินพัศดีเจียงที่ปีหนึ่งอาจจะไม่มาปรากฏตัวให้เห็นเลยสักครั้ง เขาย่อมหวาดกลัวสวี่หยางมากกว่า
ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าสวี่หยางไม่ยอมให้กงเทียนหยางกินข้าว แต่ก็ไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไรออกมา สวี่หยางปรายตามองศพของกงเทียนหยางแวบหนึ่ง จากนั้นก็สั่งให้คนนำร่างออกไป ก่อนจะแจ้งให้พัศดีเจียงทราบทันที และเพราะเื่นี้เอง พัศดีเจียงถึงต้องเดินทางมาดูด้วยตัวเอง
หลังจากตรวจสอบจนแน่ชัดแล้ว พบว่ากงเทียนหยางสำลักน้ำตายจริง ๆ เื่นี้จึงถูกปัดตกไปอย่างง่ายดาย
ภายในใจของสวี่หยางรู้สึกเบิกบานใจยิ่งนัก ในที่สุดเขาก็สามารถกำจัดะเิเวลาอย่างกงเทียนหยางไปได้เสียที หากเ้านั่นถูกส่งมาเพื่อเป็เหยื่อล่อจริง ๆ มหาเรือนจำสยบอสูรกุ่ยแห่งนี้คงต้องซวยเข้าสักวันอย่างแน่นอน
ไม่ว่ากงเทียนหยางจะถูกส่งมาเป็เหยื่อล่อหรือไม่ก็ตาม ทว่าตอนนี้เหยื่อล่อตายไปแล้ว พวกเขาคิดจะตกปลาก็คงเป็ไปไม่ได้อีกต่อไป
"รีบสุ่มรับทักษะเร็วเข้า!" เมื่อเื่ราวคลี่คลายลง สิ่งแรกที่สวี่หยางทำก็คือสุ่มรับทักษะ ทักษะถูกสุ่มและประทับลงบนบันทึกเื่ราวปีศาจ จากนั้นแสงสว่างก็วาบขึ้น สวี่หยางก็ได้รับทักษะ 'สงบดั่งขุนเขา' มา
"โชคชะตายังคงเข้าข้างข้าอยู่สินะ!"
"สงบดั่งขุนเขา ขอบเขตปฐีขั้นสูง"
การที่กงเทียนหยางได้รับเคล็ดวิชายุทธ์นี้มา นับว่าโชคช่วยแท้ ๆ เนื่องจากเขาสังหารนักพรตที่ไร้ซึ่งพลังยุทธ์คนหนึ่ง แต่กลับได้รับเคล็ดวิชายุทธ์ระดับสูงเช่นนี้มา ทว่า ตอนนี้มันกลับตกมาเป็ของสวี่หยางอย่างง่ายดายเสียแล้ว
สวี่หยางที่ได้รับทักษะสงบดั่งขุนเขามารู้สึกเบิกบานใจเป็อย่างมาก เมื่อเขาลองใช้งานดู กลิ่นอายบนตัวของเขาก็ถูกกักเก็บเอาไว้จนมิดชิด จากนั้นร่างกายจึงหลอมรวมเข้ากับสภาพแวดล้อมรอบตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้กระทั่งตัวเขาเองก็แทบจะลืมการคงอยู่ของตนเองไปแล้ว
นอกจากนี้ เคล็ดวิชายังมีประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือสามารถปกปิดซ่อนเร้นกลิ่นอายของตนเองเพื่ออำพรางตัวให้กลายเป็คนธรรมดาสามัญได้ทุกที่ทุกเวลา ขอเพียงแค่เขาไม่ลงมือต่อสู้ ก็จะไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าเขาคือยอดฝีมือวิถียุทธ์
และทักษะนี้ก็ถือว่ามีประโยชน์ต่อสวี่หยางเป็อย่างมาก จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเขากำลังจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมชีพจรแล้ว
ซึ่งในภายภาคหน้า เขาก็จะยังคงซ่อนเร้นระดับพลังที่แท้จริงของตนเองต่อไป!
"เื่ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมชีพจรนั้นไม่จำเป็ต้องรีบร้อน พอไอ้กงเทียนหยางนี่ตายไป ค่าประสบการณ์ของข้าก็ลดลงไปตั้งเยอะ
ระดับพลังเพียงพอแล้ว แต่วิชายุทธ์กลับตามไม่ค่อยทันเลย"
ในตอนนี้ สวี่หยางวิชายุทธ์อยู่สามวิชา ได้แก่ เหยียบหิมะไร้ร่องรอย กระบี่สังหาร และสงบดั่งขุนเขา
กระบี่สังหารไม่จำเป็ต้องยกระดับ เพราะระดับขั้นของมันสูงเกินไป ต่อให้ยกระดับไปแล้ว ด้วยระดับพลังของเขาในตอนนี้ก็ไม่อาจดึงอานุภาพของมันออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ส่วนทักษะปกปิดกลิ่นอายอย่างสงบดั่งขุนเขา ระดับขอบเขตปฐีขั้นสูง ก็ถือว่าเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว
ขอบเขตของวิชาเหยียบหิมะไร้ร่องรอยนั้นดูจะต่ำไปเสียหน่อย เป็แค่ขอบเขตมนุษย์ขั้นสูงเท่านั้น อย่างน้อยก็ต้องยกระดับให้ถึงขอบเขตปฐีขั้นสูงหรือขั้นกลาง ถึงจะตามทันระดับพลังในปัจจุบันของเขาได้
เมื่อคิดได้เช่นนั้น สวี่หยางก็เทค่าประสบการณ์จำนวนมากลงไปในวิชาเหยียบหิมะไร้ร่องรอยทันที
เหยียบหิมะไร้ร่องรอยได้รับการเลื่อนขั้นขึ้นเป็ขอบเขตปฐีขั้นกลางทันควัน เมื่อสวี่หยางลองใช้งานดูอีกครั้ง เขาก็พบว่าช่องว่างระหว่างสองระดับนี้ช่างแตกต่างกันอย่างมหาศาลจริง ๆ
"แต่ขีดจำกัดของเหยียบหิมะไร้ร่องรอย ก็คงไปสุดแค่ขอบเขตปฐีขั้นกลางนี่แหละ"
แม้ว่าวิชายุทธ์เหล่านี้จะสามารถยกระดับได้ ทว่าเดิมทีมันก็เป็วิชายุทธ์ระดับล่าง จึงย่อมต้องมีขีดจำกัดสูงสุดของมันอยู่ แม้จะเป็เพียงขอบเขตปฐีขั้นกลาง ทว่าหากเทียบกับเมื่อก่อน ก็ถือว่ายอดเยี่ยมเกินบรรยายแล้ว
วิชาตัวเบานี้เปรียบเสมือนภูตผีไร้เงา ความเร็วเพิ่มขึ้นอย่างก้าวะโ ยิ่งเมื่อนำมาผสานเข้ากับทักษะปกปิดกลิ่นอายอย่างสงบดั่งขุนเขา เวลาเคลื่อนไหวก็ยิ่งไร้สุ้มเสียงและไร้ร่องรอย
"ผลลัพธ์จากการผสานวิชายุทธ์ทั้งสองนี้เข้าด้วยกัน ช่างน่าสะพรึงกลัวเสียจริง!" การลอบโจมตีสังหารคือความสามารถของนักฆ่า และโดยส่วนใหญ่นักฆ่าที่สามารถสังหารเป้าหมายที่แข็งแกร่งกว่าตนเองได้มาก ก็ล้วนพึ่งพาทักษะการปลิดชีพเป้าหมายอย่างไร้สุ้มเสียงภายในดาบเดียวทั้งสิ้น!
สวี่หยางทอดถอนใจออกมา เขาลองพุ่งทะยานไปมาอยู่ตามป่าเขาด้วยท่าทีสบาย ๆ ราวกับกำลังเหาะเหินเดินอากาศ หลังจากลองเล่นอยู่พักหนึ่ง เขาก็กลับมาที่ห้องพักของตนเอง แม้ว่าจะนำค่าประสบการณ์ไปใช้เลื่อนระดับวิชายุทธ์แล้ว ทว่าระยะห่างสู่การทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมชีพจรก็ยังถือว่าไม่ไกลนัก
สวี่หยางนอนทอดกายอยู่บนเตียงอย่างเบิกบานใจพลางหักนิ้วนับวันรอ อีกไม่นานเขาก็จะสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมชีพจรได้แล้ว ยิ่งเมื่อมีเคล็ดวิชาสงบดั่งขุนเขาอยู่ในมือ ต่อให้การทะลวงเข้าสู่ขอบเขตหลอมชีพจรจะมีการเปลี่ยนแปลงที่พิเศษอันใด ก็ไม่น่าจะมีผู้ใดล่วงรู้ได้!