21 : งานพิเศษ
สายลมหนาวพัดผ่านเข้ามา เป็สัญญาณบอกว่าฤดูหนาวเริ่มย่างกรายเข้ามาแล้ว ผู้คนหันมาใส่เสื้อกันหนาวเพื่อความอบอุ่น และทางโรงเรียนมัธยมปลายหฤทัยก็มีมาตรการออกคำสั่งห้ามเด็กนักเรียนใส่เสื้อกันหนาวที่สีไม่สุภาพมา ให้ใส่เพียงเฉพาะสีดำ ขาว และเทาเท่านั้น ส่วนคนต้นคิดไม่ใช่ใครที่ไหน ลุงยามประจำโรงเรียนนั่นเอง ซึ่งพวกนักเรียนบางส่วนพากันบ่นแต่สุดท้ายก็ทำตามแต่โดยดี เพราะกลัวจะโดนสั่งห้ามเื่กฎระเบียบอื่นอีก
เดี๋ยวนี้เนียร์เริ่มซี้กับลุงยามมากขึ้น จนขอกุญแจมาเปิดประตูเข้าโรงเรียนในวันหยุดได้อย่างสบายๆไม่ต้องทำเื่ขออนุญาตกับทางโรงเรียนให้วุ่นวาย
เพราะถ้าให้เขียนเหตุผลที่จะต้องใช้โรงเรียนในวันหยุดแล้วละก็
“เพื่อเป็ที่นัดพบระหว่างผู้ใช้พลังจากธรรมชาติกับคนธรรมดาอีกสามคน”
พวกคุณครูจะเข้าใจกันไหมหว่า
“นี่ๆ เสกลูกไฟขึ้นมาอีกสิ” โมเร่งเร้าด้วยดวงตาเป็ประกาย แค่นั้นไม่พอยังเข้าไปเขย่าตัวอีก จนคนถูกกระทำถึงกับฉุนกึก
“มาส่งมาเสกอะไรเล่า ฉันไม่ใช่พ่อมดนะ” ฟิวส์ว้ากออกมา สะบัดแขนโมออกไปจนเธอเบะปาก เพียวเห็นแบบนั้น ก็ตรงเข้าไปหาเื่คนหัวส้มทันที
“แค่นี้ถึงกับต้องตะคอกใส่ด้วยเหรอ กับอีแค่สร้างไฟขึ้นมาอีก มันไปหนักส่วนไหนของนายหา!”
“นี่เธอ!”
“ฟิวส์...” โชลที่อยู่ข้างๆ ปรามด้วยสายตา ทำให้ฟิวส์ทำได้แค่ส่งเสียงชิออกมา แล้วสร้างไฟขึ้นมาให้อีกอย่างไม่เต็มใจ
เสียงหัวเราะคิกคักของผู้หญิงสองคนทำให้อารมณ์ของฟิวส์ยิ่งขุ่นมัว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะคนหนึ่งหากเข้าไปทำอะไรละก็ มีหวังถูกเพื่อนหัวน้ำตาลของเขาเอาเละไม่มีชิ้นดีแน่
ส่วนอีกคน...คนนี้บอกตามตรงว่าไม่อยากเข้าไปยุ่งด้วย เป็ผู้หญิงที่เขายังไม่อยากจะเชื่อว่าเป็ผู้หญิงจริงๆเวลาถึงบทจะโหดก็โหดซะน่าสยอง ดังนั้นฟิวส์จึงได้แต่ข่มอารมณ์เอาไว้อยู่ข้างใน
“เป็ไงล่ะ บอกให้รู้แล้วก็เป็แบบนี้แหละ” เนียร์พูดกับคนต้นคิดที่ให้เธอบอกความจริงกับเพื่อนจอมยุ่งสองคนนั้น ก่อนจะหันไปหัวเราะกับเอลต่อ
หลังจากเพียวกับโมรู้เื่ทุกอย่าง จึงได้พากันชวนให้เหล่าพวกผู้ใช้พลังจากธรรมชาติมารวมตัวกันให้ครบเพื่อทำความรู้จักอย่างเป็ทางการ...ที่ไม่ค่อยจะทางการสักเท่าไหร่
พอแต่ละคนมาถึง ก็พร้อมเข้าโหมดโลกส่วนตัวของตัวเอง วาลบอกชื่อตัวเองเสร็จปุ๊ปก็ลงไปนั่งอ่านนิยายคนเดียวไม่สนใจใครอีก โชลได้แต่นั่งยิ้มมองเอลกับคอยปรามฟิวส์ ส่วนทิน...ไอ้นี่มองผู้มีพลังแต่ละคนพลางทำหน้าครุ่นคิด และแอบมีเสียงหัวเราะหึๆ ดังมาเป็ระยะๆ บอกได้คำเดียวว่าไอ้ที่คิดอยู่มันต้องไม่ใช่เื่ดีแน่ๆ
ที่เห็นว่าสนทำความรู้จักกันรักกันดี เห็นจะมีแต่พวกสัตว์เลี้ยงนี่แหละ เล่นฟัดกันอย่างสนุกสนาน แต่มีอยู่ตัวเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้ร่วมด้วย ก็คือบีดีที่นั่งอยู่กับวาล แต่บางครั้งก็เห็นมันเหล่ตัวอื่นเหมือนสนใจอยากเข้าไปร่วมด้วยอยู่เหมือนกัน
“อีกไม่นานโรงเรียนของพวกคุณก็จะจัดงานกีฬาสีแล้วสินะ” โชลเข้ามาพูดกับพวกเอล
“อ้าว เหรอ” คนอยู่โรงเรียนนี้ไม่ได้สนด้วยซ้ำ เอลช่วยยืนยันคำนั้น
“อื้ม เห็นว่าจัดก่อนวันคริสต์มาสด้วยนะ”
เพียวหลับตาขมวดคิ้วน้อยๆ อย่างใช้ความคิด เมื่อปิ๊งไอเดียเธอก็โพล่งออกมา “นี่ พวกเรามาจัดงานปาร์ตี้วันคริสต์มาสด้วยกันมั้ย”
พอได้ยินแบบนั้น ทุกคนรวมแม้กระทั่งวาลก็ยังหยุดอ่านหนังสือแล้วชำเลืองมองเพียวด้วยความสนใจ
“น่าสนุกดีนะ” เอลแปะมืออย่างเห็นด้วย ส่วนโมก็ร้องว่า “จัดงานปาร์ตี้ๆ” ซ้ำไปซ้ำมาสนับสนุนเต็มที่
“เจ๋งนี่ งานปาร์ตี้ของพวกที่มีพลัง” แค่คิด ทินก็รู้ได้ว่ามันต้องสนุกสุดๆ แน่
“เฮ้ย! เดี๋ยวเดะ” ฟิวส์ลุกขึ้นมาทำท่าจะคัดค้าน แต่ก็ถูกคนข้างตัวจับกดหัวเสียก่อนพลางบอกต่อ
“พวกผมขอร่วมด้วยนะ” โชลพูด ก่อนจะส่งสายตาไปทางฟิวส์เป็ทำนองว่า ‘ฉันมานายก็ต้องมาด้วย’
ส่วนวาลก็รีบตอบก่อนที่จะมีใครไปทำท่าออดอ้อน “พวกเธอว่าไง ฉันก็ว่าตามนั้นแหละ” ทำเอาทุกคนใจชื้นขึ้นทันที
เพียวหันมองอีกคนที่ยังไม่ตอบสักที “แล้วแกล่ะเนียร์ คงไม่ปฏิเสธหรอกนะ”
เนียร์ทำท่าคิดหนักผิดวิสัย พอรู้ว่าถูกคนอื่นมองจึงต้องพูดออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“ก็...มันต้องซื้อของขวัญมาให้ทุกคนด้วยใช่มั้ยล่ะ ฉันเลยคิดว่าจะร่วมด้วยดีรึเปล่า เพราะตอนนี้เงินเก็บฉันมีไม่พอสำหรับซื้อของให้ทุกคนหรอกนะ แต่ฉันก็อยากร่วมด้วยนา เลยคิดว่าจะหางานพิเศษที่ไหนทำดี ที่ทำงานระยะสั้นๆ ได้กับค่าจ้างดีๆ”
“สรุปที่แกพล่ามมาทั้งหลายคือแกตกลงใช่มั้ย” เพียวสรุปสั้นๆ
“อืม...ที่เซเว่นคงไม่รับเด็กอายุต่ำกว่าสิบแปดปีหรอกเนอะ แล้วทำงานแค่แป๊ปเดียวเองด้วย” เนียร์ยังพล่ามเื่งานไม่เลิก จนอีกฝ่ายี้เีจะสนใจต่อ
ก็ให้ทำไงได้ล่ะ ่เวลาที่ผ่านมาเกิดเื่ยุ่งมากมายซะจนเธอลืมเื่รอบตัวไปเลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ไหนจะพวกฟิวส์ ไหนจะเอล ไม่แปลกที่จะมีเื่ให้กลุ้มจนไม่ได้ฟังข่าวสารอะไรบ้างเลย แม้แต่ข่าวของโรงเรียนก็ตาม แล้วนี่ยังมีงานคริสต์มาสอีก ถึงเธอจะคอยเก็บเงินมาตลอด แต่มันไม่พอสำหรับซื้อของให้คนเจ็ดคนหรอกนะ ของทำเองยิ่งไม่ต้องพูดถึง ความสามารถทางด้านนี้แทบจะติดลบ...
เนียร์ถอนหายใจ คิดหนักว่าจะมีที่ไหนรับเธอเข้าทำงานเป็เวลาสั้นๆ บ้างไหมนะ ตอนที่กำลังคิดแบบนั้นอยู่ จู่ๆ โชลก็เข้ามาถาม
“เนียร์จะลองไปทำงานที่เดียวกันกับฟิวส์ดูมั้ยครับ”
เนียร์หูผึ่งทันทีที่ได้ยินคำว่างาน หันมองอีกฝ่ายอย่างสนใจเต็มที่ แต่ดูจากท่าทางแล้วเขาคงยังไม่ได้ตกลงกันกับเ้าของชื่อที่ถูกอ้างมาแน่ๆเพราะไม่อย่างนั้นฟิวส์คงไม่หันขวับมาทันทีที่ได้ยินชื่อตัวเองหรอก
“เดี๋ยวสิ นายหมายความว่าไงน่ะ”
โชลยังหันมายิ้มหน้าระรื่นให้เนียร์ต่อ “ว่าไงครับ สนใจมั้ย”
เนียร์อ้ำๆ อึ้งๆ เหมือนไม่แน่ใจว่าควรจะตอบอย่างไรดี เพราะคนที่จะให้เธอไปทำงานด้วยยังไม่รู้เื่อะไรเลยสักนิด แต่โมที่สนใจฟังอยู่พอดีก็ร้องถามฟิวส์
“พี่ฟิวส์ทำงานพิเศษด้วยเหรอเนี่ย ว้าว! ทำที่ไหนอะ แล้วทำทำไมอะ ทางบ้านขาดแคลนเหรอ พ่อกับมะ..อุ๊บ!”
โชลรีบเข้าไปตะครุบปากโมไว้อย่างถือวิสาสะก่อนที่เธอจะเอ่ยถึงคนที่เพื่อนเขาไม่้านึกถึง แต่ดูเหมือนแค่คำที่พูดค้างไว้ ก็ทำให้ฟิวส์นึกถึงคนคนนั้นได้ไม่ยาก
โมถึงกับตัวสั่นเมื่อถูกเด็กหนุ่มผมส้มจ้องมาด้วยสายตาโกรธขึง จนแม้แต่โชลที่จับตัวเธออยู่ยังรู้สึกได้ หากเขาไม่จับตัวโมไว้ก่อนละก็ เธอคงไปนอนกองเป็ศพไปแล้ว
บรรยากาศสบายๆ เป็กันเองเมื่อครู่นี้ถูกทำลายลง แล้วแทนที่ด้วยความเงียบที่ทุกคนรู้สึกได้ถึงความอึดอัด
โชลเห็นว่าฟิวส์ไม่คิดสนใจอะไรอีกแล้วนอกจากโม ก็ถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่
ตัวเขาพูดยังไม่เป็ไร แต่เื่บางเื่ที่ไม่้าให้ใครมาก้าวก่าย เมื่อถูกรุกรานแม้จะไม่ได้ตั้งใจ ก็เป็ธรรมดาที่จะโกรธ...จนลืมตัว
เมื่อเ้าของคุมสติไม่ได้ สัตว์ประหลาดตัวสีส้มก็เริ่มมีอาการแปลกไป แต่ยังมีวิสที่รู้งานดีเข้าไปจับตัวมันไว้ ส่วนตัวที่เหลือออกอาการประหลาดใจกับท่าทีของเพื่อนใหม่แต่ก็เข้าไปช่วยวิสอีกแรง
“กับแค่ความอยากรู้อยากเห็น ไม่ได้ไปทำร้ายอะไรนายซะหน่อย จะโมโหไปทำไมฮึ ฟิวส์” โชลปล่อยตัวโมให้พวกเอลดูแลต่อ แน่นอนว่าฟิวส์ยังมองตามอย่างไม่คลาดสายตา
“อะไรกัน” ทินมีท่าทีขบขัน “นี่นายไม่ชอบให้ใครมาพูดถึงแม่ตัวเองรึไง เ้าเตี้ย”
คนหัวส้มเปลี่ยนเป้าหมายทันที แต่ทินไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้านแต่อย่างใด
เนียร์ไม่เข้าใจ ว่าทินจะไปพูดยั่วโมโหให้ตัวเองตกเป็เป้าทำไม ถึงปกติจะชอบยั่วคนอยู่แล้วก็เถอะ แต่หมอนั่นก็รู้สถานการณ์ดีว่าตอนไหนควรทำไม่ควรทำ และนี่...ก็เป็สถานการณ์ที่ไม่สมควรทำเป็อย่างยิ่ง
“นาย...หุบปากไปซะดีกว่า” ฟิวส์กัดฟันพูด แล้วเข้าไปกระชากคอเสื้อคนตัวสูงกว่าพร้อมกับง้างหมัดใส่
“แล้วนายจะทำอะไรฉัน เป็ถึงผู้มีพลังทั้งที อย่ามาทำตัวเหยาะแหยะเหมือนเด็กไปหน่อยเลย ที่จะมาอ่อนไหวทุกครั้งที่มีคนพูดถึงแม่ตัวเอง แล้วยิ่งเขาพูดโดยไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น ก็ควรแยกแยะให้ออกหน่อยเถอะว่ามันสมควรที่จะโกรธรึเปล่า...หัดใช้สมองคิดซะบ้างนะ เ้าเตี้ย” ทินเน้นคำหลังหนักๆ แกะมือที่มาเกาะก่ายออกจากเสื้อตัวเอง
ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่พูดออกไปนั่นได้ผลรึเปล่า แต่ที่แน่ๆ คือตอนนี้ฟาย่อนกลับมาสงบลงอย่างรวดเร็ว บ่งบอกถึงอารมณ์ของเ้าของได้เป็อย่างดี
เป็เื่น่าอัศจรรย์ใจมากที่สุดสำหรับโชล เมื่อเพื่อนจอมหัวรั้นของเขายอมสงบลงได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคของคนอื่น โดยไม่ต้องอาศัยกำปั้นสักหมัด เขาจึงมองทินด้วยความรู้สึกชื่นชม ไม่น่าสงสัยเลยว่าทำไมเอลถึงได้ชอบชายคนนี้
“เอ้า ถ้ารู้ว่าตัวเองเป็ผู้ใหญ่พอ ก็ควรจะมีสามัญสำนึกบ้างนะว่าควรจะทำอะไรต่อ” ทินทำท่าสั่งสอนเด็ก
ฟิวส์เดินไปหาโมอย่างจำใจ เงยหน้าขึ้นให้พวกเอลเห็นว่าเขามีสีหน้าปุเลี่ยนชอบกล โมสะดุ้งตัวโหยงเมื่อเขาหันมาจ้องเธอจังๆอีกครั้ง แล้วพูดเสียงดัง
“ฉันขอโทษ”
“ดีมากเ้าเตี้ย” ทินดูพอใจ แต่ก็ถูกอีกฝ่ายตวาดใส่ทันที
“นายเงียบไปเลย!”
เนียร์หัวเราะคิกจนคนอื่นพากันหัวเราะตาม
“พวกเธอก็เงียบไปด้วยเหมือนกัน” ฟิวส์ะโใส่ด้วยใบหน้าแดงแจ๋
ความรู้สึกเฮฮาเริ่มกลับมาอีกครั้ง เด็กสาวซึ่งนั่งอ่านหนังสืออยู่ท่าทีเหมือนไม่สนใจอะไรก็พลอยถอนหายใจโล่งอกไปด้วยที่ทุกอย่างกลับมาเป็อย่างเดิม
“ขอบคุณนะครับพี่ทิน” โชลพูดกับทินใกล้ๆ ในขณะที่เพียวกับโมเริ่มก่อกวนฟิวส์อีกรอบเป็การเอาคืน
“จะมาขอบคุณทำไม ฉันก็แค่อยากสั่งสอนเด็กไม่รู้จักโตซะบ้าง”
โชลก้มหน้ายิ้มกับตัวเอง คิดในใจ ...คนปากแข็งอีกคนสินะ...ถ้าไม่เจาะจง ก็คงไม่ยอมรับง่ายๆ อย่างนั้นสิ
“เมื่อกี้นี้ ที่พูดยั่วโมโหให้ฟิวส์มาสนตัวเองแทน เพราะรู้ว่าหากโมโดนฟิวส์ทำร้ายเข้าละก็...น่ากลัวว่าอาจถึงขั้นปางตาย...สินะครับ ผมก็แค่อยากจะขอบคุณพี่เื่นั้น”
โชลชำเลืองมองว่าอีกฝ่ายจะมีปฏิกิริยาอย่างไร แต่ทินกลับพูดออกมาแค่ “โฮ่! ทางนั้นท่าทางสนุกดีแฮะ” เขาว่าเหมือนไม่ได้ฟังโชลพูดเลยสักนิด ก่อนจะไปร่วมสมทบปั่นหัวฟิวส์อีกคน ทำเอาหนุ่มหัวน้ำตาลถอนใจยาว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นยิ้มอีกครั้ง
ถ้าให้จำไม่ผิด ตามภาษาวงการคนประเภทนี้เรียกว่า ‘ซึนเดเระ’สินะ
พอเห็นว่าทุกอย่างเป็ปกติ โมก็กล้าถามอีกครั้ง “แล้วตกลงทำไมพี่ฟิวส์ถึงต้องหางานทำด้วยล่ะ”
“เอามาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันน่ะสิ” ฟิวส์ตอบ “ฉันออกมาเช่า อพาร์ตเมนต์อยู่คนเดียว ก็เลยต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเอง ส่วน...สองคนนั้น...ก็คงไม่สนอยู่แล้วว่าฉันจะเป็อะไรยังไง” สองคนที่พูดถึงนั้นต้องเป็พ่อแม่ของเขาอย่างแน่นอน
“แล้วนายทำที่ไหนอยู่ล่ะ” เนียร์สนใจ เพราะถ้าโชลชวนก็แปลว่าน่าจะเป็งานที่เธออยากได้พอดี
“ฉันทำงานอยู่ที่ห้องอาหารในโรงแรมน่ะ” พอฟิวส์พูดชื่อโรงแรมนั้นก็ทำเอาแต่ละคนอ้าปากค้างไปตามๆ กัน เมื่อโรงแรมที่ว่านั้นมีชื่อเสียงมากทั้งหรูหราและไฮโซ
“ที่นั่น้าคนมาทำงานในวันหยุดมากพอควรเพราะไม่ค่อยมีใครทำงานกัน เลยไม่เกี่ยงอายุคนที่จะมาสมัคร แล้วก็ให้ค่าจ้างเป็รายวัน...เยอะใช้ได้เลยล่ะครับ” โชลอธิบายทั้งหมดให้เนียร์ฟังราวกับเป็คนไปทำงานที่นั่นเอง “ตรงตามที่คุณ้าเลยมั้ย”
แน่นอนว่าเด็กสาวรู้สึกสนใจ แต่...
“ทำงานตอนวันหยุดเหรอ ก็วันนี้แล้วนี่นา” เธอหันไปมองฟิวส์ที่พยายามจะเข้าไปอุดปากจอมปากมาก ซึ่งตอนนี้เขาควรจะไปทำงานได้แล้ว
“อ้อ เขาให้ทำงานตอน่กลางวันไปจนถึงตอนกลางคืนน่ะครับ” โชลยังคงยิ้มได้แม้กำลังพยายามปัดมืออีกคนออกไป
“พูดมากไปแล้วนะ ฉันยังไม่พูดสักคำว่าจะให้ยัยนั่นไปทำงานด้วย”
เนียร์ไม่ได้สนใจสิ่งที่ฟิวส์พูด เพราะจู่ๆ ทินก็เข้ามาระหว่างเธอกับสองคนนั้น ทวนคำเบาๆ
“ทำงาน...ถึงกลางคืน?” ว่าแล้วก็หันมาจ้องน้องสาวตาเขม็งออกคำสั่งห้าม “ในฐานะของผู้ดูแล ฉันขอสั่งห้ามไม่ให้เธอทำงานที่นั่นเด็ดขาด!”
“ผู้ดูแล?” เนียร์อึ้ง เมื่อจู่ๆพี่ชายยกระดับตัวเองไปเป็ผู้ดูแลเธอตอนไหนก็ไม่รู้ แต่พอรู้ว่าอีกฝ่ายห้ามไม่ให้ทำงาน เนียร์ขมวดคิ้วถามกลับ “แล้วถ้าฉันไป นายจะทำไม ฉันจะทำงานหาเงินซื้อของให้ตัวเองจะได้ไม่ต้องไปแบมือขอเงินพ่อแม่มันผิดตรงไหนหา!”
ทินเริ่มะโ “ก็ที่ทำงานถึงตอนกลางคืนนี่แหละผิด ไม่รู้รึไงว่ามันอันตราย”
“ว้าว พี่น้องทะเลาะกันล่ะ” เพียวดูอย่างตื่นเต้น พร้อมกับกันไม่ให้เอลเข้าไปห้าม
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับพี่ทิน ฟิวส์มันขี่มอเตอร์ไซค์ไปทำงานอยู่แล้ว ตอนกลับให้มันไปส่งเนียร์ถึงบ้านก็ได้” โชลแทรกขึ้นมา
“เฮ้ย! พูดเองเออเองอีกแล้วนะโชล” เป็รอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ที่ฟิวส์ถูกมัดมือชกอยู่กลายๆ
เนียร์ยังไม่ยอมแพ้ “แล้วที่สำคัญ ฉันเป็ถึงผู้ใช้พลังจากธรรมชาตินะ”
“แล้วถ้าเกิดมันเล่นงานทีเผลอขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ เ้าเตี้ยนั่นมันคงอยากจะดูแลเธอนักหรอก อีกอย่าง...ไอ้เด็กไม่รู้จักโตอย่างนั้น รับผิดชอบชีวิตใครได้รึไง”
“อ้าว พูดให้มันดีๆหน่อย” พอถูกสบประมาทฟิวส์ก็เริ่มไม่พอใจ “กับอีแค่ผู้หญิงคนเดียวทำไมฉันจะดูแลไม่ได้”
ทินหันมองฟิวส์ราวกับว่าเขาเผลอปล่อยมุกเด็ดออกมาแล้ว “แปลว่านายจะช่วยดูแลเนียร์ให้อย่างนั้นเหรอเ้าเตี้ย อย่างนาย...เนี่ยนะ” ทินยิ้มอย่างสมเพชอีกฝ่าย
“แน่อยู่แล้ว” ฟิวส์ตกลง จนเื่ทุกอย่างลงตัวพอดีว่าเขาจะพาเนียร์ไปสมัครงาน ดูแลเธอ และยังต้องคอยส่งเธอกลับบ้านอีกด้วย โดยที่เ้าตัวไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังขุดหลุดฝังศพตัวเองอยู่ชัดๆ
กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็ตอนที่เดินเื่สมัครงานกับตกลงเื่ระยะเวลาการทำงานให้เนียร์เสร็จแล้วนั่นแหละ ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าเผลอทำอะไรไป
“ไม่จริง! นี่ฉันทำอะไรลงไปเนี่ยย!!” ฟิวส์ร้องโหยหวนหลังจากคิดทบทวนเื่ทุกอย่างขณะมาส่งเนียร์ถึงบ้าน กำหนดการทำงานจะเริ่มั้แ่วันพรุ่งนี้ทุกวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เวลาเดียวกันกับฟิวส์
“งี่เง่า” เนียร์ว่าสั้นๆ เมื่อลงจากมอเตอร์ไซค์ วางหมวกกันน็อคลงตะกร้าหน้ารถเดินเข้าบ้านทันที โดยไม่สนอีกฝ่ายที่สติล่องลอยไปแล้ว