"เรียบร้อยแล้วหรือ ส่งลูกมาให้พี่ก็ได้นะ" จ้าวหนานกงชวนคุย เพื่อจะกลบเกลื่อนบรรยากาศที่ทำให้อัดอัด จนแทบหายใจไม่ออกแบบนี้ นึกเสียใจว่าไม่น่ามาตลาดกับนางเลย ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพนี้
"ไม่เป็ไรเ้าค่ะ คุณชายโจวเ้าคะ ข้าได้ยินว่าหากจะสั่งทำพวกโต๊ะ ตู้เตียงอะไรพวกนี้ ต้องสั่งกับหลงจู๊ที่นี่ใช่ไหมเ้าคะ"
"ใช่ เดี๋ยวให้คนเรียกหลงจู๊มาคุยแบบกับแม่นางกุ้ยเหมยว่า้าประมาณไหน ทางร้านจะสร้างออกมาตามที่แม่นาง้าได้แน่นอน"
"เรียกข้าว่ากุ้ยเหมยเถอะ อย่าได้เรียกแม่นางเลย" กุ้ยเหมยยิ้มบางให้เขาอย่างสุภาพ ชื่นชมในการบริการของเขา ถึงแม้ว่าจะเป็ถึงคุณชาย แต่ไม่มีท่าทางหยิ่งผยอง แต่กลับมีลักษณะให้คนที่อยู่ใกล้รู้สึกผ่อนคลาย ผิดกับจ้าวหนานกงที่ทำให้คนอยู่ใกล้รู้สึกเกรงกลัวอย่างบอกไม่ถูก
หลงจู๊เข้ามาคุยงานกับกุ้ยเหมย ในขณะที่ทั้งสามคนต่างนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา จึงได้ยินเสียงของกุ้ยเหมยกับหลงจู๊เท่านั้นที่คุยกันภายในห้องรับรอง
"ข้า้าตู้แบบนี้ แล้วก็มีราวแบบนี้ ด้านล่างเป็ช่องเก็บของมีลิ้นชักขนาดประมาณนี้ ประมาณ 4 หลัง โต๊ะเล็กๆ แบบนี้สัก 6 ตัว ข้าจะเอาวางตรงหัวเตียง ส่วนขนาดของเตียงเตา ข้าเอาขนาด 6 ฉื่อ (ฟุต) 4 หลัง แต่อีกหลังทำพนักกั้นประมาณ 2 ฉื่อ นะเ้าคะ อันนี้ข้าจะเอาให้บุตรสาว ส่วนโต๊ะกินข้าวเอาทรงกลมตามแบบนี้เลย เก้าอี้ต้องมีพนักพิงทั้งหมดทุกตัว ประมาณ 10 ตัว และก็เก้าอี้เด็กให้สูงกว่าเก้าอี้นั่งปกติประมาณเท่านี้นะเ้าคะ เดี๋ยวข้าจะวาดแบบให้ดูก่อน"
กุ้ยเหมยวาดแบบขึ้นมาหลายแบบจากที่นางเคยซื้อมาใช้ตอนดูแลหลานสาว ตอนนี้นางไม่รู้ตัวว่า มีคนเคลื่อนย้ายตัวเอง มานั่งล้อมวงอยู่รอบตัวนาง ทุกคนต่างมองกระดาษที่ถูกวาดออกมาด้วยความแปลกใจ และตื่นเต้นในสิ่งที่เห็น จนกระทั่งถึงรถเข็นเด็กที่นางออกแบบมาเพิ่ม
หลังจากที่สั่งทุกอย่างครบแล้ว กระดาษหลายสิบใบกำลังถูกจ้องมองราวกับเห็นทองคำอยู่ในมือ โจวซิ่นเฉิงคิดว่าหากร้านทำตามแบบที่นางวาดออกมา ต้องมีคนสนใจอยากจะได้แน่นอน ทั้งโต๊ะกินข้าวเด็ก ทั้งสองแบบ ที่มีที่วางจานกับไม่มีที่วางจาน จนกระทั่งรถเข็นเด็กที่สามารถพาลูกไปไหนมาไหน โดยไม่ต้องอุ้ม แถมยังมีช่องใส่ของใช้ได้อีก มีหลังคากันแดดอีกด้วย นางเป็สตรีที่น่าสนใจจริงๆ ที่คิดข้าวของพวกนี้ออกมาได้
"ของพวกนี้ทั้งหมดราคาเท่าไหร่เ้าคะ แล้วคาดว่าจะเสร็จหมดเมื่อไหร่ ข้าจะได้คำนวณเวลาย้ายของถูก"
ประกายตาของคุณชายโจวสว่างวาบ เมื่อนึกถึงว่าร้านของเขาขายสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เงินทองต้องไหลมาไม่ขาดสายแน่
"ข้าจะไม่คิดเงินเลยแม้แต่อีแปะเดียว หากเ้ายกแบบทุกอย่างที่เขียนให้ข้า เ้าตกลงไหม"
"ไม่ตกลง ข้ารู้ว่าเ้าคิดอะไรอยู่ ข้าเองก็เป็พ่อค้าเช่นเดียวกัน กระดาษพวกนั้นเป็ของที่ภรรยาของข้าคิดมา เ้าจะมาชุบมือเปิบได้อย่างไรกัน"
จ้าวหนานกงพูดอย่างรู้ทันกัน พวกเขาทั้งสองคนเป็สหายรักกันก็จริง แต่เื่การค้าต่างก็ไม่มีใครยอมใคร เขารู้ว่า เหมยเอ๋อร์ของเขามีความสามารถ นางออกแบบหลายอย่างออกมา ทำให้เขาทึ่งว่าในหัวเล็กๆของนางซุกซ่อนความสามารถมากมายขนาดนั้นได้อย่างไร แค่เห็นซิ่นเฉิงพูดมา เขาก็รู้ว่าเพื่อน้าอะไร จึงต้องเอ่ยขึ้นมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับเมียของตัวเอง
"เ้านี่มัน ก็ได้ ข้าจะจ่ายค่าแบบให้กุ้ยเหมยแบบล่ะ 100 ทอง แล้วข้าวของที่สั่งไม่คิดเงินทั้งหมด รวมถึงของที่นางซื้อก่อนหน้านี้ด้วย พอใจหรือยัง"
"ไม่พอ แบบที่ภรรยาของข้าเขียนขึ้นมา ล้วนแต่ไม่มีใครเคยเห็น เคยทำมาก่อน ตู้เตียงพวกนั้นคิดตามที่เ้าว่า แต่โต๊ะกินข้าวเด็ก รถเข็นเด็กและของเล่น เครื่องเล่นสไล หรือเครื่องเล่นอะไรของนาง นอกจากจะจ่ายค่าแบบ เ้าต้องแบ่งสองส่วนทุกชิ้นที่ขายให้นาง ไม่อย่างนั้นข้าไม่ตกลง"
กุ้ยเหมยมองทั้งสองคนตกลงการค้าอย่างเอาเป็เอาตาย จ้าวหนานกงดูก็รู้ว่ากำลังเป็ต่อ แต่ใบหน้าของโจวซิ่นเฉิงเหมือนกับกินยาขมลงไปทั้งหม้ออย่างไรอย่างนั้นเลย
ไม่นึกว่าพวกรถเข็นเด็ก เก้าอี้กินข้าว เครื่องเล่นสไลด์เดอร์ ม้าโยก กับบล็อกไม้ของเด็กที่นางคิดว่าจะเอามาให้ลูกสาวเล่น จะกลายเป็สิ่งที่ขายได้ในยุคนี้ แถมยังถูกตีค่าสูงขนาดนี้ แต่นางก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ทุกวันนี้นางก็ไม่ขาดแคลนเงิน จะเอาเท่าไหร่ก็ได้ จึงทำท่าสบายๆ เล่นหยอกล้อลูกสาวโดยไม่สนใจทั้งสองคนว่าจะตกลงกันอย่างไร
โจวซิ่นฉีมองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาสับสน กุ้ยเหมยคนนี้ไม่เหมือนกับที่คนของนางมาบอกเลยแม้แต่นิดเดียว ใบหน้าที่ไร้เครื่องประทินผิว แต่กลับนุ่มนวลขาวใส แต่งตัวด้วยผ้าราคาไม่แพง แต่ทำไมถึงมีเงินซื้อของมากมายขนาดนั้นได้ เฉพาะของที่นางซื้อก่อนหน้านี้ ล้วนแล้วแต่เป็ของดี จึงมีราคามากกว่าแบบปกติเท่าตัว แต่นางก็ไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านกับราคาที่ต้องจ่าย หรือก่อนจ้าวหนานกงออกมา ท่านป้าเหลียนจะแอบเอาเงินให้เขามากมายกระมัง แต่ถ้าหากใช้เงินไม่คิดแบบนี้ ท่านพี่หนานกงของนางจะต้องเดือดร้อนในอนาคตแน่ นางคงต้องคิดหาวิธีตักเตือนพี่หนานกงให้ระวังการใช้จ่ายของนางบ้าง ไม่อย่างนั้นอนาคตพี่หนานกงต้องลำบากแน่นอนหากเงินหมดแล้ว
"ตกลง นอกจากค่าแบบใบล่ะ100 ตำลึงทอง ข้าวของที่ภรรยาเ้าซื้อวันนี้ รวมถึงของที่สั่งทั้งหมดข้าไม่คิดเงิน ส่วนสินค้าที่ขายออกไป ภรรยาของเ้าจะได้แบบล่ะ 2 ส่วนของราคาขาย เดี๋ยวข้าจะร่างสัญญา หลงจู๊เอาใบสัญญานี้ไปให้นายอำเภอลงประทับแล้วนำกลับมาให้สหายกับภรรยาของเขา พอใจหรือยัง"
ซิ่นเฉิงแสร้งทำเป็หงุดหงิดที่จริงเขากำลังคิดหาทางไม่เก็บค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว แต่รู้ว่าจ้าวหนานกงเป็คนอย่างไร จึงไม่กล้าเอ่ยปากออกมา ไม่นึกว่านอกจากจะได้ช่วยสหาย เขากลับได้การค้าใหม่ในมือ หากของพวกนี้ผลิตขึ้นมาวางขายทุกแคว้น เขาคงจะมีเม็ดเงินเข้ากระเป๋าไม่น้อยเลยทีเดียว
จ้าวหนานกงอมยิ้มส่ายหน้าให้กับเพื่อนรัก ซาบซึ้งในน้ำใจของสหายที่คิดจะช่วยเหลือเขายามลำบากเช่นนี้ หากมีหลักประกันการค้าเมียและลูกของเขาจะได้ไม่ลำบากอีกต่อไป เขาอ่านข้อสัญญาทุกอย่างแล้วก็ลงนามในสัญญาส่งให้กุ้ยเหมยประทับลายนิ้วมือ ก็เป็อันเสร็จสมบูรณ์
หากเอาสัญญานี้ไปประทับที่อำเภอนั่นหมายความว่าข้อตกลงทั้งหมดขึ้นตรงกับกฎหมายบ้านเมืองสินค้าพวกนี้ก็จะไม่ถูกลอกเลียนแบบ หากใครสร้างขึ้นมาโดยที่ไม่ใช่เ้าของก็จะถูกลงโทษจับกุมทันที
เขาถึงเพิ่มเติมในเื่ของรถเข็นผู้ใหญ่ที่เขาใช้อยู่ ให้เพิ่มลงในข้อสัญญาฉบับนี้ แล้วทำการฝากฝังให้หนิงต้าเยี่ยนและชงหยวน มาเป็คนงานประจำให้กับตระกูลโจว เพื่อผลิตรถเข็นผู้ใหญ่โดยเฉพาะ จะได้ไม่เป็การผิดคำพูดแล้วก็เป็การช่วยพวกเขาให้มีงานประจำอีกทางนึงด้วย โจวซิ่นเฉิงก็ไม่ขัดข้องเพราะเห็นในฝีมือแล้วว่าเป็คนทำงานละเอียดรอบคอบ เก็บงานได้เรียบร้อยดี
"ข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน ข้าอยู่หมู่บ้านถงซาน เดี๋ยวจะให้อาเหลียงที่มาด้วยมาบอกทาง จะได้ไปส่งของถูก ยังต้องมีของที่ต้องซื้ออีก"
"อืม วันส่งมอบของ ข้าจะไปส่งเอง จะได้เห็นบ้านของเ้าด้วย กุ้ยเหมยฝากหนานกงด้วยนะ" โจวซิ่นเฉิงหันมาคุยกับกุ้ยเหมย ด้วยแววตาจริงจัง
"เ้าค่ะ"กุ้ยเหมยยิ้มรับ พยายามไม่มองคนที่กำลังร้องไห้อยู่ข้างหลังเขา นางเองก็ทำตัวไม่ถูกกับสถานการณ์แบบนี้เลยจริง ๆ
"พี่หนานกง..." พอเห็นว่าเขากำลังจะไปแล้ว นางก็ทำใจไม่ได้ ถึงจะยอมรับว่ากุ้ยเหมยเฉลียวฉลาด และสามารถดูแลเขาได้ดีหลังจากที่นั่งเงียบแอบฟังอยู่ด้านหลัง และสังเกตพฤติกรรมที่นางแสดงความอ่อนโยนออกมา ยามอยู่กับลูกสาว ว่าสิ่งที่นางคิดก่อนหน้านี้ไม่เป็ความจริง แต่จะให้นางตัดใจทันทีมันยากเย็นเหลือเกิน
"พี่ไปก่อนนะ หวังว่าเ้าคงจะเข้าใจในสิ่งที่พี่พูดไป พี่คิดดีแล้วไม่ว่าก่อนหน้านี้หรือตอนนี้พี่คิดกับเ้าแค่น้องสาว และเ้ายังเป็น้องสาวที่น่ารักสำหรับพี่เสมอ ลาก่อนซิ่นฉี"
ร่างบางหมุนตัววิ่งออกไปจากห้อง แล้วทรุดตัวลงร้องไห้อย่างหนัก เมื่อได้ยินคำพูดตรงๆ จากปากของเขา รวมถึงที่เขาเรียกนางว่าซิ่นฉี ทั้งๆที่แต่ก่อนเรียกน้องฉีเอ๋อร์มาตลอด เขาคงจะไม่คิดรับนางเป็ภรรยาของเขาแล้ว ยิ่งคิดยิ่งเ็ปเหลือเกิน ที่ผ่านมานางเป็ได้แค่น้องสาวของเขาเท่านั้น
นางหลอกตัวเองไม่ไหวแล้ว สตรีผู้นั้นทั้งงดงามทั้งเฉลียวฉลาด ขนาดพี่ใหญ่ไม่เคยชมใครยังชื่นชมนางไม่หยุด แล้วนางจะสามารถรั้งตัวเขากลับมาได้อย่างไร
โจวซิ่นเฉิงเดินมาปลอบใจน้องสาว เขารู้ว่านางต้องเ็ปมากแน่นอน แต่ก็ดีกว่าปล่อยให้เรื้อรัง นึกขอบคุณสหายที่เอ่ยปากพูดตรงๆ กับนาง ไม่อย่างนั้นนางคงไม่สามารถตัดใจได้
ร่างผู้เป็พี่ชายนั่งลงกับพื้นเหมือนกันกับน้องสาว ลูบผมของนางเบาๆในขณะที่นางกอดเขาซบหน้าร้องไห้สักพักแล้ว
"ฉีเอ๋อร์ อย่าร้องไห้เลย คิดเสียว่าเ้ากับเขาไม่ใช่เนื้อคู่กัน น้องยังเด็กนัก ต่อไปน้องจะได้พบคนที่เกิดมาเพื่อน้องจริง ๆ ถ้าหากอยากจะร้อง ก็ร้องให้เต็มที่ แล้วพรุ่งนี้เ้าจะต้องยิ้มได้ หนานกงเป็คนดี จึงไม่แปลกที่เ้าจะรักเขา คิดอีกทีพี่ไม่นึกว่า เ้าก็ฉลาดพอที่ตกหลุมรักคนดี ไม่ใช่คนชั่วช้าที่ไหน สมกับเป็น้องสาวของพี่จริง ๆ"
"พี่ใหญ่!! ข้าเศร้าอยู่นะ" โจวซิ่นเฉิงหลบกำปั้นน้อย ๆของน้องสาวที่บรรจงทุบตีอย่างเ็ป ร้องโอดโอยไม่หยุด ซิ่นฉีทุบตีพี่ชายไปเช็ดน้ำตาไป ความรู้สึกทรมานเริ่มดีขึ้นมากหลังจากที่ได้ระบายออกมาแล้ว พอทั้งสองคนมองเห็นสภาพของกันและกัน จากนั้นเสียงร้องไห้ก็กลายเป็เสียงหัวเราะของสองคนพี่น้องทันที พอกลับเข้าร้าน คนงานพากันจ้องมองทั้งสองคนด้วยความแปลกใจ เมื่อคุณชายกับคุณหนูทั้งสองคนไปทำอะไรมา ถึงได้กลับมา อยู่ในสภาพมอมแมมแตกต่างจากขามามากมายเช่นนี้