บทที่ 17 ดวงแข็งแค่ไหนกัน ถึงกล้าเล่นแบบนี้ (รีไรท์)
คนที่รู้สึกร้อนใจ นอกจากฉินเหิงแล้วก็ยังมีเหล่าสมาชิกของสำนักงานควบคุมความผิดปกติด้วย
"ถ้าเราบอกว่าเธอสามารถเข้าทำงานได้โดยไม่ต้องสอบ เธอจะสนใจไหม?"
ผู้อำนวยการจ้าวจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่กำลังเล่นวิดีโอไลฟ์สตรีม ดวงตาของเขาเปล่งประกายราวกับผู้เชี่ยวชาญด้านม้าที่ได้พบม้าพันธุ์ดีเยี่ยม
"จากการสืบสวนของเรา เธอไม่ได้มาจากมณฑลซานตง"
"แต่งานของเรามีประกันสังคมครบถ้วน เงินเดือนมั่นคง และเป็งานราชการที่มั่นคงนะ"
"พวกเขาทำกำไรได้สิบล้านจากสองงาน"
ผู้อำนวยการจ้าวพูดว่า "งั้นคุณคิดหาวิธีสิ พวกเราจำเป็ต้องดึงคนที่มีความสามารถแบบนี้มาให้ได้โดยเร็วที่สุด!"
"ผมคิดว่า เราอาจจะติดต่อเป็การส่วนตัวก่อน ที่ดีที่สุดคือจัดการให้เพื่อนร่วมงานผู้หญิงไปคุย เพราะผู้หญิงด้วยกันจะคุยกันได้ง่ายกว่า พอสนิทกันแล้วก็จะจัดการเื่ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น"
"ความคิดดี" ผู้อำนวยการจ้าวชูนิ้วโป้งขึ้น "รีบโทรหากวนฉีเร็ว! เธอเป็เพื่อนร่วมงานผู้หญิงคนเดียวของเรา เป็ความหวังของทั้งแผนก!"
ในร้านขายของกระดาษที่มืดมนและทรุดโทรม หญิงสาวในชุดดำริมฝีปากสีแดงกำลังจุ่มพู่กันลงในหมึกสีแดงชาด เธอเพิ่งยกมันขึ้นมาเหนือดวงตาของตุ๊กตากระดาษขนาดเท่าคนจริง ทันใดนั้นโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น
เธอรับสาย "อะไรนะ? ให้เข้าใกล้คน? คำขอนี้แปลกจริง ๆ ปกติให้ฉันเข้าใกล้ผีไม่ใช่เหรอ?"
"หมอดูอัจฉริยะที่ทำไลฟ์สตรีมงั้นเหรอ? ผู้อำนวยการอยากดึงตัวเธอมาเหรอ? คุณแน่ใจนะ? อย่าไปตาฝาดดูผิดคน คนที่มีความสามารถจริง ๆ จะมาเล่นไลฟ์สดเพื่อเรียกร้องความสนใจทำไมกัน!"
"อะไรนะ? ผู้หญิงเหรอ? ดี ๆ ๆ ที่นี่นอกจากฉันแล้วก็จะมีผู้หญิงอีกคนเสียที รีบส่งข้อมูลมาให้ฉันเร็ว"
"ได้ ๆ ๆ รู้แล้ว เื่นี้มันแปลกจริง ๆ ไม่ต้องห่วง ฉันจะไม่วาดดวงตาให้ตุ๊กตากระดาษมั่ว ๆ หรอก"
ปากเธอพูดแบบนั้น แต่ก็ไม่ได้หยุดมือ เธอเกร็งข้อมือแล้วออกแรง ลากพู่กันลงบนจุดกึ่งกลางเบ้าตาอย่างแน่วแน่
การเติมจุดตาให้ตุ๊กตากระดาษ
ยมทูตมารับแล้ว
ในชั่วพริบตา ลมพายุพัดกระหน่ำ ตุ๊กตากระดาษนับร้อยในร้านขายของกระดาษพร้อมใจกันลืมตาขึ้น แล้วพุ่งเข้าโจมตีกวนฉีอย่างพร้อมเพรียง
"บ้าเอ๊ย! ฉันแค่เติมจุดตาให้ตัวเดียวเอง! ทำไมพวกแกมีชีวิตขึ้นมาหมดเลย! ใช้ไม่ได้จริง ๆ!"
เธอหนีอย่างอลหม่าน แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะโพล่งด่าเสียงดัง
หากเจียงชิงฉืออยู่ที่นี่ เธอน่าจะสังเกตเห็นว่า ตุ๊กตากระดาษที่มีดวงตาเพียงดวงเดียวและดูมีชีวิตชีวานั้น มีใบหน้าเหมือนกับฉินสืออวี่ที่เพิ่งได้เจอที่โต๊ะอาหารในวันนี้อย่างชัดเจน
…
เจียงชิงฉือกินข้าวที่บ้านของซ่งโย่วสวี่ใน่เช้าก่อนจะกลับมา ตอนบ่ายก็นั่งสมาธิและวาดยันต์โดยอาศัยพลังิญญาของผู้ยิ่งใหญ่
จนกระทั่งฟ้าเริ่มมืด เธอถึงได้ออกมาจากห้อง
ตอนที่ลงจากูเา เธอไม่ได้นำของติดตัวมามากนัก ตอนนี้ยันต์ถูกใช้ไปเยอะแล้ว เมื่อเช้านี้เพราะพ่อแม่ของซ่งโย่วสวี่โอนเงินเพิ่มอีกยี่สิบล้าน เธอจึงมอบแผ่นหยกนำโชคให้พวกเขาคนละชิ้น รวมทั้งหมดก็แค่ห้าชิ้น
ธุรกิจนี้เพิ่งเริ่มต้น เธอต้องหาที่เพื่อสต็อกสินค้าเพิ่ม
รถคันหนึ่งจอดที่หน้าประตูใหญ่ของบ้านตระกูลฉิน ป้าแม่ครัวเดินออกมาจากข้างใน มือถือถุงผักใบใหญ่น้อยหลายใบ "น้อง...คุณเจียง คุณจะออกไปข้างนอกเหรอ?"
ป้าถามอย่างกระตือรือร้น
เธอค่อนข้างชอบเจียงชิงฉือในฐานะแม่ครัว คงไม่มีใครไม่ชอบเด็กรุ่นหลังที่กินอาหารของคุณจนหมดเกลี้ยงแล้วยังชมเชยอย่างหนักว่าอร่อยมาก
ยิ่งไปกว่านั้น เธอก็มีความเชื่องมงายอยู่บ้าง ติดตามดูการถ่ายทอดสดของเจียงชิงฉือจนเกือบจะมองว่าเธอเป็เซียนไปแล้ว
"ใช่ค่ะ คุณช่วยไปส่งฉันได้ไหมคะ?" เธอตอบป้าแล้วก็ไปถามคนขับรถ
"ได้สิ นอกจากพาฉันไปซื้อของแล้ว คุณก็คงไม่มีอะไรทำอีกใช่ไหม?"
ป้าถามคนขับรถ
"คุณชายสืออวี่จ้างผมเพื่อรับส่งคุณนายรองและคุณหนูน้อยโดยเฉพาะ การพาคุณไปซื้อของเป็คำสั่งของคุณนายรอง ถ้าตอนนี้ไม่มีคำสั่งจากคุณนายรอง ผมก็ไม่กล้าพาเธอไปเอง เกิดระหว่างนั้นครอบครัวของคุณนายรองต้องออกไปข้างนอกขึ้นมาล่ะ" คนขับรถคนนี้ก็รู้จักเจียงชิงฉือเหมือนกัน
แต่เขาไม่ได้แสดงสีหน้าที่ดีต่อเธอเลย
เขาไม่ได้เป็แค่คนขับรถเท่านั้น แต่ยังเป็ญาติห่าง ๆ ของครอบครัวตู้อวิ๋นฉิงอีกด้วย
เมื่อครู่บนรถ เขาได้ยินป้านินทาว่าหญิงสาวคนนี้กล้าขัดแย้งกับคุณนายรองด้วย เขาจึงไม่สามารถรับเธอไปส่งได้ตามใจชอบ
"แต่ในหมู่บ้านนี้ไม่มีรถแท็กซี่ผ่าน ถ้าต้องเดินออกไปก็ต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองชั่วโมงนะ"
ป้าปรึกษากับคนขับรถว่า "ขับรถก็แค่สิบกว่านาทีเอง คุณพาคุณเจียงไปส่งที่ที่สามารถเรียกแท็กซี่ได้แล้วรีบกลับมา ยังไง่เวลานี้คุณนายรองกับคุณหนูก็ไม่ออกไปไหนอยู่แล้ว"
คนขับรถยังคงยืนกรานด้วยท่าทีที่แน่วแน่ ไม่ได้ก็คือไม่ได้
"ไม่จำเป็หรอกค่ะ ฉันไปเองก็ได้"
เจียงชิงฉือมองออกถึงท่าทีของคนขับรถและยังมีกลิ่นอายแห่งความตายที่ติดตัวเขาอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้เธอไม่มีความตั้งใจที่จะเตือนเขา
หนี้เืบางอย่างต้องชดใช้ด้วยชีวิตเท่านั้น
"พาเธอไปเถอะ" ขณะที่เธอกำลังจะจากไป เสียงหนึ่งก็ดังมาจากชั้นบนอย่างกะทันหัน
ตู้อวิ๋นฉิงยืนอยู่ที่หน้าต่างชั้นสองมองพวกเขา "วันนี้พวกเราจะไม่ออกไปข้างนอกแล้ว"
"ขอบคุณค่ะ" เจียงชิงฉือก็ไม่ได้ปฏิเสธ เธอกล่าวขอบคุณและขึ้นรถไป
"คุณเจียงจะไปที่ไหนครับ?"
"ไปถนนที่มีร้านจัดงานศพคึกคักที่สุดในย่านนี้ค่ะ" เธอพูด
เธอต้องไปหาชาดกับกระดาษเหลืองมาก่อน
"หา? ไปที่ไหนนะครับ?" คนขับรถรู้สึกสงสัยในสิ่งที่ตัวเองได้ยิน ในขณะเดียวกันโทรศัพท์ของเขาก็ส่งเสียงแจ้งเตือนขึ้นมา
เขาเปิดดูและพบข้อความ พาเธอไปที่สุสาน และอยู่ที่นั่นหนึ่งคืน
ถ้าเธอชอบเื่ลี้ลับงมงายนัก งั้นก็ส่งเธอกลับบ้านเกิดแห่งความสุขซะเลย
"ถนนที่มีร้านจัดงานศพ"
เจียงชิงฉือพูดซ้ำอีกครั้ง
สองสถานที่นี้ล้วนทำให้คนรู้สึกขนลุกพอ ๆ กัน
คนขับรถสั่นสะท้าน ไม่กล้าถามอะไรอีก แล้วขับรถมุ่งหน้าต่อไป
ไม่รู้ว่าขับรถมานานแค่ไหนแล้ว เจียงชิงฉือรู้สึกง่วงนอน เมื่อรถยนต์ส่งเสียงดังเอี๊ยดกะทันหัน และหยุดลงกลางชานเมืองที่เงียบเหงา
"รถเสีย"
คนขับรถพึมพำเบา ๆ แล้วรีบลงจากรถไปตรวจสอบ
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เขาพูดกับเจียงชิงฉือด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
"ขอโทษด้วยนะคุณเจียง รถเสียแล้ว ไปต่อไม่ได้แล้ว"
เจียงชิงฉือลงจากรถ ถนน่นี้ไม่มีแม้แต่ไฟถนน แต่แสงจันทร์ก็ยังพอส่องสว่างให้เห็นทางอยู่
"มีวิธีซ่อมไหมคะ?" เธอถาม
"ลำบากนิดหน่อยน่ะ ช่างซ่อมรถก็คงมาไม่ทันในเร็ว ๆ นี้ ผมเห็นมีแสงสว่างอยู่ทางโน้น"
เขาชี้ไปยังจุดที่อยู่ห่างออกไปประมาณหนึ่งร้อยเมตร
"คุณเจียงช่วยไปถามดูหน่อยได้ไหมว่ามีใครช่วยเราได้บ้าง ผมจะลองโบกรถอยู่ตรงนี้ แล้วจะส่งคุณไปก่อน ไม่งั้นอากาศหนาวแบบนี้ ถ้ารอต่อไปก็คงไม่ใช่วิธีที่ดี"
เจียงชิงฉือมองเขาด้วยดวงตาที่ไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ แม้จะไม่มีท่าทีจับผิดอะไร แต่กลับทำให้คนขับรถเหงื่อแตกพลั่ก
"ได้ค่ะ"
ในขณะที่เขากำลังสงสัยว่าตัวเองอาจจะทำพลาดตรงไหน จนทำให้เจียงชิงฉือรู้ว่ารถไม่ได้เสียจริง ๆ เจียงชิงฉือก็ตอบตกลงแล้วย่างเท้าเดินไปทางที่มีแสงสว่างนั้น
เมื่อไม่เห็นเงาร่างแล้ว คนขับรีบขึ้นรถ เหยียบคันเร่งแล้วพุ่งไปในทิศทางตรงกันข้าม
สายตาของผู้หญิงคนนี้ช่างน่าขนลุกเหลือเกิน เหมือนกับว่าแค่มองเพียงแวบเดียวก็สามารถมองออกว่าเขาเคยก่อเื่อะไรมาบ้าง
ทิ้งคนไว้แล้วรีบหนีไป ถึงอย่างไรนี่ก็เป็คำสั่งของคุณนายรอง อีกอย่างในตระกูลฉินก็ไม่มีใครชอบหน้าเธอ ถึงเกิดเื่อะไรขึ้นมาก็คงไม่มีใครสนใจ
เจียงชิงฉือเดินตามแสงสว่างเข้ามา และไม่แปลกใจเลยที่เห็นป้ายสุสาน
แต่แสงสว่างจ้านั้นไม่ใช่มาจากป้อมยามของสุสานหรืออะไรทำนองนั้น แต่เป็คนกำลังถ่ายทอดสด
เธอเดินเข้าไปใกล้เพื่อดูภายใต้แสงไฟสีขาวสว่าง ชายคนหนึ่งสวมชุดยาวสีน้ำเงินเข้ม ย่อตัวถอยหลังทีละก้าว ปากพึมพำนับ "หนึ่ง สอง สาม" เป็ระยะ แล้วก็ะโออกมาเป็ครั้งคราวว่า "คุณยายครับ ผมมารับคุณยายกลับบ้านแล้ว"
ในสุสานยามดึกดื่น ช่างเป็ภาพที่น่าขนลุกสยองขวัญอย่างยิ่ง
หากคนธรรมดาเผชิญเหตุการณ์เช่นนี้ คงจะใจนิญญาแตกกระเจิงไปหมดแล้ว
แต่เจียงชิงฉือรู้ว่าเขากำลังเรียกผี
อาจารย์เคยเล่าตำนานหนึ่งให้เธอฟัง
ที่สี่แยกซึ่งมีพลังหยินหนาแน่น ให้เดินไปทางทิศตะวันตกทุกสามก้าวแล้วะโว่า "คุณยายครับ ผมมารับคุณยายกลับบ้านแล้ว" ทำเช่นนี้สามรอบ แล้วหันกลับไปจะเห็นคุณยายยืนอยู่ข้างหลังคุณ
แม้เธอจะรู้เื่นี้ แต่ก็ไม่เข้าใจ
ดวงแข็งแค่ไหนกัน ถึงกล้าเล่นในสุสานแบบนี้
แค่อาศัยว่าไม่มีตาทิพย์ที่มองเห็นิญญา ก็เลยมองไม่เห็นครอบครัวสามคนที่ลอยอยู่ไม่ไกล กำลังจ้องมองเขาอย่างดุร้ายใช่ไหม?