"เชี่ยเอ๊ย! ไอ้เวรตะไลเอ๊ย! เกิดใหม่ทั้งทีทำไมต้องมาอยู่ในร่างไอ้ยาจกขี้กากนี่ด้วยวะ!"
คำสบถนั้นดังเล็ดลอดออกมาจากลำคอที่แห้งผากของหลี่เฉิน เขาเบิกตาโพลงขึ้นมาพบกับเพดานหลังคามุงจากที่ผุพังจนแทบจะกลายเป็เศษฟาง กลิ่นอับชื้นของฟางเก่าที่เน่าเปื่อยผสมกับกลิ่นสาบของเชื้อราที่ตกค้างมานานปีโชยเข้ากระทบจมูกอย่างจังจนเขารู้สึกมวนท้องอย่างรุนแรง กลิ่นตัวของเขานั้นเหม็นโฉ่เสียจนน่ารังเกียจ ไม่ต่างจากซากสัตว์ที่กำลังขึ้นอืดอยู่ภายใต้แสงแดด เป็กลิ่นที่ชวนให้กระเพาะอาหารที่ว่างเปล่าตีกลับขึ้นมาที่ลำคอทุกครั้งที่เขาสูดลมหายใจเข้า
เขายันกายลุกขึ้นจากพื้นดินที่เย็นเฉียบด้วยความทุลักทุเล เสียงข้อต่อร่างกายของเขาดัง 'กร๊อบแกร๊บ' ดั่งกิ่งไม้แห้งที่ถูกหักกลางด้วยแรงบีบ นี่คือร่างของ 'ยาจกหลี่' คนี้เีผู้เป็ที่สมเพชแห่งหมู่บ้านชิงอวิ๋น... ชายผู้ที่ชีวิตนี้มีเพียงกองฟางเปียกชื้นที่ใช้ซุกหัวนอน และลมหายใจที่รอคอยความตายอย่างเดียวดาย
ในห้วงความคิดที่ปั่นป่วน ภาพอดีตในโลกเดิมยังคงฉายชัดเสมือนฉายภาพยนตร์จากโปรเจคเตอร์คุณภาพสูง—ห้องครัวในรายการอาหารระดับมิชลินสตาร์ที่เขาเคยครองตำแหน่งโปรดิวเซอร์ผู้ทรงอิทธิพล กลิ่นหอมฟุ้งของสเต็กเนื้อวากิวระดับ A5 ที่ถูกย่างบนเตาถ่านด้วยอุณหภูมิที่แม่นยำทุกองศา เสียงแก้วไวน์คริสตัลกระทบกันเบาๆ ดั่งเสียงดนตรีที่หรูหรา และเสียงหัวเราะของทีมงานนับร้อยที่คอยเอาใจใส่เขาดั่งาา ทุกมื้ออาหารที่เขาเคยััคือศิลปะที่คนธรรมดาต้องเอื้อมถึง แต่ทว่า... ความตายของเขานั้นช่างประหลาดและน่าขันเสียจนไม่มีใครกล้าบันทึกไว้ในพอร์ตโฟลิโอ—หนามทุเรียนที่ติดคอขณะกำลังสาธิตเมนูเด็ดต่อหน้ากล้อง! วินาทีที่เขาต้องฝืนยิ้มให้กล้องทั้งที่หายใจไม่ออก เขายังจดจำความรู้สึกนั้นได้แม่นยำ
ทันใดนั้น ความทรงจำของ 'ยาจกหลี่' เ้าของร่างเดิมก็ไหลทะลักเข้ามาดั่งสายน้ำหลากที่พัดพาเอาความขมขื่นมาสู่จิตใจเขา—ภาพการถูกชาวบ้านรุมสาปแช่งและขับไล่ตอนเขาพยายามขโมยเมล็ดพันธุ์ข้าวสารไปขายแลกเหล้าเถื่อน ภาพความหนาวเหน็บที่ต้องนอนกอดตัวเองในคืนที่หิมะตกหนักจนหลังคาทะลุ ภาพความรู้สึกที่ถูกครอบครัวทอดทิ้งให้จมอยู่กับความอัปยศ ถูกมองด้วยสายตาเวทนาที่ปนไปกับความเหยียดหยาม สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเขากลับเป็เพียงเศษดินและฝุ่นผงที่ไม่มีราคาใดๆ เลย ความแตกต่างระหว่างความหรูหราในอดีตกับความหิวโหยในปัจจุบันมันช่างบาดลึกและแสนทรมานเสียจนหลี่เฉินถึงกับหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความแค้นใจ เขาหยิกแขนตัวเองจนเนื้อเขียวเพื่อเช็กว่านี่ไม่ใช่ภาพหลอนจากการหิวจนสมองเบลอ แต่ความเ็ปที่ได้รับกลับย้ำเตือนว่านี่คือโลกแห่งความจริงที่โหดร้าย—เขาที่เป็ถึงสุดยอดโปรดิวเซอร์ผู้ปั้นดารานับร้อย กลับต้องมาตื่นในร่างที่หิวโซจนไส้จะขาด!
*[ติ๊ง! ระบบ 'ไร้เทียมทาน' เริ่มต้นทำงานครับโฮสต์ที่เคารพ!]*
เสียงเตือนที่แหลมสูงดังขึ้นในหัว หลี่เฉินสะดุ้งสุดตัว ดวงตาที่เคยหม่นแสงเบิกโพลงขึ้นทันที ความเหนื่อยล้าและความหิวโหยถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้นที่แล่นพล่านไปทั่วร่างราวกับได้รับเข็มกระตุ้น
"ระบบ... ระบบงั้นรึ! ฮ่าๆๆ! ฟ้ายังมีตา!" หลี่เฉินหัวเราะร่าออกมาจนตัวโยน "ในที่สุด! ฉันก็มีบทตัวเอกกับเขาเสียที! ในโลกเดิมฉันเป็แค่โปรดิวเซอร์ที่คอยปั้นคนอื่น แต่ในโลกนี้... ฉันนี่แหละที่จะเป็ 'ผู้ไร้เทียมทาน' ที่อยู่เหนือคนทั้งปวง! ระบบเอ๋ย! รีบมอบพลัง 'วิชาสังหารพันลี้' มาให้ข้าเดี๋ยวนี้! ข้าจะออกไปตบหน้าพวกไอ้พวกที่ดูถูกข้าให้หน้าสั่นไปเลย!"
*[ระบบ: รับทราบครับโฮสต์... แหม ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ พลังเทพเซียนน่ะมีครับ แต่ก่อนจะไปตบหน้าใคร ดูสภาพหนังหน้าของท่านก่อนนะครับ นี่ข้าเกรงว่าถ้าท่านไปตบหน้าคนอื่น คนที่หน้าสั่นอาจจะเป็ท่านเอง เพราะพลังงานในกายมีไม่พอแม้แต่จะก้าวขาเดิน]*
*ติ๊ง!*
**[หน้าจอสถานะ]**
* **ชื่อ:** หลี่เฉิน | **ระดับความแข็งแกร่ง:** 0.1 | **ระดับสติปัญญา:** 1.5 | **ระดับเสน่ห์:** -10
* **สถานะ:** ใกล้ตาย (อัตราการเสียชีวิตภายใน 2 ชั่วโมง: 95%)
* **สรุป:** สภาพโฮสต์อยู่ในระดับ 'กระจอกงอกง่อย' ที่สุดในประวัติศาสตร์! ถ้าข้าเปลี่ยนใจไปสิงร่างหมาข้างทางยังจะดูมีอนาคตมากกว่าโฮสต์ตอนนี้เสียอีก!
รอยยิ้มของเขาแข็งค้าง ราวกับถูกหมัดเหล็กซัดเข้ากลางอก "ดะ... เดี๋ยวสิ! นี่มันร่างคนหรือร่างเศษขยะเปียกกันแน่! แกเป็ระบบไร้เทียมทานไม่ใช่รึไง! ทำไมถึงประเมินโฮสต์ของตัวเองแบบนี้! ไหนล่ะวิชาเทพเซียน! ไหนล่ะสมบัติวิเศษ! ให้ข้ามาเกิดใหม่แบบนี้มันต่างอะไรกับการส่งข้ามาตายรอบสอง!"
*[ระบบ: โฮสต์ครับ... อยากมีวิชาเทพเซียนไหม? ไปหาข้าวกินก่อนครับ ภารกิจเร่งด่วน: 'หาอาหารประทังชีวิต' ภายใน 10 นาที ไม่งั้นระบบจะตัดการเชื่อมต่อและปล่อยให้ท่านอดตายเยี่ยงสุนัขข้างทางตามยถากรรม!]*
หลี่เฉินหน้าถอดสี รีบยันกายลุกขึ้นด้วยความโมโหปนความหิวที่กัดกินกระเพาะจนแทบขาด "ไอ้ระบบเวร! แกมันไร้ประโยชน์กว่าพนักงานฝึกงานในกองถ่ายของฉันเสียอีก! คอยดูนะ ถ้าฉันรอดไปได้ ฉันจะดัดนิสัยแกแน่!"
เขาสูดหายใจเข้าลึก พยายามดับความโกรธแค้นในใจก่อนจะเดินโซเซออกจากกระท่อมสู่หมู่บ้านชิงอวิ๋น แสงแดดสีขาวโพลนยามเที่ยงวันแผดเผาจนิัแสบร้อน ลมร้อนพัดเอาฝุ่นดินละเอียดคลุ้งไปทั่วท้องทุ่ง นาข้าวที่เคยเขียวขจีในความทรงจำบัดนี้เหลือเพียงตอซังข้าวแห้งกรอบที่แตกเป็รอยแยกราวกับิัของคนชรา ต้นไม้ใหญ่ข้างทางยืนต้นตายซาก กิ่งก้านที่แห้งเหี่ยวไร้ใบไม้เขียวขจีมีเพียงกิ่งไม้แห้งที่สั่นไหวไปตามแรงลมส่งเสียงดัง 'แกรกๆ' ราวกับเสียงกระดูกลั่น
คนหนุ่มวัยฉกรรจ์ในหมู่บ้านที่เคยแข็งแรงบัดนี้เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ิักร้านแดดจนเกรียมเป็สีน้ำตาลเข้ม ใบหน้าตอบลึกจนเห็นโหนกแก้มชัดเจน ั์ตาโบ๋ลึกและขุ่นมัวจากการขาดน้ำนั่งอยู่ตามโคนต้นไม้ที่ไร้ใบ หญิงวัยกลางคนนั่งอยู่หน้าบ้าน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยย่นที่เกิดจากการตรากตรำ ิัแห้งกร้านราวกับดินแตกระแหง มือของพวกนางหยาบกระด้างและเลอะไปด้วยคราบดิน เด็กๆ นั่งกอดเข่าอยู่กับพื้นดินที่แตกระแหง มือเล็กๆ ของพวกเขาสั่นเทา ร่างกายซูบผอมจนเห็นกระดูกไหปลาร้าและซี่โครงชัดเจน ดวงตาที่ไร้ประกายของพวกเขามองมาที่หลี่เฉินอย่างอ่อนแรง บ่งบอกถึงการขาดสารอาหารอย่างรุนแรงจนแทบไม่มีเรี่ยวแรงจะร้องไห้
ขณะที่หลี่เฉินเดินผ่าน ชาวบ้านที่หิวโหยเริ่มซุบซิบกันด้วยเสียงแหบแห้ง:
"ดูนั่น... ไอ้หลี่คนี้เีมันออกมาแล้ว กลิ่นเน่าของมันโชยมาถึงนี่เชียว" หญิงวัยกลางคนบ้วนน้ำลายใส่พื้นด้วยสายตารังเกียจ ริมฝีปากที่แห้งแตกของนางขยับอย่างเหยียดหยาม
"ช่างเป็ตัวอย่างของความล้มเหลวที่น่าทุเรศที่สุดในหมู่บ้านจริงๆ" ชายหนุ่มวัยฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งพึมพำด้วยความสมเพช
หลี่เฉินขบกรามแน่น ความอับอายที่ถูกตราหน้าพุ่งเข้าสู่จิตใจ แต่ความหิวโหยในท้องกลับะโก้องยิ่งกว่า เขาพุ่งไปที่ชายป่า มือที่สั่นเทาคว้าหญ้าคาข้างทางมายัดเข้าปาก รสฝาดเฝื่อนพุ่งเข้าปะทะลิ้นทันที ใบหญ้าคมกริบนั้นบาดริมฝีปากที่แห้งแตกจนมีเืซึมออกมาปนกับรสขมปร่า ความฝาดของหญ้าคาที่บาดลิ้นนี้ ช่างห่างไกลจากความนุ่มละมุนของเนื้อวากิวระดับ A5 ที่เขาเคยบรรจงจัดวางในจานราคาหลายหมื่นในสตูดิโอหรูหรานั้นนัก! เขาหลับตาแน่น กล้ำกลืนความดิบเถื่อนนั้นลงคอไปราวกับสัตว์ที่ไร้ซึ่งศักดิ์ศรี... นี่หรือชีวิตใหม่ที่เขาได้รับ? ช่างน่าสมเพชเสียยิ่งกว่าตอนหนามทุเรียนติดคอเสียอีก!
*[ติ๊ง! ภารกิจ 'หาอาหารประทังชีวิต' สำเร็จ!]*
ในจังหวะนั้นเอง ประตูไม้เก่าๆ ของบ้านผู้ใหญ่บ้านก็เปิดออก ชายชราก้าวเดินออกมาด้วยความเชื่องช้า ใบหน้าของเขาเหี่ยวย่นราวกับเปลือกไม้ที่ถูกแดดเผามาตลอดชั่วชีวิต รอยตีนกาและริ้วรอยลึกพาดผ่านหน้าผากและดวงตทั้งสองข้างดุจแผนที่แห่งความทุกข์ยาก ิัส่วนที่โผล่พ้นจากเสื้อผ้าขาดวิ่นเป็สีน้ำตาลเข้มและหยาบกร้าน ั์ตาแม้จะฝ้าฟางแต่ยังคงแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวและความเหนื่อยล้า หลังที่เคยตรงกลับค่อมงอลงดั่งคันธนูที่ตึงเปรี๊ยะมาเนิ่นนาน มือของเขาที่ยื่นออกมานั้นสั่นเทา นิ้วมือนั้นกร้านหนาและเต็มไปด้วยรอยแตกจากการขุดดินทำนามาทั้งชีวิต
เฒ่าผู้ใหญ่บ้านหยุดยืนตรงหน้าหลี่เฉิน สายตาที่ขุ่นมัวจากการกรำแดดมานานนับปีมองจ้องเข้าไปในดวงตาที่เลื่อนลอยของเด็กหนุ่ม เขาไม่ได้ดุด่าด้วยวาจาร้ายกาจ แต่กลับถอนหายใจยาว เสียงถอนหายใจนั้นสั่นเครือราวกับลมที่พัดผ่านรอยแยกของกำแพงดิน "เ้าเห็นหญ้าคาพวกนั้นเป็อาหารหรือ... หลี่เฉิน? ร่างกายของคนเรา แม้จะหิวโหยปานใด แต่หากไร้ซึ่งจิติญญาที่จะรักษาศักดิ์ศรี ก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉานที่รอวันถูกเชือด"
เขากดมือลงบนไหล่ที่สั่นเทาของหลี่เฉิน ััที่แห้งผากและหยาบกระด้างนั้นให้ความรู้สึกหนักแน่นอย่างประหลาด "ข้าเฝ้ามองดูเ้ามานาน หลายปีที่ผ่านมานี้ เ้าปล่อยให้ตัวเองจมปลักอยู่กับความล้มเหลว เ้าคิดว่าความสิ้นหวังคือจุดจบของชีวิตรึ? ผิดแล้ว... เ้าหนุ่มเอ๋ย ในวันที่ผืนดินแห้งแล้งที่สุด คือวันที่เราจะเรียนรู้ที่จะหยั่งรากลึกลงไปหาแหล่งน้ำใต้ดินให้ได้มากที่สุด ความหิวในท้องเ้ามันแค่เื่ชั่วคราว แต่ความหิวโหยในปัญญาและความพยายามคือสิ่งที่จะทำให้เ้ามีชีวิตรอดได้ในโลกที่โหดร้ายนี้"
เขายื่น 'มันเทศเผา' ที่อุ่นจัดให้ หลี่เฉินสังเกตเห็นรอยไหม้สีดำจางๆ บนผิวเนื้อสีเหลืองทอง ความอบอุ่นที่ส่งผ่านฝ่ามือของเฒ่าชราเข้ามานั้น มันไม่ได้มาจากระบบ แต่มันมาจากหัวใจของมนุษย์ที่ยังคงหลงเหลือความเห็นอกเห็นใจให้กับเด็กหนุ่มที่ถูกทอดทิ้งเช่นเขา
"กินเสียเถิด..." เฒ่าผู้ใหญ่บ้านกล่าวต่อเสียงแ่เบา "มันเทศก้อนนี้อาจไม่ได้ทำให้เ้าอิ่มไปตลอดกาล แต่มันคือหยาดเหงื่อแรงงานของคนในหมู่บ้านที่ยังพอมีเหลืออยู่ จำไว้ให้ดี... การมีชีวิตรอดไม่ใช่แค่การยัดอะไรก็ได้เข้าปาก แต่คือการรู้วิธีที่จะลุกขึ้นยืนด้วยสองขาของตัวเอง แม้ในวันที่โลกทั้งใบพร้อมจะฝังกลบเ้าลงใต้ดิน"
หลี่เฉินก้มมองมันเทศ ความอบอุ่นที่แผ่ออกมาทำให้ขอบตาของเขาร้อนผ่าว... หยดน้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นกระทบลงบนผืนดินที่แตกระแหง
*หยด...*
ในวินาทีที่หยดน้ำตาซึมลงดิน สรรพเสียงรอบข้างพลันเงียบสนิท ลมที่เคยพัดหวีดหวิวหยุดกึก ผู้คนในลานดินหยุดเคลื่อนไหวราวกับเวลาถูกแช่แข็ง
*ครืนนนนน...!*
เสียงฟ้าร้องคำรามก้องดั่งอสูรกายจากฟากฟ้า สั่นะเืไปทั่วทั้งหมู่บ้าน! ชาวบ้านเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยความตกตะลึง ผู้ใหญ่บ้านพึมพำด้วยเสียงสั่นเครือ "ฟ้าร้องงั้นหรือ? ในหน้าแล้งเยี่ยงนี้น่ะหรือ? หรือว่า... ์จะเริ่มมองเห็นความเ็ปของพวกเราแล้ว?"
ไม่มีใครรู้เลยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ จะกลายเป็จุดเริ่มต้นของตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหมู่บ้านที่ถูกลืมแห่งนี้! หลี่เฉินยืนนิ่ง ท่ามกลางความตื่นตะลึงของผู้คน ความหิวโหยในท้องยังคงประท้วง แต่คำสอนของชายชรากลับสั่นคลอนหัวใจของเขา... การเดินทางของเขานั้นเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นจริงๆ ในดินแดนแห่งความสิ้นหวังนี้!