ลมหนาวปลายฤดูสารทพัดผ่านช่องรอยแตกของบานหน้าต่างไม้ที่ผุพัง หอบเอาความเย็นเยือกเข้ามากระทบิัจนสะท้าน บนโต๊ะไม้เก่าคร่ำคร่าที่มีขาข้างหนึ่งต้องใช้ก้อนหินหนุนรองเอาไว้ ‘ลู่เฉิน’ บัณฑิตหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีกำลังนั่งตัวตรงหลังขดหลังแข็ง แสงตะวันยามเช้าตรู่สาดส่องผ่านช่องหลังคาที่กระเบื้องหลุดหาย ทอด เงา ลายทางลงบนพื้นดินอัดเรียบที่เย็นเฉียบ
นิ้วมือที่ผอมเกร็งและมีรอยด้านจากการจับพู่กันของชายหนุ่มค่อยๆ พลิกหน้ากระดาษสีเหลืองซีดอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าหากออกแรงเพียงนิด ตำราขงจื๊อเล่มเดียวที่เหลืออยู่ในบ้านจะแหลกสลายกลายเป็ผุยผง ริมฝีปากแห้งผากขยับมุบมิบ ท่องจำตัวอักษรโบราณนับพันหมื่นคำสลักลึกลงไปในจิติญญา
ลู่เฉินไม่ได้เกิดมาในตระกูลที่มั่งคั่ง เขาคือบุตรชายคนกลางของครอบครัวชาวนาผู้ยากไร้ในหมู่บ้านชายป่าห่างไกลความเจริญ ทว่าบิดามารดากลับยอมกัดฟันทนลำบาก รีดเค้นหยาดเหงื่อทุกหยดเพื่อส่งเสียให้เขาได้เล่าเรียน ด้วยหวังว่าสักวันหนึ่ง บุตรชายคนนี้จะสามารถสอบผ่านเป็ซิ่วไฉ พลิกฟื้นชะตากรรมของวงศ์ตระกูลไม่ให้ต้องก้มหน้าสู้ดินเงยหน้าสู้ฟ้าไปตลอดกาล
"แกรก... แกรก..."
เสียงไม้ฟืนลั่นปะทุเบาๆ ดังมาจากลานหลังบ้าน ดึงความสนใจของลู่เฉินออกจากตำรา เขาค่อยๆ วางพู่กันที่ขนแปรงหลุดร่วงไปกว่าครึ่งลงบนแท่นฝนหมึกที่แห้งขอด แล้วลุกขึ้นยืนช้าๆ เพื่อป้องกันไม่ให้อาการหน้ามืดจากความหิวโหยกำเริบ เมื่อเดินทะลุโถงกลางบ้านที่ว่างเปล่าไร้เครื่องเรือนมีค่าใดๆ ชายหนุ่มก็มองเห็นแผ่นหลังบอบบางของสตรีผู้หนึ่งกำลังคุกเข่าเป่าไฟอยู่ที่หน้าเตาดินเผา
"พี่ใหญ่ เหตุใดท่านถึงลุกขึ้นมาแต่เช้ามืดเพียงนี้ อากาศข้างนอกยังหนาวเหน็บนัก" ลู่เฉินเอ่ยทักทาย น้ำเสียงแฝงไปด้วยความห่วงใยอย่างลึกซึ้ง
‘ลู่จิน’ หญิงสาววัยสิบเก้าปีผู้มีใบหน้าหมดจดทว่าซูบซีด หันกลับมายิ้มให้ผู้เป็น้องชาย มือที่หยาบกร้านจากการซักผ้าในลำธารและผ่าฟืนปาดคราบเขม่าควันที่เลอะข้างแก้มออกอย่างลวกๆ
"พี่ชินเสียแล้ว อาเฉินต่างหากที่ควรถนอมสายตา แสงเทียนในบ้านเราหมดไปั้แ่เมื่อคืน การเพ่งอ่านตำราในความมืดมิด่รุ่งสางจะทำให้ดวงตาของเ้าพร่ามัวได้" นางกล่าวพลางใช้ทัพพีไม้คนหม้อต้มข้าวต้มที่ส่งควันกรุ่น "วันนี้พ่อกับแม่ต้องขึ้นเขาไปตัดไม้ั้แ่เช้า พี่จึงรีบตื่นมาต้มข้าวให้พวกเ้ากินก่อน"
ลู่เฉินมองลงไปในหม้อดินเผา สิ่งที่เดือดปุดๆ อยู่ภายในแทบจะเรียกได้ว่าเป็เพียงน้ำซุปสีขาวขุ่น มีเมล็ดข้าวหักๆ ลอยปะปนอยู่เพียงหยิบมือเท่านั้น ชายหนุ่มรู้สึกปวดหนึบในอก เขารู้ดีว่าเสบียงในบ้านร่อยหรอลงทุกวัน ฤดูหนาวที่กำลังจะมาเยือนคือฝันร้ายของครอบครัวชาวนาที่ไม่มีเงินเก็บออม
ในขณะที่สองพี่น้องกำลังสนทนากัน ประตูห้องนอนเล็กฝั่งขวาก็ถูกผลักออกเบาๆ ร่างเล็กจ้อยของเด็กสาววัยสิบสี่ปีเดินงัวเงียออกมา ั์ตากลมโตสีดำขลับที่งดงามราวกับอัญมณีล้ำค่ากะพริบปริบๆ ปอยผมสีหมึกที่ยุ่งเหยิงตกลงมาระดับแก้มขาวเนียน
"พี่รอง... พี่ใหญ่... ข้าตื่นแล้วเ้าค่ะ"
เด็กสาวผู้นี้มีนามว่า ‘ชิงเอ๋อร์’ หรือ ‘ลู่ชิง’ นางไม่ใช่น้องสาวร่วมสายโลหิตของลู่เฉิน เมื่อสิบปีก่อน บิดาของเขาพบทารกน้อยถูกทิ้งไว้ใต้ต้นเหมยท่ามกลางพายุหิมะ ร่างกายของนางเย็นเฉียบจนแทบไร้ลมหายใจ แต่ด้วยความเมตตา บิดามารดาจึงอุ้มทารกน้อยกลับมาฟูมฟัก เลี้ยงดูด้วยน้ำข้าวและน้ำใจจนเติบโตมาเป็ดั่งแก้วตาดวงใจของคนทั้งบ้าน
แม้จะเติบโตในครอบครัวที่อดมื้อกินมื้อ แต่ชิงเอ๋อร์กลับมีรูปโฉมที่โดดเด่นเกินกว่าเด็กสาวชาวบ้านทั่วไป ผิวพรรณของนางละเอียดลออราวกับหยกหิมะ และมักจะมีกลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกกล้วยไม้แผ่ออกมาจากร่างกายเสมอ ซึ่งเป็เื่ที่ลู่เฉินเองก็หาคำตอบไม่ได้
"ชิงเอ๋อร์ มาล้างหน้าล้างตาก่อนเถิด วันนี้พี่ใหญ่หาหัวมันเทศมาต้มรวมกับข้าวได้หัวหนึ่ง พี่จะตักส่วนที่ข้นที่สุดให้เ้านะ" ลู่จินกวักมือเรียกน้องสาวคนเล็กด้วยความเอ็นดู
"ไม่เอาเ้าค่ะ!" ชิงเอ๋อร์ส่ายศีรษะรัวๆ ก่อนจะรีบวิ่งเข้ามากอดแขนของลู่เฉินเอาไว้แน่น ศีรษะเล็กๆ ซบลงบนท่อนแขนของชายหนุ่ม "มันเทศหัวนั้นต้องแบ่งให้พี่รองเ้าค่ะ พี่รองต้องใช้สมองอ่านตำราเตรียมสอบระดับอำเภอ หากกินไม่อิ่มจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปท่องจำตัวอักษร ส่วนข้าเป็เพียงเด็กผู้หญิง กินแค่น้ำข้าวก็อิ่มท้องแล้ว"
คำพูดไร้เดียงสาแต่เปี่ยมไปด้วยความเสียสละของเด็กสาว ทำให้ลู่เฉินต้องลูบศีรษะนางอย่างเบามือ เขาััได้ถึงความอบอุ่นที่ส่งผ่านเรือนผมเส้นเล็กละเอียด "ชิงเอ๋อร์เป็เด็กดี แต่ร่างกายของเ้ากำลังเติบโต หากขาดสารอาหารจะเจ็บป่วยเอาได้ง่ายๆ ไม่ต้องเถียงกัน พี่ใหญ่... ท่านแบ่งมันเทศหัวนั้นออกเป็สี่ส่วน ให้พ่อ แม่ ท่าน และชิงเอ๋อร์เถิด ส่วนข้าชอบกินน้ำข้าวใสๆ มากกว่า มันช่วยให้คอโล่งดี"
ลู่จินถอนหายใจยาว นางรู้ดีถึงนิสัยดื้อรั้นและชอบเสียสละของน้องชาย แต่ก่อนที่นางจะได้กล่าวสิ่งใด ร่างของชายวัยกลางคนและสตรีผู้มีใบหน้าอิดโรยก็เดินก้าวข้ามธรณีประตูบ้านเข้ามา
"พ่อบอกแล้วอย่างไร ว่าเื่อาหารการกินไม่ต้องมาแบ่งให้พ่อกับแม่"
'ลู่ต้าซาน' บิดาผู้เป็เสาหลักของครอบครัวเอ่ยขึ้น เสียงของเขาแหบพร่าและมีอาการไอแห้งๆ ตามมา ร่างกายที่เคยกำยำล่ำสันบัดนี้ซูบผอมจนเห็นกระดูกไหปลาร้าชัดเจน ไหล่ซ้ายของเขามีรอยแผลเป็ขนาดใหญ่จากการถูกสัตว์ป่าทำร้ายเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งทำให้เขาไม่สามารถแบกหามของหนักได้เหมือนหนุ่มๆ อีกต่อไป
'หวังซื่อ' มารดาผู้ใจดีรีบวางตะกร้าไม้ไผ่สานลงบนพื้น แล้วปรี่เข้าไปประคองสามี "ตาเฒ่า เ้าเพิ่งจะฟื้นไข้ อย่าเพิ่งดุลูกเลย... อาเฉิน ชิงเอ๋อร์ อาจิน พวกเ้ามากินข้าวพร้อมกันเถิด วันนี้แม่โชคดี เก็บผักป่าริมลำธารมาได้กำหนึ่ง พอจะเอามาสับโรยหน้าเกลือเพิ่มรสชาติได้บ้าง"
มื้ออาหารเช้าดำเนินไปอย่างเงียบเชียบและเรียบง่าย ท่ามกลางหลังคาที่รั่วซึมและผนังดินที่แตกร้าว ทว่าบรรยากาศรอบโต๊ะอาหารกลับเต็มไปด้วยไออุ่นแห่งความรักที่มองไม่เห็น ทุกคนต่างพยายามตักข้าวส่วนที่ข้นที่สุดไปไว้ในชามของคนอื่น ลู่เฉินมองภาพบิดาที่แอบคีบชิ้นมันเทศของตนเองใส่ลงในชามของชิงเอ๋อร์ มองมารดาที่ดื่มเพียงน้ำซุปใสๆ และมองพี่สาวที่คอยส่งยิ้มให้กำลังใจทุกคน
ความรู้สึกผิดและหน้าที่อันหนักอึ้งกดทับลงบนบ่าของชายหนุ่ม
ข้า ลู่เฉิน เกิดมาเป็บุรุษ หากไม่อาจใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาพลิกฟื้นครอบครัวให้รอดพ้นจากความอดอยากได้ ข้าจะยังมีหน้ามีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างไร? หลังจากมื้ออาหารที่ไม่อาจเรียกว่าอิ่มท้อง ลู่เฉินก็จัดเตรียมตำราและม้วนกระดาษหยาบๆ ใส่ลงในกล่องไม้ไผ่สะพายหลัง วันนี้เขาต้องเดินทางเข้าตัวอำเภอซึ่งอยู่ห่างออกไปถึงยี่สิบลี้ (สิบกิโลเมตร) เพื่อนำจดหมายที่รับจ้างเขียนไปส่งให้เถ้าแก่ร้านผ้า และรับเงินค่าจ้างอันน้อยนิดมาจุนเจือครอบครัว
"พี่รอง ท่านจะไปแล้วหรือ?"
ชิงเอ๋อร์วิ่งตามออกมาถึงหน้าลานบ้าน มือเล็กๆ ของนางกำชายเสื้อของลู่เฉินเอาไว้ ดวงตาคู่สวยฉายแววอาวรณ์อย่างปิดไม่มิด นางมักจะติดเขาแจเสมอั้แ่ยังเด็ก ราวกับว่าลู่เฉินคือโลกทั้งใบของนาง
"อืม พี่ต้องรีบไปรีบกลับ ก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน ชิงเอ๋อร์อยู่บ้านช่วยพี่ใหญ่ทำงานบ้าน และอย่าลืมต้มยาให้พ่อด้วย เข้าใจหรือไม่?" ลู่เฉินย่อตัวลงให้อยู่ในระดับเดียวกับเด็กสาว
"เข้าใจเ้าค่ะ พี่รองเดินทางระวังด้วยนะเ้าคะ ทางลงเขา่นี้มีน้ำค้างแข็ง ลื่นนัก" ชิงเอ๋อร์พยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะเขย่งปลายเท้าขึ้น ปัดฝุ่นที่เกาะอยู่บนบ่าเสื้อที่ปะชุนนับครั้งไม่ถ้วนของเขาอย่างทะนุถนอม
ลู่เฉินยิ้มรับก่อนจะหันหลังก้าวเดินออกไปตามเส้นทางดินลูกรังที่ทอดยาว ทิ้งบ้านหลังเล็กที่ทรุดโทรมไว้เื้ั แสงอาทิตย์ยามสายเริ่มสาดส่องแรงขึ้น เงา ของต้นสนใหญ่สองข้างทางทอดพาดผ่านแผ่นหลังที่ตั้งตรงของบัณฑิตหนุ่ม เขากระชับสายสะพายกล่องไม้ไผ่ให้แน่นขึ้น แววตาที่เคยมองครอบครัวด้วยความอ่อนโยน บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็ความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า
ชีวิตของปุถุชนนั้นสั้นนัก ยิ่งเกิดมาในฐานะที่ยากไร้ ยิ่งต้องดิ้นรนตะเกียกตะกายเพื่อให้มีชีวิตรอดไปวันๆ ทว่าในใจของลู่เฉินกลับมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า ว่าความพยายามของเขาจะต้องผลิดอกออกผลในสักวันหนึ่ง
เขาหารู้ไม่ว่า ภายใต้ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่ไพศาลนี้ การสอบเป็ขุนนางมิใช่หนทางเดียวที่จะเปลี่ยนชะตากรรม และในไม่ช้า... โชคชะตาที่แท้จริงซึ่งถูกกำหนดไว้ั้แ่า กำลังจะหมุนฟันเฟืองของมัน ดึงเอาบัณฑิตผู้ยากไร้ผู้นี้ ให้ก้าวเข้าสู่เส้นทางที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเื การต่อสู้ และความเป็ะที่ฝืนลิขิต์