เสิ่นจื่อโยวอดกลอกตาขึ้นฟ้าไม่ได้แน่นอนว่านางกลอกตาให้กับเสียงที่ประเดี๋ยวผลุบประเดี๋ยวโผล่ของโม่จื่อเซวียน
ทว่าเสิ่นเชียนซีที่ไม่ได้ยินเสียงของโม่จื่อเซวียนกลับเข้าใจว่าเสิ่นจื่อโยวกลอกตาใส่นางอารมณ์ของนางจึงยิ่งพลุ่งพล่าน
“เสิ่นจื่อโยว เ้ารนหาที่ตายรึ!”
บนฝ่ามือทั้งคู่ของเสิ่นเชียนซีเกิดลูกไฟขึ้นสองดวงมันพุ่งเข้าหาเสิ่นจื่อโยวอย่างรวดเร็ว
เสิ่นจื่อโยวรู้ดีว่าด้วยความสามารถของตนในยามนี้ย่อมไม่มีทางหลบพ้นนางจึงทำได้เพียงกล่าวกับโม่จื่อเซวียน “ท่านที่มีจิตใจเมตตาท่านนี้มิสู้ท่านช่วยข้าแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าก่อนแล้วพวกเราค่อยมาถกเถียงเื่การตอบแทนบุญคุณในภายหลังดีหรือไม่”
ช่วยคนต้องช่วยให้ถึงที่สุดส่งพระต้องส่งให้ถึงทิศประจิม[1] นางไม่สามารถมองเห็นตัวตนของอีกฝ่ายทำได้เพียงหวังว่าฝ่ายตรงข้ามจะยังไม่ได้จากไป
เคราะห์ดีที่โม่จื่อเซวียนไม่ทำให้นางต้องผิดหวังลูกไฟร้อนแรงสองลูกนั้นยังไม่ทันััตัวนางมันก็แปรเปลี่ยนเป็ลูกไฟขนาดมหึมาม้วนกลับกลางอากาศก่อนจะพุ่งเข้าหาเสิ่นเชียนซี!
“กรี๊ด!”เสิ่นเชียนซีส่งเสียงกรีดร้อง นางรีบหลบหลีกพัลวันท่ามกลางความอลหม่านนางออกแรงดึงชุ่ยเอ๋อร์สาวใช้ข้างกายมาบังหน้าตน
“กรี๊ด...!”เสียงกรีดร้องสูงแหลมดังก้องไปทั่วคืนราตรี ครานี้เป็เสียงของชุ่ยเอ๋อร์
ชุ่ยเอ๋อร์ถูกลูกไฟลูกนั้นพุ่งเข้าจู่โจมเพียงพริบตานางก็แปรเปลี่ยนเป็ลูกไฟขนาดใหญ่ ดิ้นรนอย่างเ็ปอยู่ในลูกไฟนั้น
ท่ามกลางความตายและความสิ้นหวังที่เข้าปกคลุมชุ่ยเอ๋อร์กระโจนตัวเข้าหาเสิ่นเชียนซีเพื่อหวังดึงนางเข้าสู่เคราะห์กรรมนี้ด้วยกันเสิ่นเชียนซีใจนสะดุดล้มบนพื้น นางรีบคลานไปอีกด้าน ล้มลุกคลุกคลานหาที่หลบภัย
คนที่แต่ไรมาวางท่าอยู่เหนือปุถุชนทั้งปวงเช่นนางเคยตกอยู่ในสภาพอันน่าสมเพชเช่นนี้เมื่อไร
สุดท้ายชุ่ยเอ๋อร์ก็ไม่ได้แก้แค้นให้กับตนเองกระทั่งชายเสื้อของเสิ่นเชียนซีก็ยังไม่ได้ัั ชุ่ยเอ๋อร์ถูกเผาไหม้จนแปรเปลี่ยนเป็เถ้าถ่านไหม้เกรียมดวงตาถลึงโตด้วยความแค้นจ้องมองเสิ่นเชียนซีอยู่ที่ปลายเท้าของนาง
ตายก็ยังตายตาไม่หลับ
เื่ราวทุกอย่างเกิดขึ้นในไม่กี่ลมหายใจเท่านั้นเหงื่อเย็นผุดท่วมศีรษะเสิ่นเชียนซี หัวสมองขาวโพลนลืมเลือนเสิ่นจื่อโยวที่ยืนชมการแสดงสนุกสนานในระยะไม่ไกลไปเสียสิ้น
“คุณ...คุณหนูรอง”หนึ่งในบ่าวไพร่ตะเกียกตะกายลุกขึ้น เขารีบวิ่งเข้าไปหมายช่วยประคองเสิ่นเชียนซี
“อย่ามาแตะต้องข้า!”เสิ่นเชียนซีรู้สึกตัว นางรีบปัดมือที่ยื่นเข้ามา
นางหอบหายใจกระชั้นอยู่หลายคราปรายตามองเสิ่นจื่อโยวที่เนื้อตัวไร้การาเ็ใด ๆ ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลอย่างเข่นเขี้ยวในแววตานั้นนอกจากความโกรธแค้นแล้วยังระคนด้วยความหวาดกลัวที่ยากสังเกต
เสิ่นจื่อโยวในยามนี้ผิดปกติเกินไป ทันทีที่แตะต้องนางไม่ว่าผู้ใดก็ต้องประสบกับเคราะห์ร้าย
“พวกเราไป!”เสิ่นเชียนซีตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาด้วยแข้งขาอ่อนยวบนางสะบัดแขนเสื้อก่อนเดินออกไปจากเรือน
นางต้องรายงานเื่นี้ต่อท่านพ่อนางไม่เชื่อว่าท่านพ่อจะจัดการเสิ่นจื่อโยวสารเลวนางนี้ไม่ได้!
บ่าวไพร่ที่เสิ่นเชียนซีพามาต่างอยู่ในสภาพเ้าประคองข้าข้าประคองเ้า พากันเดินซวนเซจากไปใน่ระยะเวลาอันสั้นภายในเรือนก็กลับสู่ความเงียบสงบ
เสิ่นจื่อโยวพรูลมหายใจช้าๆ แล้วจึงกล่าวกับอากาศ“ขอบคุณ”
“ไม่ต้องขอบคุณเสี่ยวโยวเอ๋อร์สั่งให้ข้าทำ นี่จึงถือเป็สิ่งที่สมควร” เสียงทุ้มต่ำอันมีแรงดึงดูดของโม่จื่อเซวียนเปี่ยมไปด้วยแววหยอกเย้า
มุมปากของเสิ่นจื่อโยวกระตุกนางไร้เรี่ยวแรงโต้เถียงต่อคำเรียกขาน ‘เสี่ยวโยวเอ๋อร์’ คำนี้
“ไม่สัพยอกเ้าแล้ว”น้ำเสียงของโม่จื่อเซวียนพลันเปลี่ยนเป็จริงจังขึ้นมา “เสี่ยวโยวเ้าอยากเปลี่ยนเป็ผู้แข็งแกร่งหรือไม่”
แม้แต่ในความฝันนางก็อยากเปลี่ยนเป็แข็งแกร่งดังเช่นสถานการณ์ในวันนี้ที่ถูกผู้อื่นย่ำยีตามอำเภอใจ นางไม่คิดจะลิ้มรสเป็ครั้งที่สอง
“ท่านมีวิธีการที่จะทำให้ข้าแข็งแกร่งยิ่งขึ้น?” เสิ่นจื่อโยวเกิดความกระตือรือร้นทันทีดวงตาพลันเป็ประกาย
“อ่าเ้านี่ช่างไม่รู้จักเกรงใจเอาเสียเลย” โม่จื่อเซวียนยิ้ม“จะสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้หรือไม่ก็ต้องดูพร์ของเ้าเสียก่อนเ้าเคยผ่านการวัดพร์หรือไม่”
เสิ่นจื่อโยวเม้มริมฝีปาก เสิ่นอี้กวงบิดาชั่วของนางต้องไม่เคยช่วยนางวัดพร์เป็แน่?
มุมปากของโม่จื่อเซวียนยกหยักอดบีบริมฝีปากที่เม้มเป็เส้นของเสิ่นจื่อโยวไม่ได้ แต่เสิ่นจื่อโยวมองไม่เห็น เพียงััได้ถึงความเย็นตรงบริเวณกลีบปากตน
“ข้าจะพาเ้าไปวัดระดับพร์ไปเถิด”
เมื่อโม่จื่อเซวียนกล่าวจบเสิ่นจื่อโยวก็ััได้ถึงกลิ่นหอมสดชื่นที่พุ่งเข้าโพรงจมูกนางรู้สึกวิงเวียน ภาพเบื้องหน้าค่อย ๆ พร่าเลือน
ก่อนจะจมเข้าสู่ความเงียบสงัด นางก็ยังอดสบถในใจไม่ได้เหตุใดจึงไม่บอกกล่าวกันสักคำก่อนคิดทำให้นางสลบ
ครั้นฟื้นขึ้นมาอีกครั้งเสิ่นจื่อโยวจึงพบว่าตนเองอยู่ในพื้นที่กว้างขวางมีแสงสว่างไสวแห่งหนึ่งบนกำแพงศิลามีมุกราตรีฝังอยู่หลายเม็ด ระหว่างกลางมีเสาอยู่สามต้นบนเสาสองต้นด้านหน้ามีตัวเลขหนึ่งถึงเก้าสลักไว้ส่วนบนเสาที่ตั้งอยู่ทางด้านหลังมีลูกแก้วใหญ่ลูกหนึ่งวางอยู่
“เสาสามต้นนี้ถูกแบ่งใช้เป็การทดสอบศักยภาพการบำเพ็ญเพียรพลังิญญาและแก่นรากของิญญา เ้าลองดูเถิด”
การบำเพ็ญเพียรในแผ่นดินเสวียนอู่ถูกแบ่งระดับเป็ขั้นการบำเพ็ญกายการสร้างรากฐาน แก่นปราณทองคำ ปราณก่อเกิด จุลสมบูรณ์ มหสมบูรณ์ ปราณราชันย์ปราณนักปราชญ์ ปราณเทพเซียน ทั้งหมดเก้าระดับทุกระดับยังมีการแบ่งเป็ระดับชั้นย่อยหนึ่งถึงเก้า
ศักยภาพในการบำเพ็ญเพียรสามารถแสดงถึงความรวดเร็วในการฝึกฝนศักยภาพในการบำเพ็ญเพียรยิ่งสูงก็ยิ่งดูดซับพลังปราณิญญาได้รวดเร็ว ส่งผลให้ระดับการบำเพ็ญเพียรก้าวหน้าเร็วยิ่งขึ้น
เสิ่นจื่อโยวสูดลมหายใจลึกก่อนวางมือบนร่องของเสาต้นแรก
เสาต้นแรกค่อย ๆ สว่างขึ้นจากนั้นก็มีลำแสงสายหนึ่งพุ่งออกมา มันพุ่งไปยังตัวเลขที่อยู่้า
ระดับหนึ่ง ระดับสอง ระดับสามระดับสี่ ระดับห้า...
ลำแสงพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนจะค่อยๆ ช้าลงเมื่อใกล้ถึงระดับแปด
โม่จื่อเซวียนที่ยืนอยู่ด้านข้างเสิ่นจื่อโยวคลี่ยิ้มออกมาแน่นอนว่ารอยยิ้มนี้เสิ่นจื่อโยวไม่มีทางเห็น
ไม่ผิดจากที่เขาคาดไว้ลำแสงวิ่งไปถึงระดับเก้าอันเป็จุดสูงสุดก่อนจะหยุดลง
พร์การบำเพ็ญเพียรของเสิ่นจื่อโยวอยู่ที่ระดับเก้าซึ่งเป็ระดับสูงสุดและมีความเป็ไปได้ที่อาจจะสูงมากกว่านั้นทว่าเสาต้นนี้สามารถทดสอบได้เพียงเก้าระดับเท่านั้น
เสิ่นจื่อโยวลืมตาทั้งคู่มองผลการทดสอบของตนเอง
“ไม่เลว” โม่จื่อเซวียนผงกศีรษะ“ต่ำกว่าข้าเพียงนิดเดียวเท่านั้น”
เสิ่นจื่อโยว “...”
นางคร้านที่จะสนใจปากพล่อย ๆ ของเขาแล้วนางเดินไปหยุดเบื้องหน้าเสาต้นที่สอง ั์ตาฉายร่องรอยหวนรำลึก
การทดสอบพลังิญญาก็คือการทดสอบความสามารถในการวาดยันต์เล่นแร่แปรธาตุหรือสร้างค่ายกลของผู้บำเพ็ญเพียรพลังิญญายิ่งสูงศักยภาพในการฝึกสิ่งเหล่านี้ของผู้บำเพ็ญเพียรก็ยิ่งสูง
ในคราแรกเพราะนางทดสอบพลังิญญาได้ออกมาอยู่ในเกณฑ์สูงจึงได้เลือกเส้นทางการสร้างยันต์
ปีนั้นพลังิญญาของนางวัดได้ที่ระดับแปดเวลานี้หลายปีผ่านไป อีกทั้งนางยังเปลี่ยนเปลือกร่างใหม่ไม่รู้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง
เสิ่นจื่อโยวเปี่ยมไปด้วยความหวนคำนึงนางวางมือลงบนร่อง
ครานี้ลำแสงเคลื่อนตัวเร็วกว่าคราก่อนจนกระทั่งถึงระดับแปดก็ยังไม่มีวี่แววว่าความเร็วจะลดลงมันพุ่งตัวทะยานผ่านระดับเก้า
“ระวัง!”โม่จื่อเซวียนโอบร่างเสิ่นจื่อโยวไว้โดยพลัน ดึงนางก้าวถอยไปด้านหลังหลายก้าว เพียงชั่วพริบตาเสาทดสอบทั้งต้นก็ะเิออก
ปั้ง!
เสียงดังสนั่นโสตประสาท
เสิ่นจื่อโยวมองเศษซากที่เกลื่อนกระจายเต็มพื้นนางกะพริบตาปริบ ๆ ครึ่งหนึ่ง ก่อนจะกะพริบตาปริบ ๆ อีกครั้ง
จากนั้นนางจึงหันไปถามโม่จื่อเซวียนด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด“ต้องชดใช้หรือไม่”
“พรืด”โม่จื่อเซวียนหลุดเสียงหัวเราะออกมา เขาดีดหน้าผากเสิ่นจื่อโยวแล้วกล่าว“ด้วยกำลังทรัพย์ของเ้า ยามนี้คงชดใช้ไม่ไหว”
เสิ่นจื่อโยวมองไม่เห็นโม่จื่อเซวียนเพียงััได้ถึงมวลความเย็นบริเวณหน้าผาก
นางนวดบริเวณที่รู้สึกเย็นขณะกล่าวด้วยน้ำเสียงงึมงำ“ต้องมีสักวันที่ข้าชดใช้ได้”
ชาติก่อนยันต์ที่นางสร้างขึ้นมีมูลค่ามหาศาลทั้งชีวิตไม่เคยขัดสนเื่เงินทอง!
โม่จื่อเซวียนกล่าวด้วยเสียงกลั้วหัวเราะ“เช่นนั้นเ้าก็ติดหนี้ข้าไว้ก่อนสำหรับเื่ที่จะให้ชดใช้เป็เงินหรือสิ่งอื่นนั้น...รอเมื่อข้าคิดได้แล้วแล้วค่อยบอกเ้า”
การเว้น่ตรงกลางของโม่จื่อเซวียนให้ความนัยลึกซึ้งทว่าเสิ่นจื่อโยวกลับไม่ทันตระหนัก
นางผงกศีรษะก่อนเอ่ย “ตกลงเช่นนั้นก็ติดค้างไว้ก่อนเพียงไม่ใช่เื่ที่ขัดต่อหลักการ์ข้าย่อมช่วยท่านอย่างสุดกำลัง”
“ว่าไปแล้ว เ้าไม่สนใจผลการทดสอบของตัวเองสักนิดหรือ” โม่จื่อเซวียนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“ถึงขั้นเสาะเิไปแล้วผลการทดสอบยังจะย่ำแย่ได้อีกหรือ” เสิ่นจื่อโยวแค่นเสียงวางท่าหยิ่งผยองเล็กน้อย
โม่จื่อเซวียนพยายามกลั้นหัวเราะ“ไม่เลวจริงๆ เป็คนที่มีพลังิญญาสูงส่งจนทำให้เสาะเิได้เป็คนที่สองที่ข้าเคยพบ”
เสิ่นจื่อโยวเบิกตากว้างรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “คนที่สองหรือ เช่นนั้นคนแรกเป็ผู้ใด”
โม่จื่อเซวียนที่ยิ้มแต่ไม่เอื้อนเอ่ยวาจาทุกสิ่งตกอยู่ในความเงียบสงัด
เสิ่นจื่อโยวรออยู่ค่อนวันก็ยังไม่ได้คำตอบจึงถือเสียว่าโม่จื่อเซวียนไม่อยากบอกกล่าวนางเบ้ปากโยนคำถามไปไว้ด้านข้าง อย่างไรนี่ก็ไม่เกี่ยวข้องกับนางคนแรกจะเป็ใครก็ช่างเถิด
“ข้าจะลองทดสอบเสาต้นสุดท้าย”เสิ่นจื่อโยวเดินไปหยุดเบื้องหน้าเสาต้นสุดท้ายอย่างตั้งใจ นางวางมือลงไป
ชาติก่อนแก่นรากิญญาของนางเป็ธาตุไฟไม่รู้ว่าชาตินี้จะเป็ธาตุใด
เวลาหนึ่งเค่อ[2]ผ่านไป...สองเค่อผ่านไป...สามเค่อผ่านไป...
“เอ๋? เหตุใดจึงไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นสักนิดเล่า?!”เสิ่นจื่อโยวกะพริบตาปริบ ๆ นางวางทั้งสองมือลงไปอย่างไม่อยากเชื่อ
หนึ่งก้านธูป[3]ผ่านไปก็ยังคงไร้ซึ่งปฏิกิริยาอันใด
เสิ่นจื่อโยว “...”
“นี่…นี่หมายความว่าอย่างไร” เสิ่นจื่อโยวตะกุกตะกักเค้นเสียงออกมา“ลูกแก้วทดสอบเสียแล้วหรือ ต้องเป็เพราะ...”
โม่จื่อเซวียนเองก็รู้สึกงุนงงเขาเดินเข้าไปก่อนวางมือลงไปบ้าง
เพียงชั่วครู่ลูกแก้วทดสอบก็เปล่งแสงเจิดจ้าออกมาแสงสีแดง เหลือง เขียว ฟ้าส้มเคลื่อนตัวล้อมรอบลูกแก้วทดสอบก่อนที่สุดท้ายจะแปรเปลี่ยนเป็สีดำเข้มดุจรัตติกาล
เสิ่นจื่อโยวอ้าปากค้างเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง...นี่คือนักปราณิญญาทุกสรรพธาตุ!!!
อาจารย์ของนางในชาติก่อนกล่าวว่านักปราณิญญาทุกสรรพธาตุมีเพียงในตำนานเท่านั้นหลายล้านปีที่ผ่านมายังไม่เคยได้ยินสักคน
นางกำลังเดินอยู่บน ‘โชคชะตา–ขี้–หมา[4]’ อะไรกันนี่ ถึงได้พบกับบุคคลในตำนาน?
ที่สำคัญอุปนิสัยของบุคคลผู้นี้ยังค่อนข้างจะ...ชั่วร้ายอยู่เล็กน้อย
โม่จื่อเซวียนชักมือกลับไปเมื่อเห็นสีหน้าตื่นตะลึงของเสิ่นจื่อโยวก็อดหัวเราะไม่ได้เขาเขยิบเข้าประชิดใบหูนางก่อนเอ่ยถาม “กลายเป็คนโง่ไปแล้วหรือ วางแผนที่จะกลับไปคนสติวิปลาสตัวน้อยอีกครั้งหรืออย่างไร”
เสิ่นจื่อโยวสูดลมหายใจลึก...นางไม่อิจฉาใช่ นางไม่อิจฉาสักนิด
เช่นนั้นสิถึงจะแปลก!นางอิจฉาจนแทบอยากจะทุบโต๊ะให้แหลกทีเดียว!
นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา“ในเมื่อลูกแก้วทดสอบไม่ได้เสีย เช่นนั้นผลการทดสอบของข้าหมายความว่าอย่างไรกัน”
“เื่นี้หรือ...”โม่จื่อเซวียนลูบปลายคาง “หมื่นปียากพานพบ”
หัวใจเสิ่นจื่อโยวกระตุกหมื่นปียากพานพบ?หรือจะเป็เื่ดี?
นางอดที่จะเบิกตากว้างไม่ได้ ั์ตาเป็ประกายรอคอยประโยคต่อไปของโม่จื่อเซวียนด้วยความหวังเต็มเปี่ยม
แสงสุกสกาวในดวงตาเสิ่นจื่อโยวสาดกระทบเข้าสู่ั์ตาของโม่จื่อเซวียนพาให้หัวใจของเขากระตุกไปครึ่งจังหวะ
เขากระแอมไอครั้งหนึ่งหลังกลบเกลื่อนภาวะจิตใจล่อยลอยไปชั่วครู่ก็ลูบปลายจมูกแล้วกล่าว“หมื่นปียากพานพบจริงๆ...ผู้ที่แก่นรากิญญามิใช่ธาตุใดในตำนานถือเป็รากแก่นิญญาที่ไร้ประโยชน์ที่สุด เวลาหลายล้านปีก็ยังไม่พบสักคน”
เสิ่นจื่อโยว “...”
เหอะ ๆ นางหวังจริง ๆ ว่าตนเองจะไม่เคยเอ่ยถามออกไป
[1] สำนวนจีนมีความหมายว่าหาก้าช่วยเหลือใครก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด
[2] การนับเวลาแบบจีนโบราณ โดย 1 เค่อ จะเทียบเท่า 15 นาที
[3] การนับเวลาแบบจีนโบราณ โดย 1 ก้านธูป จะเทียบเท่าเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
[4] เปรียบถึงสถานการณ์ที่โชคร้ายมาตลอดแล้วก็พลันมีโชคดีบังเกิดขึ้น