สือเจียหย่งอุ้มร่างของเด็กหญิงตัวน้อยขึ้นรถม้ามา แล้ววางร่างของนางไว้ที่เบาะฝั่งหน้าต่างซ้ายพลางจัดท่าทางให้นางนอนบนเบาะจนแน่ใจว่าเด็กน้อยจะไม่ผลัดตกลงมาชายหนุ่มก็เหลือบสายตาไปมองร่างของสหายซึ่งเขาอุ้มขึ้นมาวางบนเบาะฝั่งด้านในแม้หนานกงฉางเซินจะไม่ได้สูงเท่ากับเขาแต่ก็จัดว่าเป็บุรุษที่รูปร่างค่อนข้างสูงร่างของคนเจ็บจึงไม่อาจเอนราบไปกับเบาะที่นั่งได้เหมือนฝูอวี้ฉยง
จิ้งหวางทำได้เพียงหยิบเสื้อคลุมขนสัตว์และเสื้อบุนวมใยไหมสองสามตัวออกมาจากแหวนจัดเก็บแล้วม้วน ๆ ให้เป็ก้อนใหญ่วางลงบนเบาะฝั่งหนึ่งจากนั้นก็จัดท่าทางให้หนานกงกึ่งเอนกึ่งนั่งแล้วซบไปบนม้วนผ้าหนาใหญ่ม้วนนั้น
เมื่อจัดการกับสองน้าหลานที่สิ้นสติรับรู้เสร็จเรียบร้อยร่างสูงก็หันกลับหลังแล้วทรุดกายลงนั่ง พลางหยิบเครื่องเขียนล้ำค่าสี่อย่างออกมาจากแหวนวางทั้งสี่อย่างลงบนโต๊ะไม้หงมู่ตัวเตี้ยที่วางอยู่บนพื้นเดิมทีโต๊ะตัวเตี้ยขนาดเล็กตัวนี้ใช้เป็ที่วางกระดานหมากสำหรับเล่นหมากฆ่าเวลาแต่ยามนี้มันได้แปรสภาพเป็โต๊ะเขียนหนังสือไปโดยปริยาย
เขาหยิบกระดาษเซวียนจื่อออกมาหนึ่งแผ่นพับขอบกระดาษเข้ามาแล้วใช้ปลายนิ้วรีดมุมให้แนบสนิทก่อนจะหยิบมีดสั้นตัดกระดาษให้เล็กลงจนได้กระดาษกว้าง ๓ ชุ่นยาว ๖ ชุ่นมาหนึ่งแผ่นแล้วจึงใช้พู่กันจุ่มหมึกเขียนเล่าแจ้งเหตุที่เกิดขึ้นมาเป็ข้อความสั้น ๆเพียงสามสี่ประโยค แต่ก็ครอบคลุมสถานการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นได้หมดจด
เมื่อจบอักษรก็วางพู่กันลงบนที่พัก เขายื่นมือข้างขวาไปวางเหนือกระดาษราว๑ ชุ่น ปราณธาตุเพลิงเบาบางแผ่พุ่งออกมาชั่วพริบตาอักษรที่ยังไม่แห้งดีก็กลับแห้งสนิท
เมื่อนั้นเขาจึงจับขอบกระดาษด้านล่างม้วนเป็ม้วนเล็กๆ แล้วหยิบกลักไม้ไผ่ทรงกระบอกขนาดเล็กกว่าฝ่ามือออกมา เปิดฝากลักออกแล้วบรรจุม้วนกระดาษเข้าไปขณะปิดกลักก็ถ่ายทอดปราณธาตุเพลิงของตนเข้าไปเพื่อเป็เครื่องยืนยันตัวตนของเขา
เพราะคนที่เขาจะส่งจดหมายแจ้งเหตุไปถึงก็คือปรมาจารย์เจิ้งเถียนเมียวผู้มีสมญาภูตเมามาย เขาจึงต้องระมัดระวังเป็พิเศษ เขาเคยพบปรมาจารย์เจิ้งแล้วหนึ่งครั้งเมื่อตอนที่เขาเดินทางไปสำนักกระถางโอสถพร้อมกับหนานกงฉางเซินเพื่อเกลี่ยกล่อมให้ท่านปรมาจารย์เดินทางมาแคว้นฉินใช้เวลาอยู่หลายวันกว่าปรมาจารย์ผู้นี้จะตกปากรับคำ ตลอดหลายวันนั้นเขาก็รับรู้ได้ถึงลักษณะของผู้อยู่นอกกรอบกฎเกณฑ์ที่อาจารย์เจิ้งมี
แม้ท่านจะเป็อาจารย์ของหนานกงหลิวอิงแต่สถานะของบุรุษสมญาภูตเมามายผู้นี้ค่อนข้างสูงทั้งยังเป็ศิษย์น้องร่วมอาจารย์เดียวกับราชันแพทย์โอสถในแดนยุทธภัณฑ์ผู้หนึ่งหากเกิดข้อผิดพลาดใดขึ้นมากลัวว่าแคว้นฉินจะไม่สามารถรองรับกับความวุ่นวายใด ๆ ได้
ร่างสูงก้าวลงมาจากรถม้าแล้วไปหยุดยืนที่หน้าองครักษ์ผู้หนึ่ง
“เ้าถือกลักไม้ไผ่นี้ไปจุดพักม้าถัดไปให้เร็วที่สุดแล้วว่าจ้างร้านฝากเงินส่งจดหมายนี้ไปกับพิราบเวทสื่อสารถึงปรมาจารย์เจิ้งในจวนหนานกงจำไว้ว่าเ้าต้องผูกกลักไม้ไผ่ด้วยตัวของเ้าเอง หลังจากนั้นให้ติดต่อคนของเราที่อยู่ในพื้นที่ทั้งหมดกรุยทางไว้ให้พร้อมทุกจุดพักม้าระยะร้อยลี้ให้เตรียมม้าสำหรับเดินทางสิบตัว รถม้าอีกสองคันเตรียมการให้เรียบร้อยอย่าให้มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง”ดวงตาดำรีเปี่ยมด้วยอำนาจสยบใจผู้คน ยามเมื่อจิ้งหวางออกคำสั่งอย่างขึงขังผู้รับมอบหมายจึงรู้ได้ทันทีว่าสถานการณ์มันตึงเครียดกว่าที่คิด
“ รับคำสั่ง” องครักษ์ร่างสันทัดรับกลักไม้มาถือไว้พลางยกมือขึ้นคารวะก่อนจะทะยานร่างกลับขึ้นหลังม้า แล้วควบวิ่งออกไปตามคำสั่งอย่างไม่รอช้า
องครักษ์ที่มาใหม่กลุ่มที่ได้รับคำสั่งให้อารักขารถม้ากลับเมืองหลวงก็จัดเตรียมข้าวของและขบวนอย่างว่องไวม้าหกตัวจัดเป็สองแถวยืนเตรียมพร้อม ขณะที่อีกกลุ่มซึ่งได้รับคำสั่งให้ควบคุมสถานการณ์อยู่ที่นี่ก็ช่วยดูแลอาการคนเจ็บ
หัวหน้าองครักษ์เซียวได้มอบหมายให้องครักษ์คนหนึ่งแจกจ่ายโอสถฟื้นฟูระดับหวงขั้นกลางให้คนอื่นๆ ตัวเขาแม้าเ็หนักแต่ก็ยังกัดฟันยืนหยัดได้ ทั้งกินยาฟื้นฟูเข้าไปแล้ว ๒ เม็ดอาการติดขัดและสับสนในกายของบรรเทาลง แต่จิ้งหวางก็มีคำสั่งให้เขาอยู่รั้งกับขบวนที่เหลือไม่ได้ให้ติดตามไปกับขบวนซึ่งกำลังจะออกเดินทางในไม่ช้า
-------
หลังเวลาหนึ่งถ้วยชาผ่านพ้นขบวนรถม้าที่มีขนาดเล็กลงกว่าเดิมหลายเท่าตัวก็ออกเดินทางมุ่งตรงสู่เมืองหลวงด้วยความเร่งรีบข้างหน้าของขบวนมีองครักษ์คุ้มกันสามคนและปิดท้ายขบวนอีกสามคนรถม้าที่โดยสารมีเพียงสองคันเท่านั้น หนึ่งคือรถม้าที่ประทับของจิ้งหวางอีกหนึ่งเป็รถม้าของแม่นมซูกับจิงเว่ย ส่วนรถม้าสัมภาระที่เหลือถูกทิ้งไว้ตรงจุดเกิดเหตุจิ้งหวางมอบหมายให้องครักษ์ของตนเป็ผู้รับผิดชอบดูแล เวลานี้เื่เดียวที่เขา้าก็คือการเดินทางกลับเมืองหลวงให้เร็วที่สุด
ดูจากภายนอกอาการของฝูอวี้ฉยงและหนานกงฉางเซินคล้ายคนนอนหลับทั่วไปแต่เมื่อจิ้งหวางจับชีพจรของคนทั้งสองก็พบว่ามันเต้นด้วยจังหวะผิดปกติโดยเฉพาะหนานกงฉางเซินที่ชีพจรปั่นป่วน โลหิตไหลย้อนกลับ เป็เหตุให้อาการาเ็กำเริบ
หากยังไม่เร่งรักษาในเร็ววันเกรงว่าต่อให้เชิญเทพเซียนลงมาจาก์ก็ยังไม่แน่ว่าจะสามารถรั้งลมหายใจของเขาไว้ได้ซึ่งจิ้งหวางไม่มีทางให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเป็แน่
ขณะที่ฝูอวี้ฉยงอาการดูไม่น่าห่วงเท่ากับน้าชายชีพจรของนางสับสนและอ่อนกำลังลงคล้ายคนที่ใช้พลังปราณจนหมดสิ้นการนอนหลับเป็การฟื้นฟูพลังปราณอย่างหนึ่ง ทว่าเด็กน้อยผู้นี้ชีพจรยุทธ์ตีบตันนางไร้ปราณหล่อเลี้ยงในตันเถียน การที่นางยังไม่ฟื้นแม้เวลาจะผ่านไปแล้ว ๑๐ชั่วยามจึงไม่ใช่เื่ปกติทั่วไป
ขณะที่รถม้าวิ่งไปข้างหน้าจิ้งหวางก็ใช้เวลาระหว่างนี้เดินพลังปราณเพื่อชักนำพลังจากโอสถฟื้นฟูเข้ารักษาอาการาเ็ภายในจึงค่อย ๆ บรรเทาลงอย่างค่อยเป็ค่อยไป
ขบวนของจิ้งหวางเร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืนเมื่อถึงระยะเปลี่ยนม้าร้อยลี้คนของเขาก็ได้จัดเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมสรรพจิ้งหวางจะใช้เวลา่เปลี่ยนม้าประมาณ ๒ เค่อนี้เพื่อให้ตนเองกับองครักษ์รับประทานอาหารและพักผ่อนหลังครบเวลาก็ออกเดินทางต่อไม่หยุดพัก
จากการเดินทางทั้งวันทั้งคืนด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ม้าเทียมรถจะวิ่งได้ทำให้สองวันถัดมารถม้าของจิ้งหวางก็เดินทางถึงเมืองหลวงแคว้นฉิน องครักษ์ใต้สังกัดที่อยู่ประจำเมืองหลวงเมื่อเห็นขบวนรถม้าก็รีบจัดการส่งคนไปแจ้งทางจวนหนานกงทันที
-----------------------
ตะวันใกล้ลับเหลี่ยมฟ้า
แสงอัสดงเยี่ยมย่าง สีส้มแดงไล้อาบอาคารบ้านเรือนจนเกิดภาพฝันงดงามจับตาทว่าคนของสกุลหนานกงกลับไม่มีใครมีกะจิตกะใจมาชื่นชมความงามนี้
ระดับเ้านายที่เจริญวัยเป็ผู้ใหญ่ของจวนต่างล้วนรู้เหตุร้ายที่เกิดขึ้นกลางป่าร้อยลี้กันทั้งสิ้น
เย็นย่ำหน้าคฤหาสน์หลังใหญ่หรูหราในย่านจวนขุนนางเมืองหวยบัดนี้ปรากฏผ้าสีขาวกางออกเป็ม่านบังสายตาสองฝั่งจากประตูหลักของจวนออกมาถึงครึ่งถนนผู้คนที่อยู่ในละแวกใกล้เคียงต่างแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากเมื่อเห็นองครักษ์ที่ใส่เครื่องแบบสังกัดจิ้งหวางหลายสิบนายเดินขบวนมาอารักขานอกกำแพงผ้าขาวทั้งสองฝั่ง
เมื่อรถม้าของจิ้งหวางมาถึง นายท่านใหญ่“หนานกงจวิ้นฉือ” ก็ยืนคอยท่าอยู่พร้อมกับหนานกงฮูหยิน ไป๋ซื่อ[1]และบ่าวรับใช้คนสนิทอีกสามสี่คน
นายท่านใหญ่เป็บุรุษวัยสี่สิบตอนต้นร่างสูง เ้าเนื้อ ใบหน้าดูคมคายแต่ั์ตากลับฉายแววปรานีและมีเมตตามีบุคลิกถ้อยทีถ้อยอาศัยเป็ที่ตั้ง ชุดแพรสีเทามันวาวที่เขาสวม ทำให้เขาดูคล้ายพวกเศรษฐีใหญ่มากกว่าขุนนางราชสำนัก
ส่วนหนานกงฮูหยินอายุน้อยกว่าสามีสี่ห้าปีนางร่างประเปรียวไม่เตี้ยไม่สูง ใบหน้างดงาม แต่งกายแบบ ฮูหยินขุนนางต้าฉินทั่วไปคือเกล้าผมปักปิ่นสวมชุดกระโปรงผ้าไหมเกาะอก ตัวกระโปรงด้านล่างจับเป็จีบเล็ก ๆ ยาวคลุมข้อเท้ามีเสื้อคลุมผ้าไหมแขนถ่วงปักลายดอกสุ่ยเซียนสวมทับด้านนอกอีกชั้น
“ถวายบังคมหวางเหย”สองสามีภรรยาค้อมกายลงประสานมือทั้งสองแล้วคำนับผู้ที่กำลังย่างกรายออกมาจากตัวรถขณะที่บ่าวรับใช้ที่เหลือก็ปฏิบัติตามผู้เป็นายอย่างเคร่งครัด ทั้งยังก้มหน้าลงอย่างสำรวม
“ไม่ต้องมากพิธี”ร่างสูงใหญ่เคลื่อนกายลงมาจากรถม้าในอ้อมแขนของเขาคือร่างของหนานกงฉางเซินที่ยังคงหมดสติไม่รู้สึกตัวแม้ภายนอกดูเหมือนว่าคุณชายผู้นี้เพียงหลับไป แต่หนานกงจวิ้นฉือก็สังเกตเห็นอย่างรวดเร็วว่าใบหน้าของน้องชายของตนซีดเซียวลงมากลมหายใจก็ผะแ่จนน่าเป็กังวล
“ข้าจะพาฉางเซินเข้าไปรบกวนฮูหยินช่วยอุ้มเสี่ยวฉยงลงจากรถม้าด้วย” สือเจียหย่งพูดขึ้นแล้วหันไปกล่าวกับไป๋ซื่อที่ยืนอยู่ข้างสามีด้วยท่าทีเป็ทางการ
แม้เขาสนิทสนมกับหนานกงฉางเซินแต่ก็ยังแบ่งแยกความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อพระวงศ์และขุนนางชัดเจน ด้วยฐานะของเขาคือจิ้งหวางผู้เป็หวางเชื้อพระวงศ์เพียงคนเดียวที่มีอยู่ในเวลานี้การสนิทสนมกับสหายร่วมสำนักไม่ใช่ปัญหาอะไรแต่หากเขามอบความสนิทสนมเผื่อแผ่ไปถึงคนอื่น ๆ ในจวนหนานกงเกรงว่าคงเป็การเรียกเภทภัยให้ครอบครัวของสหายเสียมากกว่า
“เพคะ”ฮูหยินหนานกงรับคำสั่ง นางเคลื่อนกายอย่างคล่องแคล่วว่องไว แต่เงาร่างชุดเขียวของนางกลับมีกิริยาชดช้อยสมเป็สตรีที่ผ่านการอบรมกิริยามารยาทเมื่อนางเห็นร่างของเด็กน้อยที่ได้ชื่อว่าเป็หลานสาวนอกสกุลของสามีก็บังเกิดความเวทนาขึ้นมา
เด็กน้อยวัย๙ ขวบที่กำพร้าบิดามารดา ต้องเติบโตขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยวในจวนโหวญาติมิตรฝั่งบิดารังเกียจเดียดฉันท์ แค่คิดนางก็อดสงสารไม่ได้
ทั้งที่เด็กคนนี้อายุ๙ ขวบแล้วแท้ ๆ แต่ร่างกลับเล็กและผอมกว่าเด็กหญิงในวัยเดียวกันแม้แต่ตอนที่ไป๋ซื่อช้อนร่างของเด็กน้อยขึ้นมาก็ยังรู้สึกว่าร่างในอ้อมแขนเบามาก
ไป๋ซื่ออุ้มหลานสาวตัวเล็กลงมาจากรถม้าเมื่อนายท่านใหญ่เห็นร่างของเด็กน้อยอย่างเต็มตา ใจของหนานกงจวิ้นฉือก็เต้นเป็จังหวะระรัวในที่สุดหลานสาวคนนี้ก็กลับคืนสู่บ้านหนานกงเสียที คำสั่งเสียสุดท้ายของบิดาเขาจำได้ขึ้นใจแต่เขาก็ไร้อำนาจบารมีมากพอที่จะลงมือทำตาม ลำพังตำแหน่งขุนนางของเขาก็เป็เพียงขุนนางขั้น๕ ทำหน้าที่ในกองชำระบันทึก สำนักบัณฑิตฮั่นหลินไม่ได้มีบทบาทอันใดในราชสำนักมากนัก
จนเมื่อน้องชายคนเล็กของเขาเดินทางกลับมาจากแดนเบื้องบนความหวังที่เขารอคอยก็เริ่มก่อรูปก่อร่างขึ้น เพียงไม่กี่เดือนก็สามารถสนองคุณบิดาที่ล่วงลับไป
วันนี้หลานสาวสกุลฝูก็เข้าสู่สกุลหนานกงจนได้
ิญญาบิดาและน้องสาวในปรภพคงสงบสุขเสียที
จวนหนานกงสร้างแบบเรือนคหบดีชั้นสูงเป็เรือนสี่ประสานขนาดใหญ่กินพื้นที่หลายหมู่[2] ทั้งยังมีการออกแบบและปรับปรุงให้มีความงดงามเพิ่มมากขึ้น
ความพิเศษอย่างหนึ่งของจวนแห่งนี้คือการสร้างแบบสองสี่ประสานประชิดชนภายในเรือนจึงมีลานหลักกลางเรือนถึงสองลานด้วยกัน แบ่งเป็ลานด้านหน้า และลานด้านหลัง
ซึ่งปลายทางที่พวกเขากำลังเดินไปนั้นคือเรือนปีกขวาซึ่งอยู่ติดกับลานด้านหลังนั่นเองบัดนี้เ้าของเรือนได้เปิดประตูไว้คอยท่า
รอบๆ เรือนไม่มีผู้ใดกล้าย่ำกรายเข้าใกล้ก่อนได้รับอนุญาต เนื่องจากรู้กันดีว่าผู้ที่พำนักอยู่ในเรือนปีกขวาหลังนี้มีฐานะสูงส่งแม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าประมุขสูงสุดของบ้านยามพบหน้าแขกผู้มีชื่อผู้นี้ครั้งแรกก็ถึงกับต้องคุกเข่าและโขกศีรษะแสดงการคำนับอย่างเต็มพิธี
เมื่อจิ้งหวางและคนที่เดินตามมาก้าวเข้ามาในเขตเรือนปีกขวาก็พบว่าลานหินเขียวด้านหน้าเรือนมีเตียงไม้ไผ่สองหลังวางอยู่ใกล้กัน
“รีบๆ เข้ามาอย่าชักช้า” ผู้พูดเป็ชายสูงวัยรวบผมเพียงครึ่งศีรษะเสียบปิ่นไม้สนเรียบ ๆ ส่วนผมอีกครึ่งศีรษะก็ปล่อยยาวลงมาถึงกลางหลัง ผมสีขาวโพลนที่แซมสลับกับผมสีดำทำให้เขาดูท่าเกรงขามขึ้นหลายส่วนทว่าชุดคลุมยาวสีขาวที่สวมกลับดูเรียบง่ายและไม่เน้นระเบียบอะไรนักเข็มขัดที่เขาผู้นี้ใช้ก็เป็เพียงผ้าสีน้ำตาลเย็บขอบแล้วผูกกันอย่างง่าย
จิ้งหวางรีบวางร่างของหนานกงฉางเซินลงบนเตียงไม้ไผ่ด้านซ้ายขณะที่ไป๋ซื่อวางร่างของฝูอวี้ฉยงบนเตียงไม้ไผ่ด้านขวา
ทั้งสองก้าวเท้าถอยหลังออกมาสามสี่ก้าวใหญ่คุกเข่าลงแล้วคำนับชายชุดคลุมขาวอย่างพร้อมเพรียง นายท่านใหญ่ซึ่งเดินไปรับมารดาของตนมาจากเรือนอีกฝั่งเมื่อมาถึงก็แสดงท่าทีคำนับเช่นเดียวกัน
“ลุกขึ้นเถอะไม่ต้องมีพิธีรีตองให้วุ่นวาย” กล่าวจบร่างสันทัดของชายสูงวัยก็ก้าวไปหยุดอยู่ตรงกลางระหว่างเตียงสองหลังขณะที่คนที่เหลือรีบเดินไปหยุดอยู่ด้านข้าง ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงดังด้วยกลัวว่าจะไปรบกวนสมาธิของปรมาจารย์แพทย์ตรงหน้า
มือเหี่ยวย่นของเจิ้งเถียนเหมียวยกขึ้นมาวางกลางหน้าผากของตนแล้วเขาก็หลับตาใช้กระแสปราณโอสถภายในร่างตรวจจับกระแสรอบกาย
แสงสีเขียวและสีแดงโชติ่ขึ้นกลางฝ่ามือที่ยกอยู่ลำแสงสองสีเกาะเกี่ยวพันเกลียวดุจเส้นเชือกแผ่พุ่งจากกลางฝ่ามือเป็เส้นสายแล้วมุ่งหน้าไปยังสองน้าหลานที่นอนไร้สติอยู่บนเตียงปราณสองสีรวมเป็หนึ่งแตกสาขาเป็สองฝั่งครอบคลุมร่างของคนทั้งสองดุจร่างแหแห่ง์
ไม้และไฟ
คือธาตุประจำกายสำหรับผู้บำเพ็ญโอสถการใช้ปราณธาตุตรวจสอบอาการเจ็บป่วย เป็วิธีหนึ่งที่เหล่าแพทย์โอสถนิยมใช้กันแต่ก็มีเพียงระดับปรมาจารย์แพทย์โอสถขึ้นไปเท่านั้นที่สามารถก่อปราณโอสถธาตุไม้และธาตุไฟออกมาตรวจสอบร่างกายของมนุษย์โดยไม่ต้องัักาย
“นังหนูบุตรสาวของหลิวอิงอาการไม่มีอะไรต้องกังวลข้าจะป้อนโอสถคืนปราณให้นางหนึ่งเม็ด พวกเ้าส่งนังหนูคนนี้ไปพักผ่อนที่เรือนที่เตรียมไว้ให้นางเถอะไม่เกินยามเว่ย[3]วันพรุ่งนี้ก็คงรู้สึกตัว”แม้ภายนอกของคนชุดขาวดูเหมือนชายวัยหกเจ็ดสิบปีแต่เสียงยามที่เขาพูดออกมากลับยังฟังดูหนุ่มแน่นแตกต่างจากรูปลักษณ์
จิ้งหวางรับฟังด้วยความตั้งใจแม้ปรมาจารย์เจิ้งจะบอกว่าอาการของฝูอวี้ฉยงไม่ต้องกังวลแต่ชายหนุ่มกลับเห็นความผิดปกติในแววตาที่ท่านผู้าุโแสดงออกมาชั่วขณะหนึ่งหากเขาก็ไม่มีสิทธิ์เอ่ยถามอะไรจำต้องเงียบปากไว้
“ส่วนอีกคนอาการหนักหนาเอาการรีบพาเขาเข้าไปด้านใน อีกครึ่งถ้วยชาขาจะลงมือรักษา” ดวงตาของผู้พูดฉายแววลึกล้ำน้ำเสียงแม้เรียบแต่จับััได้ถึงความเคร่งเครียดที่มี
ฮูหยินผู้เฒ่าจ้องมองบุตรชายคนเล็กของตนด้วยความเ็ปไม่คิดว่าจะเกิดเื่ร้ายกลางทางเช่นนี้
แม้นางยังไม่รู้รายละเอียดอะไรมากแต่เห็นบุตรชายสลบไปทั้งอาจารย์เจิ้งผู้เป็ยอดคนยังบอกว่าเขาอาการสาหัส
ใจของคนเป็แม่ไหนเลยจะนิ่งเฉยอยู่ได้อีกทั้งหลานสาวต่างสกุลที่นอนอยู่บนเตียงอีกฝั่ง ก็ดูบอบบางประหนึ่งแจกันกระเบื้องทั้งผอมทั้งร่างเล็กจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็ดรุณีที่เกิดในจวนขุนนางสูงศักดิ์
“ท่านแม่ระวังสุขภาพด้วย” ไป๋ซื่อรีบเข้ามาพยุงแม่สามีทั้งยังเอ่ยขึ้นมาด้วยความเป็ห่วง
*************************************************
[1]ซื่อเป็การเรียกสตรีที่แต่งงานแล้วไป๋คือสกุลเดิมของสตรีผู้นั้น ไป๋ซือ จึงหมายถึง สตรีแซ่ไป๋ที่แต่งงานแล้ว หรือว่านางไป๋
[2] ๑ไร่ไทยเท่ากับประมาณ ๒.๔ หมู่
[3]ยามเว่ย 13.00-15.00 น.