สายลมร้อนระอุหอบเอาความชื้นจากแม่น้ำเ้าพระยาเข้าปะทะใบหน้าของ ‘ดิษ’ บุตรชายพ่อค้าผ้าผู้มั่งคั่งฝั่งเมืองเก่า เขายืนอยู่ใต้ร่มไม้ข้างท่าน้ำส่วนตัวที่ใช้ขนผ้าผ่อนเข้าโกดังผ้าหลังใหญ่ย่านคลองสาน สามปีแล้วที่ิญญาของวิศวกรจากโลกอนาคตอย่างเขามาพำนักอยู่ในร่างนี้ ครั้งนั้นเขาฟื้นขึ้นแล้วพบว่าตนเองจมน้ำ ก่อนจะถูกลากขึ้นมาในสภาพกึ่งเป็กึ่งตาย ในความเป็จริงดิษคงเสียชีวิตไปในวูบนั้นแล้วส่วนเขามาแทนที่
ในคราวแรกเขารู้สึกแปลกแยกขวัญเสียยิ่งเมื่อรวมถึงเหตุเสี่ยงตายแต่ต้นเื่ แต่เมื่อลองปรับตัวเขากลับพบว่าชีวิตในบางกอกยุคคู่ขนานนี้ช่างเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อย่างที่โลกใบเก่าให้ไม่ได้
บรรยากาศในยามเช้าดูสดใสดังภาพวาดที่แต้มสีด้วยวิถีชีวิตอันจอแจ เสียงะโโหวกเหวกของเหล่ากุลีที่แบกพับผ้าเนื้อดีลงจากเรือเอี้ยมจุ้น ปนเปไปกับเสียงฝีพายจ้ำน้ำอย่างสม่ำเสมอของเรือกระแจง กลางแม่น้ำเ้าพระยาเห็นเรือกลวิ่งพ่นไอน้ำเอื่อยเฉื่อยไปตามกระแส กลิ่นอายความรุ่งเรืองฟุ้งกระจายในอากาศ มันคือส่วนผสมระหว่างควันไฟจากเตาถ่านที่หุงหาอาหารเช้า กลิ่นธูปหอมนำเข้าจากเมืองจีนที่โชยมาจากศาลเ้า และไอคาวของโคลนเลนริมตลิ่งที่เผยให้เห็นยามน้ำลด ดิษสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ความวุ่นวายตรงหน้าไม่ได้ทำให้เขาอึดอัดแม้แต่น้อย แต่มันกลับเป็พลังงานชีวิตที่จับต้องได้จริง ความเรียบง่ายทว่าซับซ้อนของโครงสร้างสังคมและงานช่างในยุคนี้ กลายเป็ห้องเรียนขนาดใหญ่ที่ทำให้วิศวกรอย่างเขาสนุกกับการแกะรอยและเรียนรู้ทุกย่างก้าว จนบางครั้งเขาก็ลืมไปเสียสนิทว่าเคยมาจากที่ที่ต่างออกไปเพียงใด
“ไอ้ดิษ มัวแต่ยืนดมลม เอาแต่กินแรงอยู่นั่น ประเดี๋ยวพ่อก็โบกให้ด้วยพับผ้าไหมเสียนี่ มาช่วยตรวจนับสินค้าในโกดังเดี๋ยวนี้ อย่าให้พ่อรู้ว่าเ้าแอบคัดผ้าเนื้อดีไปฝากแม่หญิงที่ไหนเชียว!” เสียงกัมปนาทของหลงจู๊ฉิม หรือนายฉิมผู้เป็บิดาดังมาจากโถงล่าง นายฉิมในชุดเสื้อแพรสีสดนุ่งโจงกระเบนสีเม็ดมะปราง ยืนชี้นิ้วสั่งการด้วยใบหน้าเข้มงวดทว่าแววตาซ่อนความขบขันในท่าทีเหม่อลอยของลูกชาย
เขาคือบิดาผู้ยอมควักกระเป๋าบริจาคเงินก้อนโต เพื่อให้ลูกชายมีที่ทางในสังคมจนได้รับเรียกขานว่าผู้ดี และส่งไปเรียนยังสถานศึกษาชั้นสูงด้วยหวังจะให้ดิษเป็มากกว่าแค่พ่อค้าคนกลาง
ดิษหลุดขำออกมาเบาๆ กับคำประชดปนชวนหัวของบิดา เขารีบก้าวลงจากท่าน้ำตรงไปยังโกดังเก็บผ้าเพื่อจัดการหน้าที่ตามสั่ง หลังจากใช้เวลาคลุกคลีอยู่กับกองผ้าแพรและผ้าไหมหลากสีจนตัวเลขในบัญชีครบถ้วน เหลือเพียงผ้าป่านและผ้ากระสอบที่ยังไม่ตรวจนับ นายฉิมก็โบกมือไล่ให้เขาไปพักผ่อนเตรียมตัวเดินทาง ดิษจึงถือโอกาสเดินเลี่ยงออกมาทางหลังโกดังซึ่งเชื่อมต่อกับตรอกตลาดเล็กๆ เขาเดินผ่านแผงขายขนมเบื้องของยายเอิบที่ส่งกลิ่นหวานมันของกะทิและน้ำตาลมะพร้าวอบอวล ยายเอิบส่งยิ้มฟันดำมาให้พร้อมกับไอ้มิ่งที่วิ่งซนจนฝุ่นฟุ้ง ปลายเท้าของมันเกือบสะดุดขาคนงานที่กำลังยกกองผ้าสูงท่วมหัวเข้าให้
“ระวังหน่อยไอ้มิ่ง เดี๋ยวพับผ้านายฉิมเปื้อนจะหลังลายเอา” ดิษแกล้งขู่พลางลูบหัวเด็กชายอย่างเอ็นดู มือของเขาััได้ถึงความหยาบกร้านของเส้นผมเด็กที่คลุกฝุ่นมาทั้งวัน
เขาเดินยืดเส้นยืดสายอย่างเรื่อยเปื่อยผ่านแผงปลา สลับแผงขายผักขายข้าวในทางเดินที่กว้างเพียงสองคนชนไหล่ ในใจดิษเหม่อลอยกลับไปที่ห้องทำงานส่วนตัว เขาเฝ้าครุ่นคิดถึงสูตรดินดำที่เพิ่งผสมเสร็จล่าสุด แม้มันจะให้แรงขับที่สูงขึ้นแต่เขาก็ยังกังวลเื่ความเสถียรของการเผาไหม้ ‘ถ้าอุณหภูมิตอนกลั่นดินประสิวเปลี่ยนไปเล็กน้อย ต้องชั่งกัมถันเพิ่มอีกกี่สลึงกันนะ’ เขาพึมพำกับตัวเองด้วยความเหม่อลอย ดิษรู้ดีว่าถึงชาติก่อนจะเป็วิศวกร แต่เื่การผสมะเิไม่ใช่ความเชี่ยวชาญหลัก ได้แต่หวังว่าความทรงจำของวิชาเคมีที่เลือนลาง ผสมเข้ากับกองเอกสารที่นิรวิทยสถานมีจะให้คำตอบกับเขาได้
ที่ตลาดริมน้ำใกล้บ่อนเบี้ย เสียงหัวเราะสรวลเสเฮฮาถูกแทนที่ด้วยเสียงฝีเท้าหนักแน่นของกลุ่มชายฉกรรจ์ถือตะพดขัดมัน พวกเขาเดินวางโตด้วยท่าทีคุกคาม กลิ่นเหงื่อไคลและเหล้าโรงจางๆ โชยออกมาขณะที่พวกเขากวาดสายตามองชาวบ้านราวกับเป็เพียงที่บีบคั้นเบี้ยหวัด บรรยากาศรอบข้างเริ่มเปลี่ยนจากความคึกคักกลายเป็ความเงียบเชียบที่น่าอึดอัด แม่ค้าพ่อค้าต่างพากันหลบสายตา บ้างก็ขยับหาทางหลีกให้ขบวนของเหล่านายงานและสมุนรับใช้ที่เดินกร่างผ่านตลาด
“หลีกไป! พวกมึงเห็นเ้าคุณได้รับป้ายคำสั่งมาตรวจบ่อนแล้วยังไม่หมอบอีกรึ!” นักเลงหน้าบากะโลั่นพลางใช้เท้าถีบกระจาดแม่ค้าจนล้มระเนระนาด เสียงกระจาดหวายกระแทกพื้นและเสียงมะนาวที่กลิ้งกระจัดกระจายบนทางดินดังชัดเจนในความเงียบ
ดิษมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกขัดแย้งลึกๆ ในใจ เขาเห็นความแตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่างชีวิตที่เขาััและความจริงในสังคมนี้ เหล่าชายในชุดเครื่องแบบทางการที่ดูเหมือนนักเลงคุมตลาดมากกว่าเดินผ่านไปด้วยใบหน้าเรียบเฉย ท่ามกลางชาวบ้านที่ก้มลงหมอบย่อตัวกับพื้นดินร้อนระอุ กลิ่นฝุ่นควันและไอแห่งความยำเกรงแผ่ซ่านจนเขารู้สึกร้อนวูบที่ิั บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่อมีการลากตัวชายคนหนึ่งที่แต่งตัวโก้หรูออกมาจากบ่อน กลุ่มชายฉกรรจ์เอาขื่อคาประกบใส่มือทั้งสองข้างแล้วใช้เชือกล่ามคอฉุดกระชากไป สอดประสานกับเสียงสะอื้นไห้ของผู้เป็เมียที่รออยู่ด้านใน
บ่ายแก่วันนั้น แสงแดดเริ่มอ่อนแสงลงสะท้อนผิวน้ำเ้าพระยาเป็ประกายสีส้มทอง ดิษก้าวลงนั่งในเรือสำปั้นที่มารอรับท่าน้ำหลังเรือนปั้นหยา ััเนื้อไม้ขัดจนเลื่อมและกลิ่นน้ำมันยางทาเคลือบเรือแตะจมูกจางๆ
“ตามั่น ออกเรือกันเถอะ เดี๋ยวจะค่ำมืดเสียก่อนถึง น.ว.” ดิษบอกคนพายเรือร่างกำยำที่เป็คนเก่าคนแก่ของบ้าน
“ขอรับคุณพ่อดิษ” มั่นขานรับพร้อมเริ่มวาดพายจ้ำลงน้ำหนุนเรือให้เคลื่อนจากตลิ่ง แกหันมาหาดิษด้วยรอยยิ้มซื่อ “เอ่อ กระผมขอถามอะไรสักหน่อยได้หรือไม่ขอรับ” เสียงไม้พายที่ท้ายเรือสอดประสานกับจังหวะฝีพายอย่างสม่ำเสมอ
“ถามมาเถอะฉันไม่ว่ากระไร” ดิษนั่งเอนหลังอยู่ในเก๋งกลางเรือเอ่ยอย่างเป็กันเอง
“ชาวบ้านตลาดฝั่งกระนู้นตรงสำนักดินดำ เขาเล่าลือกันว่าคุณชายบ้านกระผมเก่งกาจเื่ปืนจนฝาหรั่งตาสีน้ำข้าวพวกนั้นยอมแพ้จริงหรือไม่ขอรับ”
“ตามั่นก็ชอบฟังเื่ซุบซิบนินทากับเขาด้วยรึ” ดิษส่ายหน้าอย่างขำขัน “ชาวบ้านเ่าั้ก็ใส่สีตีไข่กันไปเสียมาก ฝรั่งพวกนั้นก็เป็คน แพ้เป็เหมือนกันนั่นแหละ” ดิษเงียบไปครู่หนึ่งพลางนึกถึงตอนที่ตนเองสำเร็จวิชาของสำนักดินดำกัมปนาทในเวลาเพียงปีครึ่ง ครั้งนั้นแวดวงวิชาการทั่วพระนครต่างตื่นเต้นกันยกใหญ่จนไปเข้าหูพวกฝรั่งบางกลุ่ม การแข่งขันจึงเกิดขึ้น
“อย่างนั้นหรือขอรับ บ่าวเห็นชาวบ้านละแวกนู้นยกย่องพวกนั้นราวกับเทพยาดา”ตามั่นเอ่ยเสียดสีชาวบ้านชาวตลาดที่ตนพบมา แต่เมื่อเห็นคุณชายของตนเหม่อจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ
ดิษทอดสายตามองย้อนกลับไปที่เรือนปั้นหยาและโกดังผ้าของนายฉิมที่ค่อยๆ เล็กลง ทัศนียภาพสองฝั่งแม่น้ำยามเย็นช่างงดงามราวกับภาพฝัน เขาเห็นวิถีชีวิตที่เพิ่งเดินผ่านมา ทั้งเด็กๆ ที่ะโน้ำเล่นอย่างสนุกสนาม และกลุ่มชาวบ้านที่กำลังเก็บข้าวของกลับที่พัก ความสดใสเ่าั้ช่างต่างกับภาพความเข้มงวดของกลุ่มคนจากบ่อนที่เขาเห็นในตลาดเมื่อกลางวันอย่างสิ้นเชิง
“ตามั่น” ดิษเรียกเสียงเรียบขณะเหม่อมองยอดพระปรางค์วัดอรุณฯ ที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ “คราวนี้ฉันไปเรียนที่ น.ว. คงไม่ได้กลับบ้านอีกเกือบสองสัปดาห์ ฝากเอ็งดูแลคุณพ่อให้ดีด้วยนะ เวลาท่านเดินทางไปตรวจโกดังที่อื่นหรือไปเจรจาค้าขาย เอ็งต้องหูตาไว อย่าให้ใครมาเอาเปรียบท่านได้ โดยเฉพาะพวกนักเลงหน้าใหม่ที่คุมแถวตลาดน่ะ”
“พ่อดิษไม่ต้องห่วงขอรับ กระผมจะดูแลนายท่านด้วยชีวิต พ่อดิษไปเรียนให้สบายใจเถิด ที่วังสี่พระยานั้นก็เล่าลือกันไม่น้อยว่ามีเ้าขุนมูลนายระดับสูงเข้าออกกันไม่ว่างเว้น คุณท่านก็คาดหวังให้ในบ้านมีขุนนางกับเขาบ้างเสียที” มั่นตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นพลางเช็ดเหงื่อที่โซมกาย
ดิษพยักหน้าเบาๆ พลางลูบย่ามข้างกายที่มีสมุดบันทึกสูตรดินปืนที่เขายังตีโจทย์ไม่แตก ความเงียบปกคลุมคนทั้งสองขณะเรือพายข้ามฝั่งแม่น้ำตัดตรงสู่ท่าสี่พระยา ลมแม่น้ำที่พัดมาเริ่มเปลี่ยนกลิ่น จากกลิ่นดอกไม้หอมจางๆ ในสวนหลังบ้าน กลายเป็ไอคาวสนิมและเขม่าควันที่เจือปนมากับอากาศหนาวเยือกที่เริ่มเกาะกินหัวใจ
เมื่อเรือเทียบเข้าสู่ท่าสี่พระยา ดิษก้าวลงจากเรือพร้อมย่ามคู่ใจ เขามองส่งมั่นที่พายเรือกลับออกไปก่อนจะหมุนตัวเดินมุ่งหน้าสู่ประตูข้างของวังสี่พระยา
ทางเดินจากท่าเรือเข้าสู่วังสี่พระยานั้นกว้างขวาง ปูด้วยศิลาแลงอย่างดีเรียงตัวเป็ระเบียบ ความกว้างมากพอที่จะให้เกวียนสองเล่มวิ่งสวนกันได้สบาย ไกลออกไปผ่านโค้งถนนที่ขนานไปกับทางเดิน ดิษเห็นชาวต่างชาติผมสีทองในชุดขี่ม้าภูมิฐานกำลังจูงม้าเดินเล่นอย่างสง่างาม บางคนควบม้าเหยาะย่างไปตามทางดินลูกรังด้วยท่าทางคล่องแคล่ว
ดิษใช้เวลาเดินเท้าราวสิบนาทีผ่านกำแพงสูงที่กั้นแบ่งโลกภายนอกกับโลกแห่งวิทยาการออกจากกัน ภายในพื้นที่อันกว้างขวางนั้นเขาแลเห็นเรือนหลักเป็อาคารก่ออิฐถือปูนทรงยุโรป ประกบด้วยหอคอยสามชั้นหอหนึ่ง และซุ้มโปร่งนั่งเล่นที่มีชุดโต๊ะเก้าอี้พร้อมที่เขี่ยบุหรี่วางไว้ เขาเดินเบี่ยงออกทางเดินเล็กไปยังเรือนรองทางซ้ายมือ ซึ่งเป็อาคารสองชั้นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าดูเน้นการใช้งานมากกว่าความสวยงาม ตัวอาคารใช้โทนสีเดียวกับเรือนหลัก มีตะเกียงเ้าพายุแขวนอยู่ข้างประตูใหญ่ทางเข้าเจ็ดแปดดวง
ทัศนียภาพเหล่านี้ดูแปลกตาและทันสมัยจนเขาเกือบลืมไปว่านี่คือแผ่นดินสยาม กลิ่นกำมะถันจางๆ ที่ลอยมาจากห้องทดลองของเรือนรองหลังใหญ่เริ่มชัดเจนขึ้น พร้อมกับความรู้สึกบางอย่างที่เขาไม่เข้าใจนักแพร่กระจายออกมา