ยอดยุทธชุดชมพู

    ตอนที่4.กินกระต่ายผู้ยิ่งใหญ่กันไหม? (รีไรท์)

    4.กิเลนทองปรากฏตัว

    หนิงหรงใช้เวลาทั้งนอน ทั้งฝึกเดินเพื่อให้กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กลับมาใช้งานได้ปกติ ใช้ชีวิตเช่นนั้นวนเวียนไปมาจนถึงวันที่ฮ่องเต้และอ๋องฮุ่ยเสด็จ

    ในความทรงจำของหงหนิงหรงอดีตเจ้าของร่างนี้ เคยได้เข้าเฝ้าทั้งสองพระองค์หลายครั้งโดยเฉพาะทุกๆงานเทศกาลใหญ่ๆ ที่จัดขึ้นปีละสองสามหน ทุกครั้งที่ได้เข้าเฝ้าทั้งสองพระองค์มักจะแสดงความรักความห่วงใยให้เสมอตอนนี้ก็เช่นกัน ทั้งสองพระองค์ พระราชทานยาล้ำค่ามากมายเพื่อให้ข้าได้รักษาตัวให้หายเร็วที่สุดยังยินดีจากใจจริงเมื่อทราบว่าหนิงหรงจะกลับมาฝึกยุทธได้ในเร็วๆ นี้

    “ทั้งสองพระองค์ช่วยปิดเรื่องที่หลานฟื้นแล้วไว้ก่อนได้ไหมเพค่ะหลานไม่อยากให้คนสกุลหงทราบว่าหลานฟื้นแล้ว”หงหนิงหรงใช้คำพูดที่แทนตนเองแบบที่เจ้าของร่างเก่ามักใช้กับทั้งสองพระองค์

    “อย่างน้อยก็ยืดเวลาออกไปอีกสามสี่เดือนให้หลานได้มีเวลาเริ่มฝึกยุทธ์ ให้ร่างกายแข็งแรงมากกว่านี้ป้องกันไม้ให้คนเหล่านั้นเข้าใกล้หลานได้ชั่วขณะ”

    หนิงหรงกล่าว หลังจากที่ทูลฟ้องว่าตลอดหลายปี ต้องพบเจอกับเรื่องใดมาบ้าง ทั้งสองพระองค์รับฟังด้วยความสงสารตนและเคียดแค้นต่อคนสกุลหงยิ่ง

    หลายปีมานี้เจ้าของร่างเดิมไม่กล้าทูลฟ้องเพราะเด็กน้อยมีความรักต่อบิดาอยากได้ความรักจากบิดาแม้เพียงเศษเสี้ยวซึ่งหากนางทูลฟ้องว่าถูกสองแม่ลูกนั้นรังแก นางกลัวบิดาจะเกลียดตนจนแม้แต่หน้ายังไม่อยากมองทว่าหนิงหรงคนปัจจุบันกลับไม่ได้ต้องการความรักจากบิดาผู้ไร้ความรับผิดชอบหากต้องการความรัก หันมาขอจากสองผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักรฮุ่ยเสียยังดีกว่า!

    “ได้ ข้าจะยืดเวลาให้ระหว่างนี้ ข้าจะทุ่มเททุกสิ่ง เพื่อให้หลานรักของข้าผู้นี้แข็งแกร่งให้ได้”ฮ่องเต้รับปาก “หากเจ้าอยากให้ช่วยอะไรก็บอกเรามาตามตรงจะให้ฆ่าสองแม่ลูกนั่นแบบเงียบ ๆ ยังได้...”

    หนิงหรงปฏิเสธที่จะให้ฮ่องเต้ลงมือฆ่าสองแม่ลูกนั่นเพราะตนตั้งใจจะจัดการเอง!

    พวกเขาคุยกันอีกเล็กน้อยตามประสาคนในครอบครัวก่อนจะจากลากัน

    ผ่านไปไม่ถึงเดือน อ่อนแอนี้กลับแข็งแรงอย่างรวดเร็ว พร้อมสำหรับการฝึกร่างกายอย่างหนักหน่วง

    วันแรกของการฝึกเตรียมพร้อมทางด้านร่างกายเพื่อทะลวงพลังลมปราณยุทธ

    หลังจากฝึกร่างกายช่วงเช้าผ่านไปหนิงหลงถึงกับแขนขาขาสั่นทุกครั้งที่ขยับเคลื่อนไหว

    ตอนบ่ายเรียนเรื่องพิษและพืชสมุนไพรจากหมอหลวงจ้าวอี้ต้องใช้สมองจดจำเรื่องราวต่าง ๆทว่าร่างกายที่เหนื่อยล้าทำให้สมองไม่ทำงาน ฟุบหลับไปหลายครั้งสุดท้ายจ้าวอี้หานจึงต้องปรับชั่วโมงเรียนเพียงแค่สั้น ๆ

    เวลาที่เหลือใช้ไปกับการกำกับให้ผู้ช่วยแพทย์หลวงซึ่งเป็นสตรีถูกส่งมาเป็นลูกมือ คอยกดนวดเส้นและกล้ามเนื้อตามร่างกายที่ปวดล้า ของหนิงหรงเพื่อพร้อมที่จะฝึกในวันถัดไป

    คืนนั้นข้าหลับอย่างรวดเร็วด้วยความอ่อนเพลียทั้งร่างกายและสมอง

     

    ในห้วงนิทราข้าพบว่าขณะนี้ตนยังตื่นอยู่ ก็สัมผัสได้ถึงสิ่งผิดปกติบางอย่างสรรพเสียงรอบข้างเงียบงัน ไม่มีเสียงสัตว์อสูร ไม่มีแม้กระทั่งเสียงหายใจของเสี่ยวเมิ่ง

    ลางสังหรณ์กำลังบอกข้าว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นทุกอย่างเงียบเกินไปราวกับโลกหยุดนิ่ง

    ข้าพบว่า สายตาของตนเองกลับสามารถมองทะลุกำแพงห้องออกไปในป่า มองเห็น สรรพสิ่งหยุดเคลื่อนไหว สายลมต้นไม้ สัตว์อสูร ทุกสิ่งนิ่งงัน แม้แต่องครักษ์ทั้งหลายที่ยืนเฝ้าหน้าห้องต่างไม่มีสิ่งใดขยับเคลื่อนไหว

    หงหนิงหรงลุกขึ้นนั่งจ้องมองเข้าไปในผืนป่ามีบางอย่างกำลังขยับเคลื่อนไหวเข้ามา แสงสีทองสาดส่องไปทั่วขับไล่ความมืดทั้งมวล

    กีบเท้าคล้ายม้าอันใหญ่โตปกคลุมด้วยขนสีทองก้าวออกมาจากป่า ศีรษะอันใหญ่โตของมันเหมือนมังกร มีเขาสองข้างเหมือนเขากวางมันใช้ดวงตาสีแดงเพลิงจ้องมองมาที่ข้าปลายหางเหมือนหางวัวมีเปลวไฟสีทองเต้นเร่าลุกไหม้อยู่

    หงหนิงหรงตัวแข็งทื่อด้วยความตกตะลึงนี่เป็นสัตว์ในตำนาน ในโลกก่อนของข้าและมันยังเป็นผู้คุ้มครองอาณาเขตของบ้านหลังนี้ มันคือกิเลนทอง ผู้ปกครองเขตแดนทั่วหุบเขาอสูรแห่งนี้

    ข้ากลืนน้ำลายลงคอข้ารับรู้ได้ถึงแรงกดดันบีบคั้นยามมันปรากฏตัว แต่ไม่รู้สึกถึงความเป็นศัตรูจากมันข้ารับรู้ได้ว่ามันมาอย่างเป็นมิตรเสียมากกว่า

    “ท่านต้องการอะไร”ข้าเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา รับรู้ได้ว่ามันมาหาข้า

    ‘ในที่สุดเจ้าก็มา’เสียงเหนื่อยล้าของชายสูงวัยดังขึ้นในหัวของข้า‘สุดท้ายชะตากรรมก็ชักนำเจ้ากลับมา’ เสียงถอนหายใจของชายชราดังขึ้น

    “นี่ท่านช่วยพูดให้รู้เรื่องหน่อย ข้างงไปหมดแล้วนะ” ถึงจะเข้าใจว่าคนแก่ขี้บ่นแต่ก็ช่วยบ่นเรื่องที่ข้าเข้าใจหน่อยได้ไหม พูดอะไรไม่รู้เรื่องเลยสักนิด!

    ‘ข้าแค่อยากมาเจรจาล่วงหน้าก่อนที่เจ้าจะจำอดีตได้ข้าอยากแสดงความเสียใจต่อสิ่งที่ข้าและเหล่าอาวุโสเผ่าอสูรเคยกระทำ’มันทอดถอนหายใจ แสดงแววตาเศร้าโศกเสียใจจากใจจริง

    ยามที่ข้าจ้องมองกิเลนทองตรงหน้าในจิตใจพลันปั่นป่วนรู้สึกเคียดแค้นชิงชัง จนอยากฆ่าอีกฝ่ายให้ตายข้าลอบตกใจกับความคิดที่พลันบังเกิดขึ้นในใจข้าไม่เคยพบกิเลนทองตรงหน้ามาก่อนเหตุใดจึงได้เกลียดชังถึงเพียงนี้!

    ‘ฆ่ามัน! ฆ่ามัน!ฆ่ามัน!’ เสียงเกรี้ยวกราดในใจของหนิงหรงดังลั่นขณะที่ทั้งตัวร้อนรุ่มดังไฟเผาด้วยเพลิงแค้น หนิงหรงพยายามประคองสติ ไม่ไห้ไหลไปกับความรู้สึกแปลกประหลาดที่เต้นเร่าอยู่ภายในจิตและกายของตน

    “ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอดีตเคยบาดหมางอะไรกับพวกท่าน”หนิงหรงกล่าวขณะดึงคอเสื้ออย่างอึดอัด สีหน้าหงุดหงิด บิดเบี้ยว พยายามต่อสู้กับจิตใจและร่างกายสองมือยังสั่น คล้ายสั่นด้วยความโกรธแค้น...

    กิเลนทอง เห็นท่าทางที่คล้ายอยากฆ่าคนพลันรู้สึกว่าหากตนยังอยู่ตรงนี้ต่อไป คนตรงหน้าอาจจะกระโจนเข้าใส่เขา

    หนำซ้ำเพียงครู่เดียวเขายังเห็นรอบกายของเด็กหญิงมีไอทมิฬสีดำก่อเป็นรูปร่างเหมือนคน เลื้อยรอบร่างเด็กหญิง คอยก้มกระซิบควบคุม

    หนิงหรงไม่ได้รู้ตัวหรือมองเห็นเลยสักนิดว่าบัดนี้ตนกำลังถูกพลังมืดปกคลุมร่าง มีดวงวิญญาณคอยกระซิบยุยง

    “ฟู่!”กิเลนทองพ่นไฟใส่หน้าเด็กหญิงในระยะประชิดจนแทบจะเผาอีกฝ่าย

    หนิงหรงสะดุ้งด้วยความตกใจที่จู่ ๆเปลวเพลิงพุ่งใส่หน้า ขณะเดียวกันเงาดำที่ปกคลุมร่างตนพลันหายไป

    หนิงหรงพลันรู้สึกโล่งไปทั้งตัวอาการร้อนวูบวาบ และเสียงกระซิบยุยงให้เข่นฆ่ารวมทั้งความรู้สึกโกรธแค้นทั้งหลายพลันหายไป

    นะ...นี่มันอะไรกัน!หนิงหรงได้แต่ตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนเอง

    ‘มันเริ่มขึ้นแล้วสินะ....’กิเลนทองพึมพำ หลังจากขับไล่วิญญาณมืดไปได้ชั่วคราวหลังจากนี้เด็กหญิงผู้นี้ยังต้องถูกวิญญาณมืดนี้คุกคามมากขึ้นเรื่อยๆจนอาจจะถูกครอบงำ!

    ‘เจ้าคงรู้สึกแล้วสินะว่าตัวเจ้าไม่ปกติ’ กิเลนทองกล่าว ‘เจ้าต้องระวังจิตใจตนให้ดี ระวังเงามืดหลังจากนี้อาการอยากเข่นฆ่าของเจ้าจะรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆหากเจ้าปล่อยให้อาการนี้ควบคุม เจ้าจะไม่เป็นตัวของตัวเอง ถูกเงามืดครอบงำ!’

    “เงามืดอะไร...ใครจะควบคุมข้าคงไม่ใช่ผีอำหรอกนะ!” หนิงหรงร้องถามด้วยความตกใจ

    ‘เงามืดในอดีตของเจ้ากำลังตามกลับมาเล่นงานเจ้าเอง...มีเพียงเจ้าเอาชนะเงามืดในอดีตของเจ้าได้เท่านั้นจึงจะหลุดพ้นจากมัน’

    หนิงหรงทำปากบิด คิ้วขมวดงุนงงกับสิ่งที่ได้ยิน “พูดอะไรไม่เห็นรู้เรื่อง!” หนิงหรงบ่นงึมงำ“เงามืดอะไรท่านพูดให้มันรู้เรื่องหน่อย ใช่ผีไหม ยังจะมีอดีตอะไรข้าเป็นคนจากอีกมิติ ไม่เคยรู้จักท่านมาก่อน จะไปมีเรื่องอะไรโกรธแค้นท่านได้อย่างไร!”

    หนิงหรงกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดที่ฟังอีกฝ่ายพูดอยู่นานสองนานก็ยังไม่รู้เรื่องสักที!

    กิเลนทองสูดหายใจเข้าเสียงดังเหมือนรวบรวมพลังเพื่อจะกล่าว

    ‘ข้าไม่อาจก้าวก่ายความลับของชะตากรรมได้ข้าได้แต่เตือนเจ้า ระวังความโกรธของเจ้า ระวังความมืดกลืนกินสติปัญญาของตนจนกลายเป็นหุ่นเชิด...” กิเลนทองถอนหายใจ เหมือนอัดอั้นกับความลับ

    “วันนี้ข้าจะมอบของสิ่งนี้ให้เจ้าเพื่อแสดงถึงความจริงใจที่เคยก่อความเดือดร้อนให้เจ้าในอดีตแม้ว่าชั่วชีวิตเจ้าอาจจะจดจำเรื่องราวในอดีตไม่ได้ก็ไม่เป็นไรข้าแค่อยากไถ่โทษจากความรู้สึกผิดในใจตน ไม่ได้หวังว่าเจ้าจะให้อภัย”

    หนิงหรงรับฟัง ทว่าไม่ได้กล่าวสิ่งใดเพราะต่อให้ถามออกไปอีกฝ่ายคงไม่อยากพูดอีกแล้ว

    ‘หลอกให้อยากรู้แล้วก็จากไป’หนิงหรงคิดในใจด้วยความหงุดหงิด ที่ไม่รู้ว่าตนเองกำลังเผชิญกับอะไรแปลกๆ

    ขณะนั้นเองกิเลนทอง ยกขาหน้าขึ้นก็พลันปรากฏขวดกระเบื้องเคลือบมีจุกผ้าอุดไว้ ลอยไปทางหนิงหรง

    ข้ายื่นมือออกไปคว้ามันมา เปิดจุกออกกลิ่นหอมฟุ้งลอยตลบอยู่ในอากาศ ข้างในเป็นยาลูกกลอน สามเม็ด

    “มันคือยาอะไร” ข้าขยับจมูกสูดดมกลิ่นยาที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย

    ‘เป็นยาสมุนไพรผสมเลือดกิเลนทองของข้า มันคือยาเลือดกิเลนทอง ช่วยรักษาพิษ ช่วยชีวิตคนใกล้ตาย’

    หนิงหรงก้มมองยาเม็ดในขวดด้วยความสนใจคิดว่าน่าจะเป็นยาอันเดียวกับที่ช่วยพยุงร่างนี้ไม่ให้ตายและฟื้นฟูร่างกายนี้ให้แข็งแรงขึ้นจนสามารถฝึกยุทธได้ของล้ำค่าที่มีแต่ฮ่องเต้เท่านั้นได้ครอบครอง

    ‘อย่าลืมเรื่องที่ข้าบอกเจ้าละระวังความมืดในใจตน!’ กิเลนทองกล่าว

    แล้วทุกอย่างก็ดับวูบไปเหลือเพียงแต่ความมืดมิด

    หนิงหรง พบว่าตน นอนตะแคงจ้องมองกำแพงห้องท่ามกลางความมืด และได้ยินเสียงของเสี่ยวเมิ่งปัด ที่นอนตัวเองเพื่อจะเข้านอนและได้ยินเสียงของสัตว์อสูรดังแว่วอยู่ข้างนอก

    ขณะที่ข้าสัมผัสได้ถึงความเย็นที่แผ่มาจากวัตถุในมือจึงลูบคลำดู

    มันคือขวดกระเบื้องเคลือบที่กิเลนทองมอบให้แสดงว่าเมื่อครู่นี้ข้าพบกิเลนทองจริง ๆ

    ‘นี่มันเรื่องอะไรกันนะ’หนิงหรง งุนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น

    ได้แต่สงสัยว่าแท้จริงแล้วตนเองที่เป็นเพียงมนุษย์หลงมาต่างมิติเคยมีอดีตชาติ มีความแค้น อาวุโสของเผ่าสัตว์อสูรได้อย่างไร...ยังมีเงามืดในใจอะไรนั่นอีก

     

    วันถัดมาข้าถูกครูฝึกจับมัดถุงทรายใส่แขนขาและถูกสั่งห้ามถอดถุงทรายออกเด็ดขาด ยกเว้นเวลาอาบน้ำและเวลานอน ดังนั้นตอนฝึกไม่ว่าจะวิ่ง จะเดิน ข้าต้องมีถุงทรายผูกติดตัวเสมอ ข้ารู้สึกเดินได้ช้าเหลือเกินแขนขาก็สั่นไปหมด ทั้งร่างข้าอ่อนเพลียจนตกบ่ายตาแทบจะปิดข้ายังต้องมาถูกทรมานด้วยวิชาแพทย์ ได้แต่กัดฟันอดทนต่อไป

    วันที่สาม ข้าตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกอ่อนเพลียปวดระบมไปทั่วร่างกล้ามเนื้อทุกส่วนปวดระบมราวกับต้องการประท้วงที่ข้าใช้งานมันหนักเกินไปสีหน้าในกระจกของข้าเหนื่อยล้าจนน่าตกใจ แม้กระทั่ง เสี่ยวเมิ่ง ยังออกปากว่าข้าควรหยุดพักแต่ข้ารู้ดีว่าไม่ควรทำ เพราะการที่กล้ามเนื้อปวดระบมแปลว่ากล้ามเนื้อกำลังปรับตัว อีกไม่นานข้าก็จะชิน

    ข้าเดินลากแขนขาเข้าสู่ลานฝึกยุทธท่ามกลางความเป็นห่วงของทุกคน โดยเฉพาะครูฝึก ทว่าข้ายืนยันที่จะฝึกต่อไปหากไม่ไหวจริงๆ ข้าจะหยุดเอง ท้ายที่สุดข้าก็ผ่านมันไปได้

    ผ่านมากว่าครึ่งเดือน ร่างกายของหนิงหรง แข็งแรงมาก ปรับตัวกับการฝึกหนักได้อย่างดี จึงได้มีโอกาส ออกมานั่งล้อมวงปิ้งเนื้อย่างกินในลานบ้าน ในช่วงเช้าตรู่ เสี่ยวเมิ่ง คอยหั่นเนื้อส่งให้ทุกคนอย่างคล่องแคล่วคุยไปพูดคุยกันไปอย่างสนุกสนาน

    หนิงหรงเป็นกันเอง ไม่ถือตัวนิสัยยังคล้ายบุรุษ ไม่มากพิธีแบบเหล่าสตรี มีสิ่งใดก็จะพูดตามตรงไม่ประดิษฐ์คำพูดไม่มีกิริยา ชม้ายตามอง หรือกิริยาใดๆ แบบที่เหล่าคุณหนูทั้งหลายมักทำกัน

    เนื้อย่างนั้น ค่อนข้างสดใหม่เยี่ยนเฟยนำกลุ่มออกล่าหมูป่า ไก่ป่า มาได้หลายตัวแน่นอนว่าพวกมันเป็นสัตว์อสูรที่อยู่บริเวณนั้น สัตว์เหล่านี้ ปกติมักมีพลังยุทธระดับต่ำอย่างมากก็วิ่งเร็วกว่าปกติ หรือมีพลังโจมตีมากกว่าปกติ

    หนิงหรง ถูมือคลายหนาว ใช้เกลือทาบนเนื้อที่เสียบไม้เตรียมย่างของตน

    “คุณหนูท่านลองใช้สมุนไพรเพิ่มรสชาติดู”หวงเหวินผู้ไปเดินเก็บสมุนไพรระหว่างลากสัตว์อสูรกลับมา ยื่นสมุนไพรมีกลิ่นหอมฉุนให้คล้ายว่านำมาทำเป็นเครื่องเทศได้

    ข้าเอาใบมันถูๆเข้ากับเนื้อ และพันห่อด้วยใบไม้ ยื่นให้เสี่ยวเมิ่งย่างให้

    ดมกลิ่นหอมของเนื้อย่างพลางจินตนาการถึงรสชาติที่แสนอร่อย หน้าตาเคลิ้มฝันจนเสี่ยวเมิ่งหัวเราะคิกคัก

    รู้ตัวอีกทีผ้าเช็ดหน้าสีดำของใครบางคนก็ยื่นมาเช็ดที่มุมปากของข้าอย่างแผ่วเบา

    เยี่ยนเฟยมองมาอย่างอ่อนโยนดวงตาที่งดงามของเขาเปล่งประกายระยิบระยับเมื่อต้องกับแสงไฟในแววตาล้อเลียนข้าอย่างเห็นชัด

    หนิงหรงแย่งผ้าเช็ดหน้ามาถือเองด้วยความอับอาย

    “ท่านน้ำลายไหลแล้วนะรู้ไหม!”เสียงล้อเลียนของเยี่ยนเฟยดังขึ้น

    ขณะที่ทุกคนหัวเราะลั่นขบขันกับท่าทางของหนิงหรง

    หนิงหรงกัดริมฝีปากล่างก้มหน้าด้วยความอับอาย

    ให้ตายเถอะสงสัยเพราะวันนี้ ใช้แรงไปมาก จนถึงกับหิวน้ำลายไหล

    ‘แต่เนื้อย่างนี่หอมเนื้อมันน่ากินจริงๆนะ!’ หนิงหรงคิดในใจ ขณะจ้องเนื้อย่าง ที่กำลังส่งกลิ่นหอมของสมุนไพร

    “ติ๋ง”

    “ติ๋ง”

    หนิงหรงชะงักไปครู่หนึ่งยกมือขึ้นแตะปากตัวเอง

    ‘เอ...ข้าก็ไม่ได้น้ำลายหกแล้วนะเสียงใครทำน้ำลายหยดพื้นนะ’ หนิงหรงกวาดสายตามอง

    ทุกคนดูปกติดีพวกเขาหันไปพูดคุยกันเบาๆ

    แต่แล้วดูเหมือนทุกคนจะเริ่มรับรู้ได้เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาอย่างหิวกระหาย

    “ขวับ”ทุกคนหันไปมองหน้าทางเข้ารั้วบ้าน....

    นั่นไงละเจ้ากระต่ายน้อยขนปุกปุยสีขาวกำลังยืนสองขายืดคอยาวมาทางกองไฟ ทำน้ำลายหกจนจะท่วมพื้นแล้ว

    หนิงหรงเบิดหัวเราะลั่นกับท่าทางน้ำลายไหลของกระต่าย

    ทว่าจู่ๆ กลับรู้สึกมีเพียงแค่เสียงหัวเราะของตนเอง ท่ามกลางความเงียบที่น่าวังเวง

    ข้ารับรู้ถึงสิ่งผิดปกติบางอย่าง ไม่มีใครหัวเราะขำเจ้ากระต่ายกับข้า

    หันไปมองแต่ละคน จึงพบว่าพวก้ขาทำสีหน้าเคร่งเครียดจนข้าอดถามไม่ได้

    “กระต่ายนั่นมีปัญหาอะไรหรือ...มันดูน่ารักตัวเล็กบอบบางไร้เรี่ยวแรงออก”

    เสี่ยวเมิ่งส่ายหัวเอาเป็นเอาตายไม่เห็นด้วยกับคำพูดนั้น

    “หรือว่ามันมีกรงเล็บที่แหลมคมฟันแหลมยาว ฉีกกระชากเนื้อศัตรูด้วยความรวดเร็ว”

    หนิงหรงหัวเราะคิกคักกับคำพูดที่ไร้สาระของตัวเอง

    “ขวับ”

    “ขวับ”

    หนิงหรงหันไปมองยังที่มาของเสียงถึงกับรอยยิ้มแข็งค้าง

    อ่าเจ้ากระต่ายน้อยที่น่ารัก กำลังกวัดแกว่งกรงเล็บสีเงินวาววับ ในอากาศมันยืดอกเหมือนภาคภูมิใจในตัวเอง

    ยังไม่พอมันยังยิ้มอวดฟันที่ขึ้นอย่างเป็นระเบียบ แต่ละซี่แหลมคมวาววับไม่แพ้กรงเล็บของมัน

    “คุณหนูจำเรื่องที่ข้าเล่าได้ไหม”จ้าวอี้หานกล่าวขึ้น

    “ที่ว่าสัตว์อสูรตัวเล็กโผล่มาจากไหนไม่รู้กัดขาอสูรตัวใหญ่ทีเดียวขาด เคี้ยวไม่กี่ทีแล้วกลืนลงท้องพริบตาเดียวก็กินอสูรตัวโตกว่าลงท้องไป โดยที่อสูรตัวโตไม่มีเวลาสู้เลยด้วยซ้ำ”

    หนิงหรงฟังแล้วถึงกับหนังหน้ากระตุกยิ่งเห็นเจ้ากระต่ายนั่นกวัดแกว่งกรงเล็บชี้มาที่ตัวเองราวกับจะบอกว่า นั่นละข้า ยิ่งทำให้หนิงหรงพูดอะไรไม่ออก

    เจ้ากระต่ายน้อยแผ่พลังยุทธอวดระดับฝึกตนของตน

    “นั่นระดับยอดยุทธ!”หมอหลวงจ้าวอี้หาน ตะโกนด้วยความตกใจ

    สัตว์อสูรที่อยู่สูงถึงระดับยอดยุทธย่อมเทียบได้กับระดับราชันยอดยุทธของมนุษย์

    “ระดับยอดยุทธของสัตว์อสูร ต้องใช้กองทัพปราบมัน หรือใช้ระดับราชันยอดยุทธของมนุษย์ ลำพังตอนนี้พวกเราทั้งหมดสู้กับมัน เกรงว่า... จะตายมากกว่ารอดขอรับ” เยี่ยนเฟยอธิบาย เขาขมวดคิ้วเคร่งเครียด

    รอบด้านสัตว์อสูรทั้งหลายต่างไม่กล้าทำเสียงดัง พวกมันกำลังกลัวเจ้ากระต่ายหลายตัวหมอบลงด้วยความกลัว

    เสี่ยวเมิ่งวิ่งไปยืนข้างคุณหนูของนางดึงดาบของนายทหารผู้หนึ่งที่วางอยู่ ออกมา ใช้สองมือถือดาบอันหนักอึ้งชี้ไปที่หน้าเจ้ากระต่าย ด้วยท่าทางเหมือนแม่ไก่กางปีกปกป้อง

    ทว่าหากสังเกตให้ดี เสี่ยวเมิ่งเหมือนคนถือดาบไม่ไหวทว่าสองมือกลับมั่นคง ท่วงท่าการถือดาบถูกต้อง ดูแล้วไม่เหมือนคนใช้ดาบไม่เป็น!

    “พวกเจ้า ทำอะไร”เจ้ากระต่ายน้อยโวยวาย “ท่านเสี่ยวไป๋แค่จะมาขอเนื้อย่างกินไม่เห็นต้องใจร้ายเอาดาบมาชี้หน้า คิดจะฆ่าฟันกันเลย!”กระต่ายน้อยกล่าวด้วยน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจ

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องยอดยุทธชุดชมพู ที่คุณอ่าน