นักดาบแสงศักดิ์สิทธิ์เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์แม้ว่าเขาจะเป็นระดับศักดิ์สิทธิ์ของวิหารเทพสงคราม แต่ในตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ที่วิหารเทพสงครามแต่เป็นสถานที่ที่เรียกว่าโบราณสถานของนิกายดาบนภาคราม
ข้อมูลยังแนะนำอีกว่าซากโบราณสถานของนิกายดาบนภาครามถูกทิ้งไว้โดยนิกายดาบนภาครามซึ่งเป็นนิกายของอารยธรรมโบราณ ตอนนี้นิกายดาบนภาครามหายตัวไปแล้วเหลือเพียงแต่ซากโบราณสถานแห่งนี้ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ภายในมีมรดกแห่งดาบที่ถูกทิ้งไว้มากมาย
มีเพียงผู้ฝึกยุทธ์ที่มีระดับต่ำกว่าระดับจักรพรรดิเท่านั้นที่จะสามารถเข้าไปได้หากผู้ฝึกยุทธ์มีระดับการบ่มเพาะสูงกว่าระดับจักรพรรดิเข้าไปในซากโบราณสถานนี้ พวกเขาจะถูกบังคับส่งออกมาในทันที
ซากโบราณสถานของนิกายดาบนภาครามถูกควบคุมโดยกองกำลังภายนอกและจะเปิดเพียงครั้งเดียวในรอบ 10 ปี และครั้งนี้ก็มีนักดาบระดับศักดิ์สิทธิ์จำนวนไม่น้อยที่มุ่งหน้าไปยังซากโบราณสถานของนิกายดาบนภาคราม
นักดาบแสงศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นหนึ่งในนั้นเขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ในด้านดาบ แน่นอนว่าเขาจะต้องสนใจทักษะดาบและสมบัติอื่นๆ ในโบราณสถานแห่งนี้
และซากโบราณสถานนี้ก็ตั้งอยู่ในดินแดนส่วนกลางของโลกเซียนปฐพี
“ดูเหมือนว่าเราจะต้องไปยังดินแดนส่วนกลาง!”
เย่เทียนพึมพำ
พรสวรรค์ด้านดาบระดับดาราเขาจะต้องคัดลอกมันมาให้ได้
นอกจากนี้เขายังสนใจโบราณสถานของนิกายดาบนภาครามเป็นอย่างมากตอนนี้ในเมื่อเขาได้ทราบข้อมูลคร่าวๆ ของมันแล้ว มันก็คุ้มค่าที่จะลองไปดู
หากเป็นระดับจักรพรรดิคนอื่นๆพวกเขาคงจะไม่สนใจซากโบราณสถานของนิกายดาบนภาคราม เพราะพวกเขาไม่สามารถที่จะเข้าไปยังโบราณสถานนี้ได้
เย่เทียนเคลื่อนย้ายผ่านอุปกรณ์เคลื่อนย้ายของเมืองคลื่นตะวันออกผ่านเมืองอื่นหลายต่อหลายเมืองในที่สุดก็มาถึงเมืองนภาครามในพื้นที่ตอนกลางของโลกเซียนปฐพี
เมืองนภาครามมีชื่อเสียงในเรื่องของโบราณสถานของนิกายดาบนภาครามโดยปกติจะไม่ค่อยมีผู้ฝึกยุทธ์มายังที่นี่มากนัก แต่ทุกครั้งที่โบราณสถานเปิด เมืองนภาครามก็จะคึกคักเป็นอย่างมาก
แต่ที่นอกเมืองกลับวุ่นวายมากเช่นกันเพราะมันมักจะเกิดการต่อสู้และการปล้นสินค้าอยู่บ่อยครั้ง
โบราณสถานของนิกายดาบนภาครามตั้งอยู่300,000 กิโลเมตรทางทิศตะวันตกของเมืองนภาครามเมื่อเย่เทียนมาถึงเมืองนภาคราม เขาก็ปลอมตัวเป็นชายหนุ่มที่หน้าตาไม่โดดเด่น และยังควบคุมระดับการบ่มเพาะของเขาให้ลดลงเหลือแค่ระดับศักดิ์สิทธิ์
สำหรับระดับจักรพรรดิด้วยกันการจะปกปิดกลิ่นอายระดับการบ่มเพาะไม่ใช่เรื่องง่าย ระดับจักรพรรดิด้วยกันจะสามารถมองออกได้อย่างแน่นอนแต่กับผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์ แน่นอนว่าพวกเขาไม่มีทางมองเห็นระดับการบ่มเพาะที่แท้จริงของเย่เทียน
วูปป!
เย่เทียนบินออกจากเมืองนภาครามมุ่งหน้าไปยังซากโบราณสถานของนิกายดาบนภาคราม
หากอยู่ในโลกหลัก ระดับศักดิ์สิทธิ์สามารถที่จะบินไปยังซากโบราณสถานได้อย่างรวดเร็วแต่ด้วยพลังแห่งกฎเกณฑ์ในโลกเซียนปฐพี ระยะทาง 300,000 กิโลเมตรนี้มันต้องใช้เวลามากขึ้นเล็กน้อย
เย่เทียนบินด้วยความเร็วระดับเดียวกันกับผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์ทั่วไปเมื่อเขาบินไปได้ 100,000 กิโลเมตรเขาก็ได้พบกับกลุ่มของระดับศักดิ์สิทธิ์หลายคน
“มีเหยื่อติดเบ็ดแล้ว!”
เย่เทียนยิ้มอย่างแปลกประหลาด
ที่เขาจงใจปลอมตัวเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่เพราะความเบื่อหน่ายแต่เขาต้องการร่างของผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์คนอื่น
แต่เขาก็ไม่ต้องการที่จะฆ่ามนุษย์ด้วยกันโดยไม่มีเหตุผลเขาจึงปลอมตัวเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์เพื่อดึงดูดความสนใจของเหล่าคนที่มีเจตนาร้าย
จากนั้นเขาก็จะสามารถใช้พรสวรรค์ในการถ่ายโอนวิญญาณระดับสูงสุดเพื่อลบวิญญาณของฝ่ายตรงข้ามทิ้งและครอบครองร่างกายของฝ่ายตรงข้ามได้ด้วยวิธีนี้เขาก็จะกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์ได้โดยไม่ผิดสังเกต
เมื่อเวลานั้นมาถึง เขาจะใช้ร่างของผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์เพื่อเข้าสู่โบราณสถานของนิกายดาบนภาคราม
โบราณสถานนิกายดาบนภาครามจะเปิดออกเพียงแค่1 เดือนเท่านั้นตอนนี้มันได้เปิดมาถึง 10 วันแล้ว เหลือเวลาอีกเพียงแค่ 20วัน และพรสวรรค์ในการถ่ายโอนวิญญาณของเขาสามารถคงอยู่ได้นานถึงหนึ่งเดือนระยะเวลาเท่านี้นั้นมันเพียงพอแล้วที่จะทำตามแผนที่เขาวางไว้
หลังจากนั้นไม่นานผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์5 คนก็เข้ามาปิดล้อมเย่เทียนไว้
คนเหล่านี้หากดูจากลักษณะภายนอกพวกเขาคงจะเป็นชาวตะวันตก เห็นได้ชัดว่าพวกเขามาจากดินแดนทางตะวันตกอย่างแน่นอน
“ฆ่ามันซะ!”
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งกล่าวออกมา
อย่างไรก็ตามในขณะที่พวกมันกำลังจะลงมือเสียงหนึ่งก็กระจายไปในอากาศ
“ฆ่า!”
เย่เทียนยื่นมือออกไปและเปิดใช้งานทักษะบีบอัดมิติร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 4 คนเริ่มถูกบีบอัดโดยพลังแห่งมิติ
พริบตาเดียว ร่างของทั้งสี่คนก็ถูกบีบอัดจนแหลกเละกลายเป็นหมอกโลหิตลอยไปตามสายลม
พวกเขาถูกสังหารอย่างรวดเร็วโดยไม่แม้กระทั่งจะทันได้กรีดร้องออกมา
“จักรพรรดิ!”
ระดับศักดิ์สิทธิ์คนสุดท้ายที่เหลืออยู่หวาดกลัวอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
เขาไม่เคยคิดเลยว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์ที่เขาและคนอื่นๆเลือกจะปล้น แท้จริงแล้วอีกฝ่ายจะเป็นระดับจักรพรรดิที่ปลอมตัวมา เขาไม่เข้าใจว่าทำไมระดับจักรพรรดิถึงได้ปลอมตัวเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์นี่อีกฝ่ายกำลังเล่นสนุกอยู่ใช่หรือไม่?
ถ้าเขารู้ว่าเย่เทียนเป็นจักรพรรดิเขาจะกล้าลงมือทำร้ายเย่เทียนได้อย่างไร!
เขาอยากจะอ้อนวอนขอความเมตตาแต่ภายใต้การกักขังของมิติ เขาไม่แม้จะสามารถที่จะขยับตัวได้ ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถที่จะเอ่ยคำใดออกมาได้เลย
ในเวลาเดียวกันสติของเขาก็เริ่มเลือนราง
เพราะเย่เทียนได้เปิดใช้งานพรสวรรค์สะกดจิตและสะกดจิตอีกฝ่ายได้สำเร็จ
แผนการของเขาคือใช้พรสวรรค์ในการถ่ายโอนวิญญาณซึ่งพรสวรรค์นี้ใช้ได้เพียงกับสิ่งมีชีวิตเท่านั้น ไม่สามารถยึดร่างของศพได้ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ฆ่าระดับศักดิ์สิทธิ์คนนี้
เหตุผลที่เขาเลือกชายคนนี้ก็เพราะว่าอีก 4 คนที่เขาฆ่าไปนั้นมีระดับการบ่มเพาะที่ต่ำเกินไปมีเพียงชายคนนี้เท่านั้นที่เปิดพื้นที่สมองส่วนลึกได้ถึง 86% การใช้ร่างของอีกฝ่าย แน่นอนว่าเย่เทียนจะสามารถปลดปล่อยพลังที่แข็งแกร่งได้มากกว่าอีก4 คนที่เขาเพิ่งฆ่าไป
หลังจากนั้นไม่นาน
เย่เทียนก็พาผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์คนดังกล่าวกลับไปยังเมืองนภาครามจากนั้นเขาก็เช่าห้องพักเป็นเวลา 1 เดือน ก่อนจะเปิดใช้งานพรสวรรค์ในการถ่ายโอนวิญญาณกับผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์คนนี้
ตูม!!!!!
วิญญาณของเย่เทียนเข้าสู่อาณาเขตวิญญาณของอีกฝ่ายและลบวิญญาณของอีกฝ่ายออกไปในพริบตาจากนั้นเขาก็ครอบครองร่างของอีกฝ่ายได้อย่างสมบูรณ์
ไม่กี่นาทีต่อมา
เมื่อคุ้นเคยกับร่างนี้แล้วเย่เทียนก็เปิดใช้งานพรสวรรค์ด้านการปลอมตัว และปลอมตัวเป็นชายวัยกลางคนที่มีลักษณะเหมือนชาวตะวันตก
เขาไม่ต้องการใช้ร่างเดิมเพราะเขากลัวว่าเขาอาจจะได้พบกับสหายหรือคนคุ้นเคยของเจ้าของร่างเข้าหากเป็นเช่นนั้นมันจะกลายเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก
เย่เทียนแทบไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรเกี่ยวกับร่างจริงของเขาเพราะไม่มีใครกล้าลงมือในเมืองนภาคราม
“เราจะใช้ชื่อว่าโบรอน!”
เย่เทียนตั้งชื่อให้กับร่างกายของเขาจากนั้นเขาก็เดินออกจากห้องพักไปพร้อมกับดาบระดับดาราและสิ่งของอื่นๆ แล้วเขาก็มุ่งหน้าไปยังโบราณสถานของนิกายดาบนภาคราม
ตลอดเส้นทางเขาไม่พบกับปัญหาใดๆและสามารถมาถึงโบราณสถานได้อย่างราบรื่น
โบราณสถานของนิกายดาบนภาครามนั้นตั้งอยู่บนภูเขาลูกหนึ่งทั่วทั้งภูเขาถูกปกคลุมด้วยค่ายกลขนาดใหญ่ ไม่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ภายในได้ เย่เทียนเห็นแต่เพียงอาคารขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าเท่านั้น
ค่ายกลนี้เชื่อมต่อกับซากโบราณสถานของนิกายดาบนภาครามและแม้แต่พื้นที่ใต้ดินก็ยังเชื่อมต่อกับค่ายกล
“ค่ายกลระดับจันทรา!”
เย่เทียนมองออกทันที
เขามีพรสวรรค์ค่ายกลระดับจันทราและยังสืบทอดมรดกค่ายกลมาแม้ว่าเขาจะไม่ค่อยมีเวลาศึกษาค่ายกลที่ได้รับมา แต่ถึงอย่างไรเขาก็กลายเป็นจอมเวทค่ายกลระดับดาราแล้วหากเขาไม่แม้แต่จะเข้าใจค่ายกลขนาดใหญ่นี้ได้สักเล็กน้อย เขาคงจะละอายใจที่มีพรสวรรค์ด้านค่ายกลระดับจันทรา
จากการประเมินคร่าวๆ ของเย่เทียนค่ายกลระดับจันทรานี้เป็นค่ายกลธาตุไฟ และยังเป็นค่ายกลที่ไม่ค่อยจะสมบูรณ์นัก สาเหตุคงเป็นเพราะว่าค่ายกลนี้เวลาผ่านมานานเกินไปอำนาจของมันจึงลดลงไปตามกาลเวลา
การที่นิกายดาบนภาครามสามารถสร้างค่ายกลระดับจันทราขึ้นมาได้นั้นเห็นได้ชัดว่านิกายดาบนภาครามคงมีจอมเวทค่ายกลระดับจันทราอยู่ มันเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของนิกายดาบนภาคราม
“ขุมพลังจากภายนอกน่าจะมีพลังเพียงพอที่จะทำลายค่ายกลป้องกันระดับจันทราที่ไม่สมบูรณ์นี้ได้แค่ถ้าพวกเขาทำลายมันแล้ว ซากโบราณสถานแห่งนี้ก็จะถูกทำลายไปเช่นกัน การกระทำเช่นนั้นมันจึงไม่มีประโยชน์เพราะงั้นกองกำลังจากภายนอกจึงไม่คิดที่จะทำลายค่ายกลนี้ ทำเพียงแค่ส่งคนมาดูแลมันเท่านั้น!”
เย่เทียนคาดเดา
นอกจากนี้ภายในป้อมปราการเย่เทียนยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของระดับจักรพรรดิอยู่เล็กน้อยพวกเขาน่าจะเป็นจักรพรรดิที่กองกำลังภายนอกส่งมาประจำการอยู่ที่นี่
หากผู้ฝึกยุทธ์ระดับศักดิ์สิทธิ์ต้องการที่จะเข้าไปในโบราณสถานของนิกายดาบนภาครามพวกเขาจำเป็นต้องซื้อเหรียญตราก่อนจะผ่านเข้าไปในค่ายกล มิฉะนั้นพวกเขาไม่มีทางที่จะผ่านเข้าไปได้เลิกคิดที่จะเข้าไปยังโบราณสถานนิกายดาบนภาครามไปได้เลย
การใช้ซากปรักหักพังเก่าๆนี้หาเงินเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่ากลุ่มอำนาจใหญ่เหล่านั้นโลภมากเพียงใด
จากนั้นเย่เทียนก็เดินเข้าไปในป้อมปราการ
“ผมต้องการซื้อเหรียญตรา!”